เจ้าของแบรนด์ที่เตรียมจ้างโรงงาน OEM ผลิตอาหารเสริมมักถามว่าต้องดูอะไรในสัญญาและมีเรื่องภาษีอะไรที่ต้องระวังบ้าง คำตอบสั้นๆ คือต้องตรวจสัญญาให้ครอบคลุมทั้งความเป็นเจ้าของสูตร

การรับผิดชอบคุณภาพ และเงื่อนไขการชำระเงิน

พร้อมทั้งเข้าใจว่าค่าจ้างผลิตต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายและคำนวณ VAT ให้ถูกต้อง

การจ้างโรงงานรับจ้างผลิต (OEM: Original Equipment Manufacturer) เป็นทางเลือกยอดนิยมของเจ้าของแบรนด์อาหารเสริมรายใหม่ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง แต่การเซ็นสัญญากับโรงงาน

OEM มีรายละเอียดสำคัญหลายจุดที่หากไม่ตรวจสอบให้ดี

อาจนำไปสู่ปัญหาทั้งด้านกฎหมายและภาษีในภายหลัง บทความนี้จะสรุปประเด็นสัญญาที่ต้องเช็ก และภาษีที่เกี่ยวข้องกับการจ้างผลิตแบบ OEM ให้เข้าใจง่าย

สารบัญบทความ
  1. ข้อสัญญาสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็น
  2. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าจ้างผลิต OEM
  3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าจ้างผลิต
  4. ตารางสรุปประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับสัญญา OEM
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. การตรวจสอบมาตรฐานโรงงานก่อนเซ็นสัญญา
  8. การจัดการสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่ฝากไว้ที่โรงงาน
  9. การเจรจาเงื่อนไขเมื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต
  10. การบันทึกต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจากผู้ผลิต OEM
  11. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  12. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ข้อสัญญาสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็น

สัญญาว่าจ้างผลิต OEM ควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

  • ความเป็นเจ้าของสูตรและทรัพย์สินทางปัญญา: ระบุให้ชัดว่าสูตรผลิตภัณฑ์เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์ผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ของโรงงาน และโรงงานห้ามนำสูตรไปผลิตขายให้แบรนด์อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความรับผิดชอบด้านคุณภาพและการเรียกคืนสินค้า: กำหนดว่าหากสินค้ามีปัญหาคุณภาพหรือต้องเรียกคืน (Recall) ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใด
  • จำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (MOQ) และเงื่อนไขราคาต่อหน่วยที่ชัดเจนตามปริมาณสั่งซื้อ
  • เงื่อนไขการชำระเงิน เช่น มัดจำล่วงหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ ชำระส่วนที่เหลือเมื่อใด และเงื่อนไขกรณีผลิตล่าช้าหรือส่งมอบไม่ตรงเวลา
  • ระยะเวลาเก็บรักษาเอกสารการผลิต เช่น ใบรับรองการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) ที่จำเป็นสำหรับการขึ้นทะเบียน อย. และการตรวจสอบย้อนหลัง

ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าจ้างผลิต OEM

ค่าจ้างผลิตสินค้าจากโรงงาน OEM ถือเป็นการให้บริการรับจ้างทำของ ซึ่งหากโรงงานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT

จากแบรนด์ผู้ว่าจ้างตามอัตราที่ใช้บังคับ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

หากแบรนด์ผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT เช่นกัน สามารถนำภาษีซื้อนี้มาเครดิตกับภาษีขายได้ตามปกติ

ประเด็นที่ต้องระวังคือ สัญญาบางฉบับอาจระบุราคารวม VAT หรือไม่รวม VAT ไว้ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องราคาภายหลัง

จึงควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าราคาที่ตกลงกันรวมหรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าจ้างผลิต

เมื่อแบรนด์ผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าจ้างผลิตให้โรงงาน OEM ซึ่งเป็นนิติบุคคลเช่นกัน โดยทั่วไปเข้าข่ายเป็นการจ่ายค่าจ้างทำของ ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนชำระเงิน อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่แน่นอนสำหรับค่าจ้างผลิตประเภทนี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เนื่องจากอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะสัญญาที่แท้จริง เช่น เป็นสัญญาจ้างทำของล้วนๆ

หรือมีการขายวัตถุดิบร่วมด้วย

แบรนด์ผู้ว่าจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้โรงงาน OEM ทุกครั้งที่จ่ายเงิน และนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากรภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ

ตารางสรุปประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับสัญญา OEM

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
VAT ค่าจ้างผลิตราคาตามสัญญารวมหรือไม่รวม VAT ระบุให้ชัดเจน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญก่อนจ่ายเงินทุกงวด
เอกสารประกอบใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ต้องครบถ้วน
เงินมัดจำล่วงหน้าบันทึกเป็นเงินจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทันที จนกว่าจะได้รับสินค้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เซ็นสัญญาโดยไม่ระบุความเป็นเจ้าของสูตรให้ชัดเจน ทำให้โรงงานอาจนำสูตรไปผลิตให้แบรนด์คู่แข่งได้
  • ไม่ระบุในสัญญาว่าราคารวม VAT หรือไม่ ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องยอดชำระเงินภายหลัง
  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าจ้างผลิตให้โรงงาน ทำให้เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
  • บันทึกเงินมัดจำล่วงหน้าเป็นค่าใช้จ่ายทันทีทั้งที่ยังไม่ได้รับสินค้าจริง ทำให้งบการเงินคลาดเคลื่อน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมรายหนึ่งจ้างโรงงาน OEM ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูล มูลค่าสัญญารวม 300,000 บาท แบ่งจ่ายมัดจำ 50% ก่อนเริ่มผลิต และชำระส่วนที่เหลือเมื่อรับสินค้า

เมื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก่อนเซ็นสัญญา

พบว่าสัญญาฉบับร่างเดิมไม่ได้ระบุเรื่องความเป็นเจ้าของสูตรและไม่ได้ระบุว่าราคารวม VAT หรือไม่ จึงขอแก้ไขสัญญาให้ระบุชัดเจนทั้งสองประเด็น พร้อมวางแผนหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่ตรวจสอบแล้วก่อนชำระเงินแต่ละงวดให้ถูกต้อง

การตรวจสอบมาตรฐานโรงงานก่อนเซ็นสัญญา

นอกจากประเด็นสัญญาและภาษีแล้ว เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบว่าโรงงาน OEM ที่จะว่าจ้างมีใบรับรองมาตรฐานการผลิตที่จำเป็น เช่น GMP (Good Manufacturing Practice)

หรือมาตรฐานอื่นที่หน่วยงาน อย. กำหนด เพราะหากโรงงานไม่ได้มาตรฐาน

อาจส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง ควรขอดูใบรับรองที่ยังไม่หมดอายุและตรวจสอบประวัติการผลิตให้แบรนด์อื่นมาก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาระยะยาว

การจัดการสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปที่ฝากไว้ที่โรงงาน

บางกรณีแบรนด์ผู้ว่าจ้างอาจฝากสินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบบางส่วนไว้ที่โรงงาน OEM เพื่อรอการเบิกจ่ายเป็นรอบ ควรมีระบบทะเบียนคุมสต๊อกที่ชัดเจนระหว่างสองฝ่าย

พร้อมกระทบยอดสต๊อกคงเหลือเป็นระยะ

เพื่อป้องกันปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกันเรื่องจำนวนสินค้าคงเหลือ ซึ่งอาจส่งผลต่อการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือของทั้งสองฝ่ายหากไม่มีเอกสารยืนยันที่ตรงกัน

การเจรจาเงื่อนไขเมื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคต

เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้นและต้องการสั่งผลิตในปริมาณที่มากขึ้น ควรมีข้อตกลงเผื่อไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้นว่าราคาต่อหน่วยจะปรับลดลงตามขั้นบันไดปริมาณการสั่งซื้ออย่างไร

และหากต้องการเปลี่ยนสูตรหรือเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต

โรงงานเดิมมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับลูกค้าเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ควรระบุแนวทางยุติสัญญาและการโอนย้ายสูตรไปยังโรงงานอื่นไว้ล่วงหน้า

เผื่อในอนาคตต้องการเปลี่ยนผู้ผลิตด้วยเหตุผลด้านราคาหรือคุณภาพ

เพื่อไม่ให้ติดขัดกับเงื่อนไขผูกมัดระยะยาวที่อาจเสียเปรียบภายหลัง การวางแผนเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มสัญญาจะช่วยให้แบรนด์มีความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนการผลิตระยะยาวได้ดีขึ้น

การบันทึกต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปจากผู้ผลิต OEM

เมื่อได้รับสินค้าสำเร็จรูปจากโรงงาน OEM แบรนด์ผู้ว่าจ้างต้องบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลือให้ครบถ้วน ไม่ใช่แค่ค่าจ้างผลิตต่อหน่วยที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเท่านั้น

แต่ยังต้องรวมค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น

ค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานมายังคลังของแบรนด์ ค่าตรวจรับคุณภาพก่อนนำเข้าคลัง และค่าบรรจุภัณฑ์เพิ่มเติมที่แบรนด์จัดหาเอง

เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้คำนวณราคาขายและกำไรขั้นต้นสะท้อนความเป็นจริง หากบันทึกต้นทุนไม่ครบถ้วน

อาจทำให้การตั้งราคาขายผิดพลาดและกำไรที่รายงานคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตและมีปริมาณสั่งผลิตหลายรอบต่อปี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนเซ็นสัญญากับโรงงาน OEM เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและบัญชีภาษีช่วยตรวจสอบร่างสัญญาให้ครอบคลุมทั้งความเป็นเจ้าของสูตร เงื่อนไขราคาที่ระบุ VAT ชัดเจน

และวางแผนหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก

การเตรียมความพร้อมด้านนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและภาษีที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สัญญาจ้างโรงงาน OEM ต้องระบุเรื่องความเป็นเจ้าของสูตรอย่างไร?

ควรระบุชัดเจนว่าสูตรผลิตภัณฑ์เป็นกรรมสิทธิ์ของแบรนด์ผู้ว่าจ้าง และห้ามโรงงานนำสูตรไปผลิตขายให้แบรนด์อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต

ค่าจ้างผลิต OEM ต้องเสีย VAT หรือไม่?

หากโรงงานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บ VAT จากผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากผู้ว่าจ้างจดทะเบียน VAT เช่นกันสามารถนำมาเครดิตภาษีซื้อได้ตามปกติ

จ่ายค่าจ้างผลิตให้โรงงาน OEM ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

โดยทั่วไปเข้าข่ายค่าจ้างทำของซึ่งต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรตามลักษณะสัญญาจริง

เงินมัดจำล่วงหน้าที่จ่ายให้โรงงาน OEM บันทึกบัญชีอย่างไร?

ควรบันทึกเป็นเงินจ่ายล่วงหน้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทันที จนกว่าจะได้รับสินค้าจริงจึงค่อยรับรู้เป็นต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายตามงวดที่เกี่ยวข้อง

ควรตรวจสอบมาตรฐานโรงงานอะไรก่อนเซ็นสัญญา?

ควรตรวจสอบใบรับรองมาตรฐานการผลิต เช่น GMP ที่ยังไม่หมดอายุ และประวัติการผลิตให้แบรนด์อื่น เพื่อความมั่นใจด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

หากสัญญาไม่ระบุว่าราคารวม VAT หรือไม่ จะมีปัญหาอย่างไร?

อาจเกิดข้อพิพาทเรื่องยอดชำระเงินจริงระหว่างสองฝ่ายภายหลัง จึงควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าราคาที่ตกลงกันรวมหรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้