ธุรกิจนำคนไข้ต่างชาติมารักษาในไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างคนไข้ต่างประเทศกับโรงพยาบาล มีรายได้หลักจากค่าคอมมิชชันหรือค่าบริการจัดการ

ซึ่งมีประเด็นภาษีข้ามพรมแดนที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง

ธุรกิจนำคนไข้ต่างชาติมารักษาในไทย หรือที่เรียกกันว่า Medical Tourism Agency ทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่คนไข้จากต่างประเทศกับโรงพยาบาลหรือคลินิกในไทย

ให้บริการตั้งแต่ประสานนัดหมายแพทย์ จัดการเรื่องวีซ่า ที่พัก และล่ามแปลภาษา

ธุรกิจนี้มีรายได้หลักจากค่าคอมมิชชันที่โรงพยาบาลจ่ายให้ หรือค่าบริการจัดการที่เรียกเก็บจากคนไข้โดยตรง ซึ่งมีประเด็นภาษีที่ซับซ้อนกว่าธุรกิจนายหน้าทั่วไป

เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศและคู่สัญญาที่อยู่คนละประเทศ

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างรายได้ของธุรกิจ Medical Tourism
  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอเจนซี่ Medical Tourism
  3. ประเด็น VAT สำหรับบริการข้ามพรมแดน
  4. การรับเงินจากต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตารางสรุปประเด็นภาษีที่ต้องตรวจสอบ
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างรายได้ของธุรกิจ Medical Tourism

รายได้ของเอเจนซี่ Medical Tourism มักมาจากสองแหล่งหลัก แหล่งแรกคือค่าคอมมิชชันที่โรงพยาบาลหรือคลินิกในไทยจ่ายให้เอเจนซี่เป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษาพยาบาลที่คนไข้จ่ายจริง

ซึ่งเป็นโมเดลที่พบบ่อยที่สุด แหล่งที่สองคือค่าบริการจัดการ (Package

Fee) ที่เอเจนซี่เรียกเก็บจากคนไข้โดยตรงสำหรับบริการเสริม เช่น จัดหาล่าม จองที่พัก และประสานงานเดินทาง ซึ่งแยกต่างหากจากค่ารักษาพยาบาลที่คนไข้จ่ายให้โรงพยาบาลโดยตรง

เอเจนซี่บางรายใช้ทั้งสองโมเดลผสมกัน

จึงจำเป็นต้องมีระบบบัญชีที่แยกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจน เพื่อคำนวณภาษีเงินได้และ VAT ได้ถูกต้อง

ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอเจนซี่ Medical Tourism

เอเจนซี่ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในไทยต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจากรายได้ค่าคอมมิชชันและค่าบริการจัดการทั้งหมด หากเป็น SME

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไร 300,000 บาทแรก และเสียภาษีอัตราร้อยละ 15 สำหรับกำไรส่วน 300,001-3,000,000 บาท ส่วนที่เกินเสียภาษีอัตราร้อยละ 20

ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือรายได้ค่าคอมมิชชันจากโรงพยาบาลควรบันทึกตามมูลค่าจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบบัญชี ไม่ใช่บันทึกเมื่อได้รับเงินสดเท่านั้น

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ที่กฎหมายภาษีกำหนด

ประเด็น VAT สำหรับบริการข้ามพรมแดน

ค่าคอมมิชชันที่เอเจนซี่ได้รับจากโรงพยาบาลในไทยถือเป็นรายได้จากการให้บริการในประเทศไทย ซึ่งหากเอเจนซี่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT

จากโรงพยาบาลตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ส่วนค่าบริการจัดการที่เรียกเก็บจากคนไข้ต่างชาติโดยตรงนั้น หากบริการเกิดขึ้นและใช้ประโยชน์ในประเทศไทย เช่น จัดหาล่ามหรือประสานงานในไทย โดยทั่วไปยังถือเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT

ในอัตราปกติ ไม่เข้าเงื่อนไข VAT อัตราศูนย์แบบการส่งออกสินค้า

เนื่องจากกฎเกณฑ์เรื่องสถานที่ให้บริการและการใช้ประโยชน์ของบริการมีรายละเอียดที่ซับซ้อน เอเจนซี่จึงควรตรวจสอบสถานะ VAT

ของรายได้แต่ละประเภทกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรให้ชัดเจนก่อนออกใบแจ้งหนี้ให้คนไข้ต่างชาติหรือโรงพยาบาล

การรับเงินจากต่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน

  • รับเงินค่าบริการเป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการเพื่อบันทึกบัญชี
  • ผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยน ระหว่างวันที่บันทึกรายได้กับวันที่รับเงินจริง ต้องบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแยกต่างหาก
  • เอกสารประกอบการรับเงินจากต่างประเทศ เช่น ใบแจ้งยอดโอนเงินระหว่างประเทศ ควรเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและใช้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินได้

เอเจนซี่ที่รับเงินจากคนไข้หลายสัญชาติควรมีระบบบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อ้างอิงสม่ำเสมอ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการปิดงบบัญชีแต่ละเดือน

และป้องกันปัญหาการกระทบยอดรายได้ระหว่างสกุลเงินที่ไม่ตรงกัน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติเอเจนซี่แห่งหนึ่งประสานงานให้คนไข้จากตะวันออกกลางเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ มูลค่าค่ารักษา 500,000 บาท

โดยโรงพยาบาลตกลงจ่ายค่าคอมมิชชันให้เอเจนซี่ในอัตราร้อยละ 10 ของค่ารักษา คิดเป็นเงิน 50,000 บาท

พร้อมกันนี้เอเจนซี่ยังเรียกเก็บค่าบริการจัดการจากคนไข้โดยตรงอีก 30,000 บาทสำหรับบริการล่ามและจัดหาที่พัก เอเจนซี่ต้องบันทึกรายได้รวม 80,000 บาทจากทั้งสองแหล่ง

และพิจารณาว่าต้องเรียกเก็บ VAT

จากทั้งค่าคอมมิชชันและค่าบริการจัดการหรือไม่ตามสถานะที่ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบันทึกผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนหากรับเงินค่าบริการจัดการเป็นสกุลเงินต่างประเทศ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่บันทึกรายได้ค่าคอมมิชชันตามหลักเกณฑ์สิทธิ รอจนได้รับเงินสดจริงเท่านั้น ทำให้รายได้แต่ละเดือนไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง
  • ไม่แยกรายได้ค่าคอมมิชชันกับค่าบริการจัดการที่เรียกเก็บจากคนไข้โดยตรง ทำให้คำนวณ VAT ผิดพลาด
  • เข้าใจผิดว่าบริการให้คนไข้ต่างชาติเข้าเงื่อนไข VAT อัตราศูนย์เหมือนการส่งออกสินค้า ทั้งที่กฎเกณฑ์เรื่องบริการมีรายละเอียดต่างจากสินค้า
  • ไม่บันทึกผลต่างอัตราแลกเปลี่ยนแยกต่างหาก ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง

ตารางสรุปประเด็นภาษีที่ต้องตรวจสอบ

รายการแหล่งรายได้ข้อควรตรวจสอบ
ค่าคอมมิชชันจากโรงพยาบาลโรงพยาบาลในไทยจ่ายให้ตรวจสอบ VAT และบันทึกตามหลักเกณฑ์สิทธิ
ค่าบริการจัดการจากคนไข้คนไข้ต่างชาติจ่ายตรงตรวจสอบสถานะ VAT ของบริการในไทย
เงินตราต่างประเทศรับเป็นสกุลเงินต่างประเทศบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนและผลต่างให้ถูกต้อง
ภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEกำไรสุทธิรวมทุกรายได้ตรวจสอบเงื่อนไขทุนและรายได้ตามเกณฑ์ SME

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการธุรกิจ Medical Tourism ควรวางระบบบัญชีที่แยกรายได้ค่าคอมมิชชันจากโรงพยาบาลและค่าบริการจัดการจากคนไข้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

บันทึกรายได้ตามหลักเกณฑ์สิทธิให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง

มีระบบบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อ้างอิงสม่ำเสมอ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อตรวจสอบสถานะ VAT ของรายได้แต่ละประเภทให้ถูกต้องก่อนออกใบแจ้งหนี้ให้คู่สัญญาทั้งในและต่างประเทศ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าคอมมิชชันที่โรงพยาบาลจ่ายให้เอเจนซี่ต้องเสีย VAT หรือไม่

หากเอเจนซี่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าคอมมิชชันตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากถือเป็นรายได้จากการให้บริการในประเทศไทย

ค่าบริการจัดการที่เรียกเก็บจากคนไข้ต่างชาติเข้าเงื่อนไข VAT อัตราศูนย์หรือไม่

โดยทั่วไปหากบริการเกิดขึ้นและใช้ประโยชน์ในประเทศไทยยังต้องเสีย VAT ในอัตราปกติ ไม่เข้าเงื่อนไขอัตราศูนย์แบบส่งออกสินค้า ควรตรวจสอบสถานะที่แน่นอนกับผู้เชี่ยวชาญ

รับเงินค่าบริการเป็นเงินตราต่างประเทศต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ต้องแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ และบันทึกผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างวันที่บันทึกกับวันที่รับเงินจริงเป็นกำไรหรือขาดทุนแยกต่างหาก

เอเจนซี่ Medical Tourism ควรบันทึกรายได้ค่าคอมมิชชันเมื่อไหร่

ควรบันทึกตามหลักเกณฑ์สิทธิ คือเมื่อมีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชันตามข้อตกลงกับโรงพยาบาล ไม่ใช่รอจนได้รับเงินสดจริงเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษี

เอเจนซี่ที่มีทั้งรายได้ค่าคอมมิชชันและค่าบริการจัดการต้องแยกบัญชีอย่างไร

ควรแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจนในบัญชีแยกประเภท เนื่องจากอาจมีสถานะ VAT ที่แตกต่างกัน และช่วยให้วิเคราะห์ความสามารถทำกำไรของแต่ละบริการได้แม่นยำ

เอเจนซี่ SME ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่

หากจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีในกำไร 300,000 บาทแรกตามเงื่อนไข SME

ต้องเก็บเอกสารอะไรเพิ่มเติมสำหรับรายได้จากต่างประเทศ

ควรเก็บใบแจ้งยอดโอนเงินระหว่างประเทศ สัญญาหรือข้อตกลงกับโรงพยาบาลและคนไข้ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและใช้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินได้เมื่อถูกตรวจสอบภาษี

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม