ทำแบรนด์น้ำดื่มหรือเครื่องดื่ม OEM ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง คำตอบสั้นคือธุรกิจนี้เป็นการซื้อบริการผลิตจากโรงงาน OEM แล้วนำมาขายภายใต้แบรนด์ตัวเอง จึงมีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการซื้อ-ขาย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างผลิต และต้องดูแลเรื่องใบอนุญาต อย. ควบคู่กับบัญชีต้นทุนให้ครบ ก่อนวางแผนราคาขายและกำไรจริง

การทำแบรนด์น้ำดื่มหรือเครื่องดื่มของตัวเองโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเองเป็นโมเดลธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มผู้ประกอบการ SME เพราะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำกว่าการสร้างสายการผลิตเอง เพียงแค่ไปว่าจ้างโรงงานรับผลิต (OEM หรือ Original Equipment Manufacturer) ให้ผลิตสินค้าตามสูตรและบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเอง แล้วนำมาทำตลาดภายใต้แบรนด์ของตัวเอง แต่โมเดลนี้มีรายละเอียดภาษีและบัญชีที่แตกต่างจากการผลิตเองโดยตรง เจ้าของแบรนด์จึงควรทำความเข้าใจตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญากับโรงงาน

โครงสร้างธุรกรรมของธุรกิจ OEM เครื่องดื่ม

ในทางบัญชีและภาษี ธุรกิจ OEM เครื่องดื่มแบ่งออกเป็นสองธุรกรรมหลักที่ต้องแยกให้ชัด คือ

  • ค่าจ้างผลิต (Manufacturing Fee): เงินที่จ่ายให้โรงงาน OEM เพื่อผลิตสินค้าตามสูตรและปริมาณที่ตกลง ซึ่งทางบัญชีถือเป็นต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ไม่ใช่ค่าบริการทั่วไป
  • ค่าบรรจุภัณฑ์และฉลาก: ค่าออกแบบและผลิตขวด ฝา ฉลาก กล่อง ที่อาจแยกใบเสร็จจากค่าจ้างผลิตหรือรวมอยู่ในสัญญาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับโรงงาน

เจ้าของแบรนด์ต้องขอให้โรงงาน OEM ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทุกครั้งที่มีการส่งมอบสินค้า เพื่อใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณ VAT และเป็นหลักฐานต้นทุนสำหรับคำนวณกำไรสุทธิ

VAT: ใครคือผู้รับผิดชอบ และต้องจดทะเบียนเมื่อไร

เมื่อแบรนด์นำสินค้าที่ผลิตเสร็จไปขายต่อให้ร้านค้าหรือผู้บริโภค ถือเป็นการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามหลักทั่วไป หากรายได้รวมของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากรทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงกฎหมาย) จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า เจ้าของแบรนด์หลายรายเริ่มธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นนิติบุคคลเมื่อยอดขายเติบโต ซึ่งควรวางแผนจังหวะเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

สำหรับ VAT ที่จ่ายให้โรงงาน OEM ในค่าจ้างผลิตและค่าบรรจุภัณฑ์ หากกิจการจดทะเบียน VAT แล้ว จะสามารถนำภาษีซื้อนี้ไปหักออกจากภาษีขายในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ตามหลักเกณฑ์ปกติ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: จุดที่มักถูกมองข้าม

ประเด็นที่ผู้ประกอบการ OEM มักไม่แน่ใจคือ ค่าจ้างผลิตสินค้าที่จ่ายให้โรงงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ โดยหลักการทั่วไป การว่าจ้างผลิตสินค้าตามสเปกที่ลูกค้ากำหนด (โดยโรงงานเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลักเอง) มักถูกพิจารณาเป็นการซื้อขายสินค้า ซึ่งไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่หากสัญญาระบุให้ค่าจ้างผลิตเป็นลักษณะการรับจ้างทำของ (ลูกค้าจัดหาวัตถุดิบหรือแบบให้) อาจเข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่กำหนด เนื่องจากการตีความขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและข้อเท็จจริงแต่ละกรณี เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบลักษณะสัญญากับโรงงาน OEM และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อยืนยันอัตราและภาระหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้อง ก่อนตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในสัญญา

ใบอนุญาต อย. และค่าใช้จ่ายที่ต้องวางแผนล่วงหน้า

นอกจากภาษี สินค้าประเภทน้ำดื่มและเครื่องดื่มต้องผ่านการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในส่วนของสถานที่ผลิต (ซึ่งโรงงาน OEM ส่วนใหญ่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว) และเลขสารบบอาหารของแต่ละสูตรผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ค่าใช้จ่ายในการขอเลข อย. ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ แต่ต้องเก็บเอกสารใบเสร็จและหนังสือรับรองให้ครบถ้วน เพราะเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการใช้งานต่อเนื่องหลายปี

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนและกำไรเบื้องต้น

รายการจำนวนเงินโดยประมาณ (ต่อขวด)
ค่าจ้างผลิต + บรรจุภัณฑ์ (จ่ายโรงงาน OEM)5.50 บาท
ค่าฉลาก ค่าออกแบบเฉลี่ยต่อขวด0.80 บาท
ค่าขนส่งเข้าคลังสินค้า0.40 บาท
ต้นทุนรวมต่อขวด (ก่อน VAT)6.70 บาท
ราคาขายส่งต่อขวด (ก่อน VAT)10.00 บาท
กำไรขั้นต้นต่อขวด3.30 บาท

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนเท่านั้น ราคาจริงขึ้นอยู่กับปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ) และเงื่อนไขของแต่ละโรงงาน ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาจริงและคำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตัดสินใจ*

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ขอใบกำกับภาษีเต็มรูปจากโรงงาน OEM ทำให้ขาดหลักฐานต้นทุนและภาษีซื้อ
  • ไม่ได้ตรวจสอบว่าค่าจ้างผลิตต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ ก่อนโอนเงินให้โรงงาน
  • ลืมนำค่าใช้จ่ายขอเลข อย. และค่าออกแบบแบรนด์มาบันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
  • ตั้งราคาขายโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าขนส่งเข้าไปในต้นทุน ทำให้กำไรจริงต่ำกว่าที่คาดไว้มาก
  • ไม่แยกบัญชีระหว่างสต๊อกสินค้าสำเร็จรูปกับวัตถุดิบที่ฝากไว้ที่โรงงาน OEM

การเลือกโรงงาน OEM ที่ลดความเสี่ยงด้านภาษีและคุณภาพ

นอกจากเรื่องราคา เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของโรงงาน OEM ก่อนตัดสินใจว่าจ้าง เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และใบอนุญาตด้าน อย. ที่ยังไม่หมดอายุ เพราะหากโรงงานมีปัญหาด้านใบอนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อสินค้าที่ผลิตออกมาในนามแบรนด์ของตัวเองด้วย นอกจากนี้ควรสอบถามว่าโรงงานเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT หรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสำหรับนำไปหักภาษีซื้อ หากโรงงานไม่ได้จดทะเบียน VAT อาจกระทบต่อความสามารถในการหักภาษีซื้อของกิจการและควรพิจารณาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกโรงงานด้วย

การวางแผนกระแสเงินสดสำหรับสั่งผลิตล็อตใหญ่

โรงงาน OEM ส่วนใหญ่กำหนดปริมาณสั่งผลิตขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity หรือ MOQ) ที่ค่อนข้างสูง และมักเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าก่อนเริ่มผลิต เจ้าของแบรนด์จึงควรวางแผนกระแสเงินสดให้สอดคล้องกับรอบการสั่งผลิต โดยเงินมัดจำที่จ่ายล่วงหน้าให้โรงงานควรบันทึกเป็นรายการลูกหนี้เงินมัดจำ (Advance Payment) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทันที และจะโอนเป็นต้นทุนสินค้าเมื่อได้รับสินค้าจริงตามหลักการรับรู้ค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับรายได้ที่เกิดขึ้น

คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนเริ่มผลิตล็อตแรก

ก่อนเซ็นสัญญากับโรงงาน OEM เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบสามเรื่องหลักคู่กัน คือ เงื่อนไขการออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จ เงื่อนไขภาระหัก ณ ที่จ่ายในสัญญาว่าจ้าง และเอกสารใบอนุญาตของโรงงานที่ครอบคลุมสินค้าประเภทที่จะผลิต จากนั้นวางระบบบัญชีต้นทุนแยกตามล็อตการผลิต เพื่อให้รู้ต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริงและตั้งราคาขายได้อย่างมีกำไรที่ยั่งยืน การปรึกษาผู้ทำบัญชีตั้งแต่ต้นจะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังเมื่อธุรกิจเติบโตและขยายไปยังช่องทางค้าปลีกหรือส่งออก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง น้ำดื่มบรรจุขวดแบรนด์ตัวเอง OEM ภาษีที่ต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าจ้างผลิตสินค้าให้โรงงาน OEM ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเป็นการซื้อขายสินค้าหรือการรับจ้างทำของ ซึ่งมีผลต่อภาระหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญากับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงก่อนโอนเงินก้อนแรก เพื่อป้องกันการหักภาษีผิดอัตราหรือไม่หักทั้งที่ต้องหัก

ธุรกิจ OEM น้ำดื่มต้องจดทะเบียน VAT ตั้งแต่วันแรกหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องจดทันที หากรายได้รวมยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับกรมสรรพากร) แต่เมื่อรายได้ใกล้หรือเกินเกณฑ์ ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการขอเลขสารบบอาหาร (อย.) นำมาหักภาษีได้หรือไม่

สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตันของกิจการได้ โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองค่าบริการจากที่ปรึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีประจำปี

หากขายผ่านหลายช่องทาง เช่น ร้านค้าปลีกและออนไลน์ ต้องแยกบัญชีอย่างไร

ควรแยกรหัสลูกค้าหรือช่องทางขายในระบบบัญชีตั้งแต่ต้น เพื่อให้เห็นยอดขายและต้นทุนของแต่ละช่องทางแยกกัน ช่วยให้วิเคราะห์กำไรที่แท้จริงต่อช่องทางได้ และง่ายต่อการกระทบยอดกับใบกำกับภาษีขายในแต่ละเดือน

ถ้าฝากสต๊อกวัตถุดิบหรือบรรจุภัณฑ์ไว้ที่โรงงาน OEM ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรทำทะเบียนคุมสต๊อกแยกต่างหากสำหรับวัตถุดิบหรือบรรจุภัณฑ์ที่ฝากไว้ที่โรงงาน พร้อมขอรายงานยอดคงเหลือจากโรงงานเป็นระยะ เพื่อกระทบยอดกับบัญชีของกิจการเองและป้องกันความคลาดเคลื่อนของมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงิน

ธุรกิจ OEM เครื่องดื่มควรเลือกจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก่อน

ขึ้นอยู่กับขนาดการลงทุนและแผนการเติบโต หากคาดว่ายอดขายจะเติบโตเร็วและต้องการความน่าเชื่อถือกับคู่ค้า ร้านค้าปลีก หรือห้างสรรพสินค้า การจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งแต่ต้นอาจช่วยวางแผนภาษีและขยายธุรกิจได้คล่องตัวกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองรูปแบบ

ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างจากโรงงาน OEM เพื่อใช้ตอนยื่นภาษีประจำปี

ควรเก็บใบกำกับภาษีซื้อทุกใบ สัญญาว่าจ้างผลิต ใบส่งของ ใบรับรองผลวิเคราะห์สินค้า (ถ้ามี) และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามีการหักภาษี) ให้ครบทุกล็อตการผลิต เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการคำนวณต้นทุนขายและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี