ธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมีความซับซ้อนทางภาษีเพราะต้องตัดสินใจก่อนว่าผู้ดูแลเป็น "ลูกจ้าง" ของบริษัทหรือเป็น "ผู้รับจ้างอิสระ"

เพราะจะกำหนดทั้งอัตราภาษีหัก ณ

ที่จ่ายและหน้าที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

สารบัญบทความ
  1. รูปแบบธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ้างผู้ดูแลเป็นพนักงาน
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีผู้ดูแลเป็นผู้รับจ้างอิสระ
  4. ความเสี่ยงจากการจัดประเภทผิด (Misclassification)
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

รูปแบบธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน

ธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Caregiver Agency) มักดำเนินการได้ 2 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อภาระภาษีและประกันสังคมที่ต่างกันมาก

  • รูปแบบที่ 1 บริษัทจ้างผู้ดูแลเป็นพนักงานประจำ แล้วส่งไปดูแลผู้สูงอายุตามบ้านลูกค้า โดยบริษัทเก็บค่าบริการจากลูกค้าและจ่ายเงินเดือนให้ผู้ดูแล
  • รูปแบบที่ 2 บริษัทเป็นเพียงตัวกลางจัดหา (Matching Platform) โดยผู้ดูแลเป็นผู้รับจ้างอิสระที่ทำสัญญาตรงกับครอบครัวลูกค้า บริษัทเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมจัดหา (Referral Fee)

สองรูปแบบนี้มีผลต่างกันมากในแง่บัญชีและภาษี เพราะรูปแบบแรกบริษัทมีสถานะเป็น "นายจ้าง" ที่ต้องรับผิดชอบเต็มรูปแบบ ส่วนรูปแบบที่สองบริษัทเป็นเพียง "ตัวกลาง"

ที่มีรายได้จำกัดเฉพาะค่าคอมมิชชั่น

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ้างผู้ดูแลเป็นพนักงาน

หากผู้ดูแลเป็นพนักงานประจำของบริษัท เงินเดือนที่จ่ายให้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได (Progressive

Rate) ตามฐานเงินได้สุทธิทั้งปีของพนักงานแต่ละคน

ซึ่งอัตราที่แท้จริงขึ้นอยู่กับเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของพนักงานแต่ละราย

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือใช้โปรแกรมคำนวณเงินเดือนที่รองรับตารางภาษีปัจจุบัน

ในกรณีนี้ บริษัทต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม และนำส่งเงินสมทบประกันสังคมทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้างทุกเดือน

ตามกฎหมายประกันสังคมที่บังคับใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีผู้ดูแลเป็นผู้รับจ้างอิสระ

หากบริษัทเป็นเพียงตัวกลางจัดหา และผู้ดูแลทำสัญญารับจ้างโดยตรงกับครอบครัวลูกค้า ผู้ดูแลจะมีสถานะเป็น "ผู้รับจ้างทำงานให้" ตามมาตรา 40(2) หรือ 40(6) แล้วแต่ลักษณะงาน

ซึ่งฝ่ายที่จ่ายเงิน

(ครอบครัวลูกค้าหรือบริษัทตัวกลางหากเป็นผู้รวบรวมเงินแทน) อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

โดยอัตราที่ใช้จริงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเพราะขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและประเภทเงินได้ที่ชัดเจน

ในกรณีนี้ผู้ดูแลอิสระไม่ถือเป็นลูกจ้างของบริษัทจัดหา จึงไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมกับบริษัท แต่ผู้ดูแลอาจต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 หรือ 40 ด้วยตนเองตามความสมัครใจ

ความเสี่ยงจากการจัดประเภทผิด (Misclassification)

ประเด็นที่กรมสรรพากรและสำนักงานประกันสังคมตรวจสอบบ่อยคือ บริษัทประกาศว่าผู้ดูแลเป็น "ผู้รับจ้างอิสระ" เพื่อหลีกเลี่ยงภาระประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบเงินเดือน

แต่ในทางปฏิบัติกลับควบคุมการทำงานเหมือนพนักงาน เช่น กำหนดเวลาทำงานตายตัว

มีเครื่องแบบ มีการประเมินผลงานประจำ และให้รายงานตรงต่อบริษัท ลักษณะเช่นนี้อาจถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างจริง แม้จะเรียกชื่อสัญญาว่า "จ้างทำของ" ก็ตาม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เรียกผู้ดูแลว่า "ฟรีแลนซ์" แต่ควบคุมเวลาทำงานเหมือนพนักงาน: เสี่ยงถูกประเมินย้อนหลังให้จ่ายเงินสมทบประกันสังคมและปรับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • ไม่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้ดูแล: ทำให้ผู้ดูแลไม่มีหลักฐานยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี
  • ไม่แยกบัญชีรายได้ค่าคอมมิชชั่นจัดหากับรายได้ค่าบริการดูแลเต็มรูปแบบ: ทำให้คำนวณ VAT และภาษีนิติบุคคลผิดพลาด
  • ลืมขึ้นทะเบียนนายจ้างกับประกันสังคมเมื่อเริ่มมีพนักงานคนแรก: มีความรับผิดทางกฎหมายและอาจถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัทจัดหาผู้ดูแลแห่งหนึ่งจ้างผู้ดูแล 10 คนเป็นพนักงานประจำ ส่งไปดูแลผู้สูงอายุตามบ้านลูกค้า เก็บค่าบริการจากลูกค้าเดือนละ 25,000 บาทต่อเคส และจ่ายเงินเดือนผู้ดูแลคนละ 15,000

บาท ในกรณีนี้บริษัทต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากเงินเดือนตามฐานภาษีบุคคลธรรมดาของพนักงานแต่ละคน และนำส่งเงินสมทบประกันสังคมทั้ง 10 คนทุกเดือน ส่วนรายได้ค่าบริการที่เก็บจากลูกค้าต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลและ

VAT ตามปกติหากรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนเริ่มธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุ ควรกำหนดโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะจ้างผู้ดูแลเป็นพนักงานหรือเป็นตัวกลางจัดหา

แล้วออกแบบสัญญาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของการทำงาน หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "ฟรีแลนซ์"

เพียงเพื่อลดภาระภาษีโดยที่ลักษณะงานจริงเป็นการจ้างงานเต็มรูปแบบ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและแรงงานเพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนขยายกิจการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
รูปแบบธุรกิจจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีจ้างผู้ดูแลเป็นพนักงานตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีผู้ดูแลเป็นผู้รับจ้างอิสระตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านควรเป็นพนักงานหรือผู้รับจ้างอิสระ?

ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจและลักษณะการควบคุมงานจริง หากบริษัทกำหนดเวลาทำงานและควบคุมการปฏิบัติงานเหมือนพนักงาน

ควรจัดเป็นลูกจ้างเพื่อลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีและประกันสังคมย้อนหลัง

จ้างผู้ดูแลเป็นพนักงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร?

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 40(1) โดยคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดตามฐานเงินได้สุทธิทั้งปีของพนักงานแต่ละคน

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือใช้โปรแกรมคำนวณเงินเดือนที่รองรับตารางภาษีปัจจุบัน

บริษัทตัวกลางจัดหาผู้ดูแลต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ผู้ดูแลไหม?

หากผู้ดูแลเป็นผู้รับจ้างอิสระที่ทำสัญญาตรงกับครอบครัวลูกค้า ไม่ถือเป็นลูกจ้างของบริษัทจัดหา จึงไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ แต่หากจ้างเป็นพนักงานประจำ

บริษัทต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและนำส่งเงินสมทบตามกฎหมาย

เรียกผู้ดูแลว่าฟรีแลนซ์แต่ควบคุมเวลาทำงานได้ไหม?

มีความเสี่ยงสูง หากลักษณะงานจริงเป็นการควบคุมเวลาและวิธีทำงานเหมือนพนักงาน อาจถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างจริง แม้สัญญาจะเรียกชื่อว่าจ้างทำของก็ตาม

และอาจถูกประเมินย้อนหลัง

รายได้ของบริษัทตัวกลางจัดหาผู้ดูแลต้องเสียภาษีอย่างไร?

หากบริษัทเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมจัดหา (Referral Fee) รายได้ส่วนนี้ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ และหากรายได้รวมเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องจดทะเบียน VAT ด้วย

ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ผู้ดูแลไหม?

ต้องออกเสมอไม่ว่าผู้ดูแลจะเป็นพนักงานหรือผู้รับจ้างอิสระที่ถูกหักภาษี เพื่อให้ผู้ดูแลมีหลักฐานนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีของตนเองอย่างถูกต้อง

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เมื่อไหร่?

ควรปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโครงสร้างธุรกิจและร่างสัญญาว่าจ้าง เพื่อกำหนดสถานะผู้ดูแลให้ชัดเจนและถูกต้องตั้งแต่ต้น

จะช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีและเงินสมทบประกันสังคมย้อนหลังในอนาคต

กรณีที่ต้องจัดการเรื่องใบอนุญาตหรือประกันสังคมควบคู่ไปด้วย อาจพิจารณาขอบเขตงานบริการเสริมที่เกี่ยวข้องของ A Plus Me เพื่อให้จัดลำดับงานได้ง่ายขึ้น