ถ้าคุณรับดูแลเพจเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือรับยิงแอดให้ลูกค้าเป็นรายเดือน คำถามที่เจอบ่อยที่สุดคือ ต้องคิด VAT 7% จากยอดเต็มหรือแค่ค่าบริการของตัวเอง และเงินค่าโฆษณาที่ลูกค้าโอนมาให้ไปจ่าย Facebook/Google ต้องนำมารวมเป็นรายได้ไหม บทความนี้อธิบายหลักการวางบิลที่ถูกต้องแบบเข้าใจง่าย

ทำไมธุรกิจรับดูแลเพจต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัด

ธุรกิจรับดูแลเพจโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์คอนเทนต์ ตอบแชท ออกแบบภาพ หรือรับยิงโฆษณา (Media Buying) ให้ลูกค้า มักมีกระแสเงินสองรูปแบบปนกันในบิลเดียว คือ ค่าบริการที่เราคิดเอง (Management Fee) และเงินค่าโฆษณาที่ลูกค้าฝากให้เราไปจ่ายแทน (Ad Spend หรือ Media Cost) หากไม่แยกสองก้อนนี้ให้ชัดตั้งแต่ทำสัญญาและวางบิล จะเกิดปัญหาตามมาทั้งเรื่อง VAT ที่คิดเกินจริง ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผิดอัตรา และรายได้ที่บวมเกินจริงจนกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี

สองรูปแบบหลักของการรับงานดูแลเพจ

รูปแบบที่ 1: รับเป็น "ตัวแทน" ซื้อโฆษณาแทนลูกค้า (Pass-through)

ในรูปแบบนี้ ลูกค้าโอนเงินก้อนใหญ่ให้เรา แล้วเราแบ่งไปจ่ายค่าโฆษณาให้ Facebook/Google/TikTok ส่วนที่เหลือคือค่าบริการ (Management Fee) ของเรา เช่น ลูกค้าโอนมา 50,000 บาท เราจ่ายค่าโฆษณาไป 40,000 บาท เก็บค่าบริการ 10,000 บาท ในกรณีนี้ หากทำสัญญาชัดเจนว่าเราเป็นเพียง "ตัวแทน" จ่ายเงินแทนลูกค้า (ไม่ใช่ผู้ซื้อโฆษณาเอง) รายได้ที่ต้องเสียภาษีของเราคือ 10,000 บาท (ค่าบริการ) เท่านั้น ไม่ใช่ 50,000 บาท และต้องคิด VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) เฉพาะจากค่าบริการ 10,000 บาท

รูปแบบที่ 2: ซื้อโฆษณาในนามตัวเอง แล้วขายต่อให้ลูกค้าเป็นแพ็กเกจ (Principal)

หากบัญชีโฆษณา (Ads Account) เป็นชื่อบริษัทเรา และเราคิดราคาลูกค้าเป็นแพ็กเกจเหมารวม เช่น "แพ็กเกจดูแลเพจ + ยิงแอด 60,000 บาท/เดือน" โดยไม่แยกรายละเอียดว่าใช้ไปกับค่าโฆษณาเท่าไหร่ กรณีนี้รายได้ทั้งหมด 60,000 บาท ถือเป็นรายได้ของเราเต็มจำนวน ต้องคิด VAT จากยอดเต็ม และค่าโฆษณาที่จ่ายให้แพลตฟอร์มถือเป็นต้นทุนของธุรกิจเรา

วิธีวางบิลที่แนะนำสำหรับแต่ละรูปแบบ

ประเด็นรูปแบบ Pass-through (ตัวแทน)รูปแบบ Principal (เหมาแพ็กเกจ)
รายได้ที่ต้องเสียภาษีเฉพาะค่าบริการ (Management Fee)ยอดเต็มทั้งหมด
VAT คิดจากค่าบริการเท่านั้นยอดขายเต็ม
ต้องมีสัญญาระบุชัดเจนไหมต้องมี ระบุว่าเป็นตัวแทนจ่ายแทนไม่จำเป็นต้องระบุ แต่ควรมีใบเสนอราคาชัดเจน
ความเสี่ยงหากเอกสารไม่ชัดสรรพากรอาจตีความว่าต้องเสียภาษีจากยอดเต็มต่ำ เพราะรายได้ชัดเจนอยู่แล้ว

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัท A รับดูแลเพจร้านอาหาร 5 สาขา ตกลงกับลูกค้าว่าจะได้รับเงินโอนเดือนละ 80,000 บาท แบ่งเป็นค่ายิงแอด 60,000 บาท และค่าบริการดูแลเพจ 20,000 บาท หากบริษัท A ทำสัญญาระบุชัดว่าเป็นตัวแทนซื้อโฆษณาแทนลูกค้า และออกใบเสร็จรับเงินแยกสองรายการ (ค่าโฆษณาที่จ่ายแทน กับ ค่าบริการ) รายได้ที่บริษัท A ต้องบันทึกและเสียภาษีคือ 20,000 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 80,000 บาท ซึ่งต่างกันมากเมื่อคำนวณรายได้สะสมทั้งปีเพื่อดูว่าต้องจด VAT หรือไม่ (เกณฑ์รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT)

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อลูกค้าจ่ายค่าบริการดูแลเพจให้เรา หากลูกค้าเป็นนิติบุคคล ลูกค้ามีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการ (ไม่รวมส่วนที่เป็นเงินที่จ่ายแทนค่าโฆษณาในรูปแบบ Pass-through) อัตราที่ใช้ทั่วไปสำหรับค่าบริการมักอยู่ในช่วง 3% แต่ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร เนื่องจากอัตราอาจแตกต่างกันตามลักษณะสัญญาและประเภทผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกเงินค่าโฆษณากับค่าบริการในบัญชี: โอนเข้าบัญชีเดียวปนกันหมด ทำให้ตอนปิดบัญชีปลายปีไม่รู้ว่าอะไรคือรายได้จริง อะไรคือเงินที่รับมาแทนลูกค้า
  • ไม่มีสัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุบทบาทชัดเจน: ทำให้เวลาสรรพากรตรวจสอบ อาจตีความว่ายอดเงินที่รับทั้งหมดเป็นรายได้ ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มจากยอดที่ไม่ควรเป็นรายได้จริง
  • ลืมนับรวมค่าโฆษณาที่จ่ายแทนลูกค้าเข้าเกณฑ์รายได้จด VAT: ในบางกรณีถ้าสัญญาไม่ชัดว่าเป็นตัวแทน สรรพากรอาจนับยอดเต็มเป็นรายได้ ทำให้ธุรกิจที่คิดว่ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท กลับต้องจด VAT ก่อนกำหนด
  • ไม่เก็บหลักฐานการจ่ายค่าโฆษณาให้แพลตฟอร์ม: ควรเก็บใบเสร็จ/ใบแจ้งหนี้จาก Facebook, Google, TikTok ไว้เป็นหลักฐานว่าเงินก้อนนั้นถูกใช้จ่ายค่าโฆษณาจริง ไม่ใช่รายได้ของธุรกิจ
  • ไม่ระบุค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนต่างที่ได้จากแพลตฟอร์มโฆษณา: บาง Agency ได้รับส่วนลดหรือเครดิตพิเศษจากแพลตฟอร์มโฆษณา (Agency Discount) ซึ่งถือเป็นรายได้เพิ่มเติมที่ต้องนำมาบันทึกด้วย

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับธุรกิจรับดูแลเพจ

สิ่งแรกที่ควรทำคือกำหนดโมเดลธุรกิจให้ชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญากับลูกค้าแต่ละราย ว่าจะเป็น "ตัวแทนจ่ายแทน" หรือ "ขายเป็นแพ็กเกจเหมารวม" แล้วเขียนไว้ในสัญญาหรือใบเสนอราคาให้ชัด จากนั้นแยกบัญชีธนาคารหรืออย่างน้อยแยกรายการบัญชีสำหรับเงินค่าโฆษณาที่รับมาแทนลูกค้ากับเงินค่าบริการของตัวเอง เพื่อให้ตอนปิดบัญชีรายเดือนและรายปีสามารถคำนวณรายได้ที่แท้จริงได้ถูกต้อง และหากมีลูกค้าหลายรายที่มีรูปแบบต่างกัน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางระบบบันทึกที่รองรับทั้งสองรูปแบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงตอนถูกตรวจสอบภาษีได้มาก

วางแผนกระแสเงินสดให้สอดคล้องกับรอบเรียกเก็บค่าโฆษณา

อีกประเด็นที่ธุรกิจรับดูแลเพจมักมองข้ามคือจังหวะกระแสเงินสด แพลตฟอร์มโฆษณาส่วนใหญ่เรียกเก็บเงินล่วงหน้าหรือหักจากบัตรเครดิตอัตโนมัติตามรอบที่ตั้งไว้ ในขณะที่ลูกค้าอาจโอนเงินให้ตามรอบบิลที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าซึ่งไม่ตรงกับรอบเรียกเก็บของแพลตฟอร์มเสมอไป หากธุรกิจใช้บัตรเครดิตของบริษัทสำรองจ่ายค่าโฆษณาไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากลูกค้าทีหลัง ควรมีระบบติดตามยอดค้างรับ (Accounts Receivable) แยกตามลูกค้าแต่ละรายอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่องสะดุดจากการที่เงินออกก่อนเงินเข้า โดยเฉพาะเมื่อรับงานลูกค้าหลายรายพร้อมกันและมูลค่าค่าโฆษณารวมต่อเดือนสูง

นอกจากนี้ ธุรกิจที่ขยายทีมงานเพิ่มขึ้น เช่น จ้างนักออกแบบกราฟิก ทีมคอนเทนต์ หรือฟรีแลนซ์เสริมทีมยิงแอด ต้องพิจารณาด้วยว่าค่าจ้างเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามปกติ และหากจ่ายให้ฟรีแลนซ์หรือบุคคลภายนอกที่มีลักษณะเป็นการจ้างทำของ อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญตามลักษณะงานที่ว่าจ้างจริง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง รับดูแลเพจ-โฆษณาโซเชียลให้ลูกค้า คิด VAT และวางบิลอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รับดูแลเพจต้องจด VAT ตอนไหน

หากรายได้จากค่าบริการ (ไม่รวมเงินที่รับมาแทนลูกค้าเพื่อจ่ายค่าโฆษณาในรูปแบบตัวแทน) รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร แต่หากทำสัญญาไม่ชัดเจนและถูกตีความว่ายอดเต็มเป็นรายได้ อาจถึงเกณฑ์เร็วกว่าที่คิด จึงควรทำสัญญาระบุบทบาทให้ชัดตั้งแต่ต้น

เงินค่าโฆษณาที่ลูกค้าโอนมาให้ ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มจำนวนไหม

ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา หากเป็นตัวแทนจ่ายแทนลูกค้า ควรออกเอกสารแยกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นเงินจ่ายแทน (ไม่ต้องมี VAT เพราะไม่ใช่รายได้ของเรา) กับค่าบริการที่ต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากขายเป็นแพ็กเกจเหมารวม ต้องออกใบกำกับภาษีจากยอดเต็มทั้งหมด

ถ้าไม่ได้จด VAT แต่รับดูแลเพจให้บริษัทลูกค้า ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

ต้องหัก หากลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการให้ผู้รับเงิน ไม่ว่าผู้รับเงินจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรตามประเภทของบริการและสถานะผู้รับเงิน

Agency Discount หรือส่วนลดพิเศษจาก Facebook/Google ต้องนำมาคำนวณรายได้ไหม

ต้องนำมาบันทึกเป็นรายได้หรือกำไรเพิ่มเติม เพราะเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจได้รับจริง ไม่ควรมองข้ามแม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากในแต่ละเดือน เพราะสะสมทั้งปีอาจมีนัยสำคัญต่อรายได้รวมของธุรกิจ

ควรแยกบัญชีธนาคารสำหรับเงินค่าโฆษณากับค่าบริการหรือไม่

แนะนำอย่างยิ่งให้แยก โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้าหลายรายและยอดเงินหมุนเวียนสูง การแยกบัญชีช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังง่าย ลดความสับสนตอนปิดบัญชี และเป็นหลักฐานสนับสนุนหากถูกสรรพากรตรวจสอบว่าเงินก้อนใดเป็นรายได้จริงของธุรกิจ

ถ้าทำสัญญาไม่ชัดเจนมาก่อน แก้ไขย้อนหลังได้ไหม

ควรรีบทำสัญญาหรือข้อตกลงเสริม (Addendum) ให้ชัดเจนตั้งแต่งวดถัดไปเป็นต้นไป ส่วนรายการที่ผ่านมาแล้วหากมีความเสี่ยง ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินผลกระทบและวางแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม

รับดูแลเพจแบบบุคคลธรรมดา (ไม่ได้จดบริษัท) ต้องเสียภาษีอย่างไร

รายได้จากการรับดูแลเพจถือเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี และหากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องพิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับนิติบุคคล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับปริมาณรายได้