คำตอบสั้น ๆ คือ เมื่อแบรนด์ไทยให้สิทธิแฟรนไชส์แก่ผู้ประกอบการต่างประเทศ (Master Franchisee) รายได้ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee) และค่าสิทธิรายเดือน (Royalty Fee) ที่ได้รับถือเป็นรายได้ของนิติบุคคลไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ แต่ในทางกลับกัน ผู้รับสิทธิในต่างประเทศอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายของประเทศนั้นก่อนโอนเงินค่าสิทธิกลับมาไทย ซึ่งอาจนำมาเครดิตภาษีในไทยได้หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อน บทความนี้อธิบายโครงสร้างภาษีสำหรับแบรนด์ไทยที่ขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ

แบรนด์ไทยขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ มีรายได้แบบไหนบ้าง

ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือธุรกิจบริการ เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ มักได้รับการติดต่อจากนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการซื้อสิทธิแฟรนไชส์ไปเปิดในประเทศของตน รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการทำสัญญา Master Franchise Agreement ซึ่งแบรนด์ไทยให้สิทธิผู้ประกอบการต่างประเทศรายเดียว (Master Franchisee) เป็นผู้บริหารจัดการและขยายสาขาย่อยในประเทศนั้นทั้งหมด

รายได้ที่แบรนด์ไทยจะได้รับจากดีลลักษณะนี้แบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แรกเข้า (Initial Franchise Fee) ที่เรียกเก็บครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญา และ ค่าสิทธิรายเดือนหรือรายปี (Ongoing Royalty Fee) ที่มักคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายสาขาในต่างประเทศ ทั้งสองรายการถือเป็นรายได้ของนิติบุคคลไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ

ภาษีในฝั่งไทย: รายได้ค่าธรรมเนียมและค่าสิทธิต้องเสียภาษีอย่างไร

เมื่อบริษัทไทยได้รับค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์และค่าสิทธิจากต่างประเทศ รายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้จากการประกอบกิจการที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราปกติ สำหรับกิจการ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้ใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได คือกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกินจากนั้นเสียภาษีในอัตรา 20% (ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนคำนวณจริง)

นอกจากนี้ ในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้บริการซึ่งผู้รับบริการ (Master Franchisee) อยู่ต่างประเทศและใช้ประโยชน์จากบริการทั้งหมดในต่างประเทศ อาจเข้าข่ายได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องมีสัญญาและหลักฐานยืนยันการใช้บริการในต่างประเทศอย่างชัดเจน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยืนยันสิทธิก่อนออกใบกำกับภาษี

ภาษีในประเทศปลายทาง: ความเสี่ยงถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายซ้ำซ้อน

ประเด็นที่แบรนด์ไทยหลายรายมองข้ามคือ ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศปลายทาง หลายประเทศกำหนดให้ผู้จ่ายเงินค่าสิทธิ (Royalty) ไปยังต่างประเทศต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภายในประเทศนั้น หรือตามอัตราที่กำหนดในอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) หากมีระหว่างประเทศนั้นกับไทย ก่อนโอนเงินสุทธิกลับมาให้บริษัทไทย

ผลที่ตามมาคือแบรนด์ไทยอาจได้รับเงินค่าสิทธิสุทธิน้อยกว่าที่คำนวณไว้ในสัญญา หากไม่ได้วางแผนเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายในต่างประเทศไว้ล่วงหน้า ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา Master Franchise แบรนด์ไทยควรตรวจสอบว่า:

  • ประเทศปลายทางมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าสิทธิ (Royalty Withholding Tax) หรือไม่ และอัตราเท่าไหร่
  • ไทยมี DTA กับประเทศนั้นหรือไม่ และมีเงื่อนไขลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าสิทธิหรือไม่
  • ภาษีที่ถูกหักไว้ในต่างประเทศสามารถนำมาเครดิตกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระในไทยได้หรือไม่ และมีเงื่อนไขอย่างไร

ตารางสรุปประเด็นภาษีของแบรนด์ไทยที่ขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ

ประเด็นภาระภาษีในไทยภาระภาษีในประเทศปลายทาง
ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แรกเข้ารวมเป็นรายได้เสียภาษีนิติบุคคลอาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายท้องถิ่น
ค่าสิทธิรายเดือน/รายปี (Royalty)รวมเป็นรายได้เสียภาษีนิติบุคคลทุกงวดมักถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตรา DTA หรือกฎหมายภายใน
ค่าบริการฝึกอบรม/สนับสนุนสาขารวมเป็นรายได้ตามงวดที่ให้บริการจริงขึ้นกับลักษณะบริการและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
ภาษีมูลค่าเพิ่มค่าบริการอาจได้รับสิทธิ VAT อัตรา 0% หากเข้าเงื่อนไขไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ควรตรวจสอบภาษีขายในประเทศปลายทาง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของแบรนด์ไทยที่ขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ

  • ไม่ตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศปลายทางก่อนเซ็นสัญญา: ทำให้คาดการณ์รายได้ค่าสิทธิสุทธิผิดพลาด และอาจกระทบแผนธุรกิจในระยะยาว
  • ไม่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศปลายทางก่อนให้สิทธิแฟรนไชส์: เสี่ยงถูกละเมิดแบรนด์หรือมีบุคคลอื่นจดทะเบียนแย่งสิทธิก่อน
  • ไม่ระบุผู้รับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ในสัญญาให้ชัดเจน: นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องจำนวนเงินที่ต้องโอนสุทธิระหว่างคู่สัญญา
  • ไม่เก็บเอกสารหลักฐานภาษีที่ถูกหักในต่างประเทศ: ทำให้ไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีในไทยได้ แม้จะมีสิทธิตาม DTA ก็ตาม
  • รับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าทั้งก้อนทันทีโดยไม่พิจารณาระยะเวลาการให้บริการสนับสนุน: อาจไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีรับรู้รายได้ที่เหมาะสม

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

แบรนด์ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งได้รับการติดต่อจากนักลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการซื้อสิทธิ Master Franchise เพื่อขยายสาขาในประเทศนั้น สัญญากำหนดค่าธรรมเนียมแรกเข้า 3 ล้านบาท และค่าสิทธิรายเดือน 5% ของยอดขายทุกสาขา ก่อนเซ็นสัญญา แบรนด์ไทยได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศ และพบว่าประเทศปลายทางกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าสิทธิ (Royalty) ก่อนโอนเงินออกนอกประเทศ แบรนด์ไทยจึงระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าค่าสิทธิที่ตกลงกันเป็นยอดก่อนหักภาษี และผู้รับสิทธิต้องส่งเอกสารรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ทุกครั้งที่โอนเงิน เพื่อให้แบรนด์ไทยนำไปใช้สิทธิเครดิตภาษีในไทยได้อย่างถูกต้องตาม DTA ระหว่างสองประเทศ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

แบรนด์ไทยที่วางแผนขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศควรเริ่มจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศตั้งแต่ขั้นตอนร่างสัญญา Master Franchise Agreement ไม่ใช่หลังเซ็นสัญญาแล้ว โดยควรตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายของประเทศปลายทาง สิทธิตาม DTA และเงื่อนไขการเครดิตภาษีในไทยให้ครบถ้วน พร้อมทั้งจดทะเบียนคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในประเทศปลายทางก่อนเริ่มให้สิทธิแฟรนไชส์จริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านภาษีและทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจกระทบมูลค่าแบรนด์ในระยะยาว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง แบรนด์ไทยขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ เสียภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แรกเข้า (Franchise Fee) กับค่าสิทธิรายเดือน (Royalty Fee) เสียภาษีต่างกันไหม

ทั้งสองประเภทถือเป็นรายได้ของบริษัทไทยที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติอาจมีความแตกต่างด้านจังหวะการรับรู้รายได้ทางบัญชี เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าอาจต้องทยอยรับรู้ตามระยะเวลาที่ให้บริการสนับสนุน ในขณะที่ค่าสิทธิรายเดือนรับรู้ตามงวดที่เกิดขึ้นจริง ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายรับรู้รายได้ที่เหมาะสม

ผู้รับสิทธิแฟรนไชส์ในต่างประเทศต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าสิทธิกลับมาไทยหรือไม่

ขึ้นอยู่กับกฎหมายภาษีของประเทศที่ผู้รับสิทธิตั้งอยู่ หลายประเทศกำหนดให้ผู้จ่ายเงินค่าสิทธิ (Royalty) ไปต่างประเทศต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภายในประเทศนั้นหรือตาม DTA ที่มีกับไทย แบรนด์ไทยควรตรวจสอบกฎหมายภาษีของประเทศปลายทางร่วมกับผู้เชี่ยวชาญก่อนเซ็นสัญญา Master Franchise

ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายในต่างประเทศ นำมาเครดิตภาษีในไทยได้หรือไม่

หากประเทศนั้นมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับไทย และธุรกิจไทยได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้เดียวกันในไทยแล้ว อาจสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้ในต่างประเทศมาเครดิตกับภาษีที่ต้องชำระในไทยได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่รายละเอียดวิธีคำนวณเครดิตภาษีมีความซับซ้อน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศช่วยคำนวณให้ถูกต้อง

การขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศต้องคำนึงถึง VAT หรือไม่

โดยหลักการทั่วไป การให้บริการซึ่งผู้รับบริการอยู่ต่างประเทศและใช้ประโยชน์จากบริการนั้นในต่างประเทศทั้งหมด อาจเข้าข่ายได้รับสิทธิอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องมีหลักฐานสัญญาและเอกสารรองรับครบถ้วน ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นภาษี

แบรนด์ไทยควรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศก่อนขายแฟรนไชส์หรือไม่

แนะนำอย่างยิ่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศที่จะให้สิทธิแฟรนไชส์ก่อนเซ็นสัญญา เพราะหากไม่มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศปลายทาง อาจเกิดความเสี่ยงถูกละเมิดแบรนด์หรือมีผู้อื่นจดทะเบียนแย่งก่อน ซึ่งจะกระทบทั้งมูลค่าแบรนด์และรายได้ค่าสิทธิในระยะยาว

สัญญา Master Franchise Agreement ควรระบุประเด็นภาษีอะไรไว้บ้าง

ควรระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศปลายทาง วิธีคำนวณค่าธรรมเนียมสุทธิหรือรวมภาษี และเงื่อนไขการออกเอกสารรับรองภาษีเพื่อใช้เครดิตภาษีในไทย การระบุประเด็นเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างคู่สัญญาในภายหลัง

แบรนด์ไทยขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มขายแฟรนไชส์ต่างประเทศครั้งแรก ควรเตรียมอะไรก่อน

ควรเตรียมโครงสร้างสัญญา Master Franchise ที่รัดกุม จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศปลายทาง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเพื่อประเมินภาระภาษีทั้งในไทยและต่างประเทศล่วงหน้า เนื่องจากความผิดพลาดในการวางโครงสร้างภาษีตั้งแต่ดีลแรกอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่แก้ไขยากในสัญญาฉบับต่อไป