แพลตฟอร์มพบแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ต้องแยกรายได้เป็น 2 ส่วนหลักคือค่าบริการทางการแพทย์ที่แพทย์เป็นผู้ให้บริการ กับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่บริษัทได้รับ โดยค่าตอบแทนแพทย์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะแพทย์ ส่วนค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต้องพิจารณา VAT แยกต่างหากจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจได้รับยกเว้น

โครงสร้างรายได้ของแพลตฟอร์ม Telemedicine ที่ต้องเข้าใจก่อน

ธุรกิจแพลตฟอร์มพบแพทย์ออนไลน์ทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" เชื่อมระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ผ่านระบบวิดีโอคอลหรือแชท โดยเงินที่ไหลผ่านระบบมีอย่างน้อย 2 ก้อนที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่วันแรกที่วางระบบบัญชี ได้แก่ ค่าตรวจ/ค่าปรึกษาที่จ่ายให้แพทย์ และ ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม ที่บริษัทเจ้าของแอปเก็บจากการอำนวยความสะดวก

หลายแพลตฟอร์มที่เพิ่งเริ่มต้นมักบันทึกเงินทั้งก้อนที่ลูกค้าจ่ายเป็น "รายได้ของบริษัท" แล้วค่อยหักค่าแพทย์ออกทีหลังเป็นรายจ่าย ซึ่งวิธีนี้ทำให้ยอดรายได้และภาระ VAT ของบริษัทสูงเกินจริง เพราะจริง ๆ แล้วเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นรายได้ของแพทย์ ไม่ใช่รายได้ของแพลตฟอร์ม บริษัทเป็นเพียงผู้รับเงินแทนและหักค่าธรรมเนียมเท่านั้น การวางบัญชีที่ถูกต้องจึงต้องตั้งต้นจากการทำความเข้าใจว่าใครเป็น "เจ้าของรายได้" ในแต่ละส่วนของธุรกรรม

ค่าตอบแทนแพทย์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร

เมื่อแพลตฟอร์มเป็นผู้จ่ายเงินค่าตรวจให้แพทย์โดยตรง (ไม่ว่าจะหักค่าธรรมเนียมก่อนโอนหรือไม่) แพลตฟอร์มมีหน้าที่ หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามสถานะของแพทย์ผู้รับเงิน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก:

กรณีแพทย์เป็นพนักงานประจำของแพลตฟอร์ม

หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้าของเงินได้บุคคลธรรมดา (มาตรา 40(1)) และนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร)

กรณีแพทย์เป็นฟรีแลนซ์หรือรับงานเป็นครั้งคราวผ่านแพลตฟอร์ม

เงินได้ลักษณะนี้มักเข้าข่ายเงินได้จากวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) หรือเงินได้จากการรับจ้างทำงาน ซึ่งมีอัตราหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะที่แตกต่างจากค่าจ้างทั่วไป ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติ เพราะการหักผิดอัตราอาจทำให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบส่วนต่างภาษีที่ขาดในภายหลัง

ไม่ว่าจะกรณีใด แพลตฟอร์มต้องออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แพทย์ทุกเดือนหรือทุกรอบการจ่ายเงิน เพื่อให้แพทย์นำไปใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองได้ถูกต้อง

VAT ของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกับค่ารักษาพยาบาล แตกต่างกันอย่างไร

ประเด็นที่สร้างความสับสนมากที่สุดคือเรื่อง VAT เพราะค่ารักษาพยาบาลที่แพทย์เป็นผู้ให้บริการโดยตรงมักเข้าข่าย บริการที่ได้รับยกเว้น VAT ตามหลักเกณฑ์เรื่องการประกอบโรคศิลปะ แต่ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากการอำนวยความสะดวก เช่น ค่าระบบนัดหมาย ค่าโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ค่าดูแลลูกค้า ถือเป็น บริการทั่วไปที่ต้องเสีย VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณจริง) เมื่อรายได้ส่วนนี้ของแพลตฟอร์มเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน

จุดที่ต้องระวังคือแพลตฟอร์มบางรายเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยเป็นยอดรวมก้อนเดียว (เช่น 500 บาทต่อครั้ง) แล้วแบ่งให้แพทย์ 400 บาท เก็บไว้เป็นค่าธรรมเนียม 100 บาท กรณีนี้ต้องแยกให้ชัดว่า 400 บาทเป็นรายได้และภาระภาษีของแพทย์ ส่วน 100 บาทเป็นรายได้ของแพลตฟอร์มที่ต้องนำมาคำนวณ VAT และภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท ไม่ใช่นำยอดรวม 500 บาทมาคำนวณ VAT ทั้งหมด

ตารางสรุปการจัดการภาษีแต่ละส่วนของรายได้ Telemedicine

ประเภทรายได้เจ้าของรายได้VATหัก ณ ที่จ่าย
ค่าตรวจ/ค่าปรึกษาแพทย์แพทย์มักยกเว้น VAT (ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ)ตามสถานะแพทย์ (พนักงาน/ฟรีแลนซ์)
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มบริษัทเจ้าของแอป7% เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ (ตรวจสอบอัตราปัจจุบัน)ไม่มี (รายได้ของนิติบุคคลเอง)
ค่าส่งยาถึงบ้าน (ถ้ามี)แพลตฟอร์มหรือคู่ค้าขนส่ง7%ตามประเภทผู้รับเงิน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำบัญชีแพลตฟอร์ม Telemedicine

  • รวมเงินค่าแพทย์เข้าเป็นรายได้บริษัททั้งก้อน ทำให้ยอดขายและ VAT ของบริษัทสูงเกินจริง ทั้งที่เงินส่วนใหญ่ต้องส่งต่อให้แพทย์
  • ไม่แยกสถานะแพทย์ว่าเป็นพนักงานหรือฟรีแลนซ์ ก่อนตั้งอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายในระบบอัตโนมัติ ทำให้หักผิดอัตราตั้งแต่ต้น
  • ไม่ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แพทย์ครบทุกเดือน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีแพทย์ฟรีแลนซ์หลักร้อยคน
  • ไม่นับรวมรายได้จากบริการเสริม เช่น ค่าส่งยา ค่าสมัครสมาชิกรายเดือน เข้ากับฐานคำนวณ VAT ทำให้จดทะเบียน VAT ช้ากว่าที่ควร
  • ใช้ยอดเงินสุทธิจาก Payment Gateway เป็นรายได้โดยตรง โดยไม่แยกค่าธรรมเนียมที่ผู้ให้บริการชำระเงินหักไปก่อน ทำให้บัญชีไม่ตรงกับความเป็นจริง

ตัวอย่างสถานการณ์จริงเพื่อความเข้าใจ

สมมติแพลตฟอร์ม A มีผู้ป่วยจ่ายค่าปรึกษาครั้งละ 600 บาท โดยแบ่งให้แพทย์ 480 บาท และเก็บเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 120 บาท หากในเดือนหนึ่งมีการปรึกษา 2,000 ครั้ง แพลตฟอร์มจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมของตัวเอง 240,000 บาทต่อเดือน (120 x 2,000) ซึ่งเมื่อรวมทั้งปีจะเกิน 1.8 ล้านบาท ทำให้ต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าธรรมเนียมส่วนนี้ ส่วนเงิน 480 บาทต่อครั้งที่จ่ายให้แพทย์ ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามสถานะของแพทย์แต่ละคนก่อนโอนเงิน และออก 50 ทวิ ให้ครบทุกเดือน

ตัวเลขและอัตราภาษีในตัวอย่างนี้เป็นเพียงกรณีสมมติเพื่อให้เห็นภาพโครงสร้าง แพลตฟอร์มแต่ละรายควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่แท้จริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนนำไปปฏิบัติจริง เพราะรายละเอียดสัญญาการให้บริการระหว่างแพลตฟอร์มกับแพทย์อาจแตกต่างกันในแต่ละราย

เอกสารที่แพลตฟอร์ม Telemedicine ต้องเตรียมให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน

  • รายงานสรุปยอดการปรึกษาแยกตามแพทย์ พร้อมยอดเงินที่จ่ายให้แต่ละคน
  • สัญญาว่าจ้างหรือข้อตกลงกับแพทย์ (ระบุสถานะพนักงาน/ฟรีแลนซ์ให้ชัดเจน)
  • รายงานสรุปรายได้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแยกจากรายได้ของแพทย์
  • Payout Report จาก Payment Gateway ที่แสดงยอดเต็มและค่าธรรมเนียมที่หักไป
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ออกให้แพทย์แต่ละราย
  • รายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของกิจการทุกบัญชี

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับเจ้าของแพลตฟอร์ม

แพลตฟอร์ม Telemedicine ที่กำลังเริ่มต้นหรือกำลังขยายตัวควรวางระบบบัญชีให้แยกรายได้ของแพทย์ออกจากรายได้ของบริษัทตั้งแต่วันแรก และตกลงกับแพทย์แต่ละคนให้ชัดเจนว่าจะจ่ายในสถานะใด (พนักงานหรือฟรีแลนซ์) เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหักภาษีผิดอัตราภายหลัง นอกจากนี้ควรติดตามยอดรายได้ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มใกล้ชิด เพื่อประเมินเวลาที่ต้องจดทะเบียน VAT ให้ทันก่อนถึงเกณฑ์ หากไม่มั่นใจเรื่องอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือการยกเว้น VAT ของบริการทางการแพทย์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจ Healthtech โดยเฉพาะ เพื่อวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง แพลตฟอร์มพบแพทย์ออนไลน์ หักค่าหมอและ VAT อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แพลตฟอร์ม Telemedicine ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าแพทย์ทุกครั้งหรือไม่

ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายเงินให้แพทย์ ไม่ว่าแพทย์จะเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์ก็ตาม โดยอัตราที่ใช้จะแตกต่างกันตามสถานะและประเภทเงินได้ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้งระบบหักอัตโนมัติ

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มต้องเสีย VAT หรือไม่

ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มเก็บจากการอำนวยความสะดวก เช่น ค่าระบบนัดหมายหรือค่าดูแลลูกค้า ถือเป็นบริการทั่วไปที่ต้องเสีย VAT เมื่อรายได้ส่วนนี้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน

ค่ารักษาพยาบาลที่แพทย์ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต้องเสีย VAT ไหม

โดยทั่วไปบริการทางการแพทย์ที่ดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพมักได้รับการยกเว้น VAT แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับลักษณะการให้บริการจริง ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนของแต่ละกรณี

แพลตฟอร์มควรบันทึกเงินที่รับจากผู้ป่วยเป็นรายได้ทั้งก้อนหรือแยกส่วน

ควรแยกส่วน เพราะเงินค่ารักษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นรายได้ของแพทย์ ไม่ใช่รายได้ของแพลตฟอร์ม การบันทึกรวมกันทั้งก้อนจะทำให้รายได้และภาระ VAT ของบริษัทสูงเกินความเป็นจริง

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จำเป็นแค่ไหนสำหรับแพทย์ฟรีแลนซ์

จำเป็นมาก เพราะเป็นเอกสารที่แพทย์ต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองในแต่ละปี หากแพลตฟอร์มไม่ออกเอกสารนี้ให้ครบ แพทย์จะไม่สามารถนำภาษีที่ถูกหักไปเครดิตคืนได้

แพลตฟอร์มขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจต้องจด VAT ทันทีหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ต้องติดตามยอดรายได้ส่วนที่ต้องเสีย VAT (ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม) อย่างใกล้ชิด และจดทะเบียนภายใน 30 วันทันทีที่รายได้ส่วนนี้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

หากแพลตฟอร์มจ่ายเงินให้แพทย์ผ่านระบบต่างประเทศ ต้องทำอะไรเพิ่ม

หากใช้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินหรือระบบวิดีโอคอลจากต่างประเทศ อาจมีภาระ VAT ในนามผู้นำเข้าบริการ (ภ.พ.36) เพิ่มเติม ควรตรวจสอบรายละเอียดสัญญาการใช้บริการกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี