บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของกิจการนำเที่ยวที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล — ไม่ว่าจะเป็น Inbound (รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย) หรือ Outbound (พาคนไทยออกไปเที่ยวต่างประเทศ)

คุณจะได้เข้าใจว่าทั้งสองโมเดลมีความแตกต่างทางบัญชีและภาษีอย่างไร

รับรู้รายได้เมื่อไหร่ ต้นทุนแพ็กเกจจัดการอย่างไร และมีประเด็น VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องระวังตรงไหนบ้าง

สารบัญบทความ
  1. Inbound vs Outbound — ต่างกันทางบัญชีอย่างไร
  2. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว — ก่อนจะทำบัญชีได้ต้องมีใบอนุญาตก่อน
  3. การรับรู้รายได้ค่าทัวร์ — เงินมัดจำกับรายได้จริงต่างกัน
  4. ต้นทุนแพ็กเกจทัวร์ — จับคู่กับรายได้ให้ถูกงวด
  5. VAT ของธุรกิจนำเที่ยว — ประเด็นซับซ้อนที่ต้องระวัง
  6. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — จ่ายค่าบริการในไทย ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
  7. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  8. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

Inbound vs Outbound — ต่างกันทางบัญชีอย่างไร

ธุรกิจนำเที่ยวแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักตามทิศทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลต่อลักษณะรายได้ ต้นทุน และประเด็นภาษีที่แตกต่างกันชัดเจน

Inbound (ทัวร์รับ) คือการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย เช่น จัดโปรแกรมท่องเที่ยวทั่วไทย พาชมวัด ทะเล เชียงใหม่ ฯลฯ

รายได้หลักเกิดจากการขายแพ็กเกจหรือเก็บค่าบริการจัดทัวร์ในไทย

บริการเกิดขึ้นบนดินแดนไทยทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด

Outbound (ทัวร์ส่ง) คือการพาลูกค้าคนไทยออกไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ทัวร์ยุโรป ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์เกาหลี บริษัทซื้อบริการจากผู้ให้บริการต่างประเทศ (โรงแรม ตั๋วเครื่องบิน รถโค้ช

ไกด์ท้องถิ่น) แล้วมาจัดเป็นแพ็กเกจขายให้ลูกค้าในไทย

รายได้บางส่วนเกิดในไทย บางส่วนเกิดในต่างประเทศ

ความแตกต่างนี้มีผลทางภาษีที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี โดยเฉพาะเรื่อง VAT ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อถัดไป

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว — ก่อนจะทำบัญชีได้ต้องมีใบอนุญาตก่อน

ธุรกิจนำเที่ยวเป็นกิจการที่ต้องขอใบอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนเปิดดำเนินการ โดยมีประเภทใบอนุญาตแยกตามลักษณะบริการ เช่น บริการนำเที่ยวภายในประเทศ

บริการนำเที่ยวต่างประเทศ หรือบริการทั้งสองประเภท

ในทางบัญชี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตสามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ และต้องเก็บเอกสารใบอนุญาตไว้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีด้วย

ใบอนุญาตที่หมดอายุหรือขาดต่ออายุอาจส่งผลให้การดำเนินงานไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เจ้าของกิจการต้องติดตาม

สำหรับรายละเอียดเงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และขั้นตอนการขอใบอนุญาตล่าสุด แนะนำตรวจสอบกับกรมการท่องเที่ยวโดยตรง เนื่องจากกฎระเบียบอาจมีการปรับปรุง

การรับรู้รายได้ค่าทัวร์ — เงินมัดจำกับรายได้จริงต่างกัน

ธุรกิจนำเที่ยวมักรับเงินจากลูกค้าล่วงหน้าหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนทริปจะออกเดินทาง ตรงนี้คือจุดที่หลายกิจการบันทึกบัญชีสับสน

เงินมัดจำ / รายได้รับล่วงหน้า คือเงินที่รับมาแล้วแต่ยังไม่ได้ให้บริการ ในทางบัญชีต้องบันทึกเป็น หนี้สิน (บัญชีรายได้รับล่วงหน้า หรือ Deferred Revenue / Unearned Revenue)

ไม่ใช่รายได้ทันที

รับรู้รายได้เมื่อให้บริการเสร็จ โดยหลักการทั่วไป รายได้จะรับรู้ได้เมื่อกิจการได้ส่งมอบบริการแล้ว กล่าวคือเมื่อทริปเสร็จสิ้น (หรือตามขั้นตอนของการให้บริการหากมีหลายช่วง)

เงินมัดจำที่บันทึกเป็นหนี้สินไว้จึงค่อยโอนมาเป็นรายได้ในงวดนั้น

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: ลูกค้าจ่ายมัดจำทัวร์ยุโรป 30,000 บาท ในเดือนมีนาคม แต่ทริปออกเดินทางเดือนพฤษภาคม — เดือนมีนาคมบันทึกเป็นหนี้สิน พอทริปเสร็จเดือนพฤษภาคม จึงโอนเป็นรายได้

การบันทึกรายได้ก่อนให้บริการทำให้งบกำไรขาดทุนบิดเบือน และอาจนำไปสู่การชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเกินจริง — หรือหากถูกตรวจสอบย้อนหลัง ก็อาจเกิดปัญหาตรงข้าม

ต้นทุนแพ็กเกจทัวร์ — จับคู่กับรายได้ให้ถูกงวด

ต้นทุนของแพ็กเกจทัวร์ประกอบด้วยรายการหลายประเภทซึ่งต้องบันทึกให้ถูกต้องและจับคู่กับรายได้ในงวดเดียวกัน (Matching Principle)

ต้นทุนทั่วไปของแพ็กเกจทัวร์ได้แก่:

  • ค่าโรงแรมและที่พัก — ทั้งในไทย (Inbound) และต่างประเทศ (Outbound)
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน — มักเป็นรายการใหญ่สุดในทัวร์ Outbound
  • ค่าไกด์และล่าม — ทั้งไกด์ไทยและไกด์ท้องถิ่นในต่างประเทศ
  • ค่ารถโค้ชและรถนำเที่ยว
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว
  • ค่าอาหารที่รวมในแพ็กเกจ
  • ค่าประกันภัยการเดินทาง

ต้นทุนเหล่านี้ถ้าจ่ายล่วงหน้าก่อนทริปออกเดินทาง ก็ควรบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Expense) แล้วโอนมาเป็นต้นทุนขายในงวดที่ทริปเสร็จสิ้น

เพื่อให้ต้นทุนและรายได้อยู่งวดเดียวกัน

สิ่งสำคัญอีกประการคือ ต้นทุนที่จ่ายให้ผู้ให้บริการต่างประเทศมักเป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องบันทึกด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ณ วันที่รายการเกิดขึ้น

และปรับปรุงยอดคงค้างด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด

VAT ของธุรกิจนำเที่ยว — ประเด็นซับซ้อนที่ต้องระวัง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจนำเที่ยวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะลักษณะบริการที่บางส่วนเกิดในไทย บางส่วนเกิดในต่างประเทศทำให้ประเด็น VAT

ซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป

โดยหลักการกว้าง ๆ บริการที่ให้ในประเทศไทยโดยผู้ประกอบการ VAT จะอยู่ในขอบข่าย VAT ในอัตราที่บังคับใช้ ขณะที่บริการที่ใช้หรือเกิดขึ้นในต่างประเทศอาจมีสถานะที่แตกต่าง อย่างไรก็ดี

การแบ่งแยกส่วนของบริการที่เกิดในไทยกับนอกไทยในแพ็กเกจทัวร์

Outbound นั้นมีรายละเอียดทางกฎหมายที่ต้องตีความตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจเรื่อง VAT:

  • ตรวจสอบว่ากิจการของคุณมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่ (ข้อมูล ณ ปี 2569: เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ 1,800,000 บาทต่อปี — ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรเพื่อยืนยันเกณฑ์ล่าสุด)
  • ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีเรื่องการแยกประเภทบริการในแพ็กเกจ Outbound ว่าส่วนใดต้องเสีย VAT อัตราใด
  • ตรวจสอบแนวปฏิบัติกับกรมสรรพากรโดยตรง เพราะธุรกิจนำเที่ยวมีรูปแบบหลากหลายและอาจได้รับการพิจารณาแตกต่างกัน

คำเตือน: VAT ของธุรกิจนำเที่ยวโดยเฉพาะ Outbound มีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี บทความนี้นำเสนอเชิงหลักการเท่านั้น

ห้ามนำไปใช้เป็นคำแนะนำภาษีโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — จ่ายค่าบริการในไทย ต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax หรือ WHT) คือภาษีที่ผู้จ่ายเงิน "หัก" ไว้แทนผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากรในนามผู้รับ โดยทั่วไปนิติบุคคลที่จ่ายค่าบริการในไทยมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับบริการ

สำหรับธุรกิจนำเที่ยว รายการที่มักเกิดหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายได้แก่:

  • ค่าจ้างไกด์ที่เป็นบุคคลธรรมดา — โดยทั่วไปอยู่ในหมวดค่าจ้าง ค่าบริการวิชาชีพ หรือค่าบริการอื่น ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและรูปแบบการจ้างงาน
  • ค่าเช่ารถโค้ชหรือยานพาหนะจากบริษัท
  • ค่าบริการโรงแรมในไทยที่จ่ายให้นิติบุคคล
  • ค่าบริการจากบริษัทต่าง ๆ ในไทยที่เกี่ยวข้องกับแพ็กเกจทัวร์

อัตราและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้และสถานะของผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) แนะนำตรวจสอบประเภทรายการและอัตราที่ถูกต้องกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากร

เพราะหากหักผิดอัตราหรือลืมหักอาจถูกประเมินย้อนหลังได้

สำหรับการจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศ มีประเด็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้จากแหล่งในไทยที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก

ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้และอนุสัญญาภาษีซ้อน (Tax Treaty) ที่ไทยมีกับประเทศนั้น ๆ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

ธุรกิจนำเที่ยวที่มีระบบบัญชีดีจะแยกแยะรายได้รับล่วงหน้ากับรายได้จริง จับคู่ต้นทุนกับทริปที่ปิดแล้ว และมีเอกสารครบสำหรับทุกรายการจ่าย ใช้เช็กลิสต์นี้ทบทวนระบบงานของคุณ:

เช็กลิสต์ระบบบัญชีธุรกิจนำเที่ยว

  • มีบัญชีรายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) แยกจากรายได้จริงในระบบบัญชีหรือไม่
  • โอนรายได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้เมื่อทริปเสร็จสิ้นทุกครั้งหรือไม่
  • บันทึกต้นทุนแพ็กเกจ (โรงแรม ตั๋ว ไกด์ รถ) ครบถ้วนและตรงกับทริปที่บันทึกรายได้
  • มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินทุกรายการ (ใบเสร็จ สัญญา ใบแจ้งหนี้)
  • จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการให้ผู้ให้บริการในไทยครบถ้วนหรือไม่
  • มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ยังไม่หมดอายุ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่อง VAT ของแพ็กเกจ Outbound แล้วหรือยัง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในธุรกิจนำเที่ยว

  • บันทึกเงินมัดจำจากลูกค้าเป็นรายได้ทันที แทนที่จะเป็นหนี้สิน — ทำให้รายได้งวดนั้นสูงเกินจริง
  • บันทึกต้นทุน (เช่น ค่าตั๋ว ค่าโรงแรม) เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อจ่ายเงิน ไม่ใช่เมื่อทริปเสร็จ ทำให้ต้นทุนกับรายได้ต่างงวดกัน
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการไกด์หรือค่าเช่ารถ
  • ไม่ปรับปรุงอัตราแลกเปลี่ยนของต้นทุนต่างประเทศ ณ วันสิ้นงวด
  • ไม่มีระบบติดตามต้นทุนรายทริป ทำให้ไม่รู้ว่าทริปไหนกำไร ทริปไหนขาดทุน

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
Inbound vs Outbound — ต่างกันทางบัญชีอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว — ก่อนจะทำบัญชีได้ต้องมีใบอนุญาตก่อนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
การรับรู้รายได้ค่าทัวร์ — เงินมัดจำกับรายได้จริงต่างกันตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษีและบัญชีของธุรกิจนำเที่ยว

ธุรกิจนำเที่ยวรับรู้รายได้ค่าทัวร์เมื่อใด?

โดยหลักการบัญชี เงินมัดจำหรือเงินที่รับล่วงหน้าก่อนทริปออกเดินทางต้องบันทึกเป็นหนี้สิน (รายได้รับล่วงหน้า) ไม่ใช่รายได้ทันที รายได้จะรับรู้ได้เมื่อกิจการส่งมอบบริการแล้ว

คือเมื่อทริปเสร็จสิ้น จึงโอนยอดจากหนี้สินมาเป็นรายได้ในงวดนั้น

การบันทึกรายได้ก่อนให้บริการทำให้งบการเงินบิดเบือนและอาจส่งผลต่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ค่าทัวร์ Outbound เสีย VAT อย่างไร?

ค่าบริการจัดทัวร์ Outbound มีความซับซ้อนทาง VAT เพราะบริการบางส่วนเกิดในไทย บางส่วนเกิดในต่างประเทศ โดยหลักการทั่วไป บริการที่ให้ในประเทศไทยโดยผู้ประกอบการ VAT อยู่ในขอบเขต VAT

ส่วนบริการที่ใช้ในต่างประเทศอาจมีสถานะที่แตกต่าง อย่างไรก็ดี

การแบ่งแยกและอัตราที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและสัญญาของแต่ละกรณี แนะนำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีและตรวจสอบกับกรมสรรพากรโดยตรงก่อนตัดสินใจ

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีและบัญชีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (Inbound) และท่องเที่ยวต่างประเทศ (Outbound)

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีและบัญชีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (Inbound) และท่องเที่ยวต่างประเทศ (Outbound)

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีและบัญชีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (Inbound) และท่องเที่ยวต่างประเทศ (Outbound)

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีและบัญชีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ (Inbound) และท่องเที่ยวต่างประเทศ (Outbound)

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีให้พร้อมบริหารมากขึ้น สามารถติดต่อขอคำปรึกษาบริการเสริมของ A Plus Me ได้ตามความเหมาะสม