สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนบริษัทหรือ หจก. ที่เปิดร้านค้าออนไลน์ใน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop รายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) ค่าบริการทำธุรกรรม (Transaction Fee) และค่าขนส่ง ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้จะทำการ "หักเงินจากยอดขายเราโดยอัตโนมัติ" ก่อนโอนเงินสดเข้าบัญชีบริษัท ปัญหานี้ส่งผลให้นักบัญชีต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้เพื่อความถูกต้องสรรพากร
1. หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
ตามข้อกฎหมายสรรพากร ค่าธรรมเนียมการขายและค่าบริการธุรกรรมจัดเป็น "เงินได้ตามมาตรา 40(8) ประเภทค่าบริการ" ซึ่งนิติบุคคลผู้จ่ายเงิน (ร้านค้า) มีหน้าที่ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของยอดค่าธรรมเนียมนั้นๆ:
- ความยุ่งยากทางปฏิบัติ: เนื่องจากแพลตฟอร์มหักเงินไปล่วงหน้าแล้ว ร้านค้าจดบริษัทจึงไม่ได้ส่งเงินภาษีให้แพลตฟอร์มโดยตรง
- ระบบการชำระบัญชีพิเศษ: แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จะมีระบบจัดทำหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หรือรับเอกสารหัก ณ ที่จ่ายย้อนหลัง โดยบริษัทร้านค้ามีหน้าที่ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และส่งเอกสารไปให้ทางแพลตฟอร์มทางไปรษณีย์หรือระบบออนไลน์ จากนั้นทางแพลตฟอร์มจะทำการคืนเงินภาษี 3% ที่หักเกินไว้กลับเข้าบัญชีร้านค้า
2. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) จากแพลตฟอร์ม
ทุกสิ้นเดือนหรือหลังจบรายการ แพลตฟอร์มจะออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) สำหรับยอดค่าธรรมเนียมและค่าส่งของผ่านมาทางระบบหลังบ้านร้านค้า:
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT):
ยอดค่าธรรมเนียมจะมีการคิด VAT 7% มาด้วย ซึ่งบริษัทสามารถนำใบกำกับภาษีตัวเต็มนี้มาใช้เป็น "ภาษีซื้อ" ในการยื่นแบบ ภ.พ.30 เพื่อประหยัดภาษีประจำเดือนได้อย่างถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์
3. ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับฝ่ายบัญชีของร้านค้านิติบุคคล
- ดาวน์โหลดรายงานค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียม (Billing Statements) และใบเสร็จค่าธรรมเนียมจากระบบหลังบ้านร้านค้าเป็นประจำทุกเดือน
- ตรวจสอบยอดก่อนแวตเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
- ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และบันทึกบัญชีโอนส่งภาษีนั้นให้สรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- อัปโหลดส่งภาพสแกนหรือเอกสารตัวจริง 50 ทวิ เข้าสู่ระบบขอเงินคืนภาษีในหน้า Portal ของ Shopee/Lazada/TikTok เพื่อรอรับเงินภาษีคืน
สรุป
การจัดการภาษีร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มต้องการการกระทบยอดเลขที่ละเอียดอ่อน นักบัญชีต้องเปรียบเทียบยอดขายรวมจริงกับยอดเงินโอนเข้าที่ถูกหักค่าธรรมเนียมไปแล้ว การทำเอกสารหัก ณ ที่จ่ายส่งแพลตฟอร์มจะช่วยให้บริษัทได้รับเงินภาษี 3% คืนกลับเข้ามาเป็นกระแสเงินสด และประหยัดต้นทุนดำเนินการรวมได้ปีละหลายหมื่นบาท
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มขายออนไลน์: วิธีการจัดการหัก ณ ที่จ่ายของ Shopee, Lazada และ TikTok ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กรณีใดบ้างที่ธุรกิจนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายเงิน?
นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าขนส่ง หรือเงินเดือน ตามอัตราที่ประมวลรัษฎากรกำหนด โดยยอดเงินที่จ่ายในแต่ละครั้งหรือตามสัญญารวมกันต้องมีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป
เอกสารหลักฐานที่ต้องจัดทำและส่งมอบให้แก่คู่สัญญาเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายคืออะไร?
ต้องจัดทำและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) จำนวน 2 ฉบับ (สำหรับผู้ถูกหักเก็บไว้เป็นหลักฐาน และสำหรับนำไปยื่นแสดงรายการภาษี) โดยข้อมูลชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่ายต้องถูกต้องครบถ้วน
หากคำนวณหรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาด หรือนำส่งภาษีไม่ตรงรอบเดือน ต้องแก้ไขอย่างไร?
ให้ทำการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับที่ถูกต้องส่งให้คู่สัญญา และให้ผู้ทำบัญชีจัดทำแบบยื่นภาษีเพิ่มเติม (เช่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพิ่มเติม) นำส่งกรมสรรพากรพร้อมชำระเงินภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน