ธุรกิจนายหน้าขนส่งทางเรือ (Freight Forwarder) ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และควรพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด

พร้อมวางระบบบัญชีที่แยกค่าระวางเรือที่จ่ายแทนลูกค้าออกจากรายได้ค่าบริการของกิจการตั้งแต่วันแรก

สารบัญบทความ
  1. Freight Forwarder ทางเรือคือธุรกิจแบบไหน
  2. ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  3. ขั้นตอนที่ 2: พิจารณาขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ
  4. ขั้นตอนที่ 3: วางระบบบัญชีแยกค่าระวางเรือออกจากรายได้ค่าบริการ
  5. ภาระภาษีหลักของธุรกิจ Freight Forwarder
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเริ่มธุรกิจ Freight Forwarder
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนเริ่มธุรกิจ
  9. ตารางนำบทความไปใช้
  10. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

Freight Forwarder ทางเรือคือธุรกิจแบบไหน

นายหน้าขนส่งทางเรือ หรือ Freight Forwarder คือธุรกิจที่ทำหน้าที่จัดการขนส่งสินค้าทางทะเลให้ลูกค้า โดยไม่ได้เป็นเจ้าของเรือเอง แต่ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้ส่งออก

สายการเดินเรือ ตัวแทนออกของ และผู้รับตู้คอนเทนเนอร์ปลายทาง

เพื่อให้สินค้าเดินทางจากต้นทางถึงปลายทางได้อย่างราบรื่น ธุรกิจนี้สร้างรายได้จากค่าบริการจัดการขนส่ง ส่วนต่างค่าระวางเรือ และค่าบริการเสริมอื่นๆ เช่น

การจัดทำเอกสารขนส่งหรือประกันภัยสินค้า

เนื่องจากธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากที่ต้องจ่ายแทนลูกค้า (ค่าระวางเรือ ค่าธรรมเนียมท่าเรือ) และมีเอกสารขนส่งระหว่างประเทศที่ซับซ้อน

การจดทะเบียนและวางระบบบัญชีตั้งแต่ต้นจึงมีความสำคัญมาก

ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ธุรกิจ Freight Forwarder ส่วนใหญ่จดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด เพราะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าต่างประเทศและสายการเดินเรือ รวมถึงจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น

ขั้นตอนหลักประกอบด้วยการจองชื่อนิติบุคคล จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ

จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) และขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจากกรมสรรพากร

โดยควรระบุวัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุมการให้บริการจัดการขนส่งสินค้าทางทะเลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2: พิจารณาขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

ผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) อาจต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหากธุรกิจต้องการออกเอกสารขนส่งในนามตัวเอง เช่น House Bill of

Lading อาจต้องพิจารณาข้อกำหนดเพิ่มเติมตามลักษณะการให้บริการ

เนื่องจากหลักเกณฑ์และหน่วยงานที่กำกับดูแลอาจมีรายละเอียดเฉพาะและมีการปรับปรุงเป็นระยะ

ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายขนส่งระหว่างประเทศก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 3: วางระบบบัญชีแยกค่าระวางเรือออกจากรายได้ค่าบริการ

จุดสำคัญที่สุดในการวางระบบบัญชีของธุรกิจ Freight Forwarder คือการแยกเงินสองประเภทให้ชัดเจน ได้แก่ ค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่จ่ายแทนลูกค้าให้สายการเดินเรือหรือท่าเรือ

(ซึ่งเป็นเงินที่ผ่านมือบริษัทแต่ไม่ใช่รายได้ของบริษัทเอง)

กับรายได้ค่าบริการจัดการขนส่งและส่วนต่างค่าระวางที่บริษัทเรียกเก็บจริง หากปะปนสองรายการนี้ในบัญชีเดียวกัน จะทำให้ยอดรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทคำนวณผิดพลาดได้ง่าย

รูปแบบรายได้ที่พบบ่อย

Freight Forwarder มักมีรายได้หลายรูปแบบผสมกัน เช่น ค่าบริการจัดการเอกสารและประสานงาน (freight forwarding fee) ส่วนต่างระหว่างค่าระวางเรือที่จ่ายจริงกับที่เรียกเก็บจากลูกค้า

(freight margin) และค่าบริการเสริมอื่นๆ เช่น

ค่าประกันภัยสินค้าหรือค่าบริการคลังสินค้า แต่ละประเภทควรบันทึกแยกบัญชีให้ชัดเจนเพื่อให้วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของแต่ละเส้นทางหรือแต่ละลูกค้าได้แม่นยำ

ภาระภาษีหลักของธุรกิจ Freight Forwarder

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ค่าบริการจัดการขนส่งและส่วนต่างค่าระวางที่เรียกเก็บถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

ส่วนกรณีบริการขนส่งระหว่างประเทศบางประเภทอาจมีหลักเกณฑ์เฉพาะเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0%

ซึ่งมีเงื่อนไขค่อนข้างซับซ้อน จึงควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี กำไรส่วน 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษีอัตรา

15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียอัตรา 20%

ตามโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อบริษัทจ่ายค่าบริการให้ตัวแทนในต่างประเทศหรือผู้รับเหมาช่วงในประเทศ อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้

ซึ่งกรณีจ่ายให้ผู้ให้บริการต่างประเทศอาจมีความซับซ้อนเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อน

จึงควรตรวจสอบอัตราและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเริ่มธุรกิจ Freight Forwarder

  • ปะปนเงินค่าระวางเรือที่จ่ายแทนลูกค้ากับรายได้ค่าบริการของบริษัท ทำให้คำนวณ VAT และรายได้ผิดพลาด
  • ไม่แยกบันทึกรายได้แต่ละประเภท (ค่าบริการ ส่วนต่างค่าระวาง ค่าบริการเสริม) ทำให้วิเคราะห์กำไรต่อเส้นทางหรือต่อลูกค้าไม่ได้
  • ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 0% สำหรับบริการขนส่งระหว่างประเทศให้ถูกต้อง ทำให้ออกใบกำกับภาษีผิดอัตราและเสี่ยงถูกเรียกเก็บย้อนหลัง
  • ไม่เก็บเอกสารขนส่ง (Bill of Lading) และหลักฐานค่าใช้จ่ายแทนลูกค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังยาก
  • ไม่วางแผนเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ตัวแทนต่างประเทศตั้งแต่ต้น ทำให้เกิดปัญหาภาษีย้อนหลัง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัท Freight Forwarder แห่งหนึ่งรับจัดการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ให้ลูกค้า โดยจ่ายค่าระวางเรือจริงให้สายการเดินเรือ 45,000 บาทต่อตู้ และเรียกเก็บจากลูกค้ารวม 52,000 บาทต่อตู้

(รวมค่าบริการจัดการ) หากบริษัทบันทึกรายได้ทั้ง 52,000

บาทเป็นรายได้และค่าระวางเรือ 45,000 บาทเป็นต้นทุน ก็ยังถือว่าถูกต้องตามหลักบัญชี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องตามลักษณะบริการ

เพราะบริการขนส่งระหว่างประเทศบางส่วนอาจเข้าเงื่อนไขอัตราพิเศษ

ซึ่งต่างจากค่าบริการจัดการทั่วไปที่เสีย VAT ปกติ หากไม่แยกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจนำไปสู่การยื่นแบบภาษีที่ผิดพลาดได้

คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนเริ่มธุรกิจ

ก่อนเริ่มรับลูกค้ารายแรก ควรวางระบบบัญชีที่แยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น พร้อมศึกษาหลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการขนส่งระหว่างประเทศให้ละเอียด

เพราะมีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการทั่วไป

และควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจโลจิสติกส์และนำเข้าส่งออกโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าการวางระบบตั้งแต่วันแรกถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบภาษีในอนาคต

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
Freight Forwarder ทางเรือคือธุรกิจแบบไหนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนที่ 2: พิจารณาขึ้นทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Freight Forwarder ต้องมีใบอนุญาตพิเศษหรือไม่

นอกจากการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบอาจต้องขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ

ค่าระวางเรือที่จ่ายแทนลูกค้าถือเป็นรายได้ของบริษัทหรือไม่

ขึ้นอยู่กับวิธีบันทึกบัญชีที่เลือกใช้ หากบันทึกแบบรวมยอด (gross) ค่าระวางเรือจะรวมเป็นทั้งรายได้และต้นทุน

แต่หลักสำคัญคือต้องแยกให้ชัดเจนว่าส่วนใดคือรายได้ค่าบริการจริงของบริษัท เพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกต้อง

บริการขนส่งระหว่างประเทศเสีย VAT อัตราเท่าไร

บริการขนส่งระหว่างประเทศบางประเภทอาจเข้าเงื่อนไขอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มพิเศษที่ต่างจากบริการทั่วไป ซึ่งมีเงื่อนไขค่อนข้างซับซ้อน

จึงควรตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษี

ธุรกิจ Freight Forwarder ต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้จากค่าบริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร ธุรกิจที่มีลูกค้าสม่ำเสมอมักเข้าเกณฑ์นี้ได้เร็ว

การจ่ายเงินให้ตัวแทนขนส่งในต่างประเทศต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งกรณีจ่ายให้ผู้ให้บริการต่างประเทศอาจมีความซับซ้อนเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อน

จึงควรตรวจสอบอัตราและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

ควรแยกบันทึกรายได้ประเภทใดบ้างในธุรกิจนี้

ควรแยกค่าบริการจัดการขนส่ง ส่วนต่างค่าระวางเรือ และค่าบริการเสริมอื่นๆ เช่น ค่าประกันภัยหรือค่าคลังสินค้า ออกจากกันให้ชัดเจน

เพื่อให้วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของแต่ละเส้นทางหรือลูกค้าได้แม่นยำ

ธุรกิจ Freight Forwarder ขนาดเล็กควรจ้างสำนักงานบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่

แนะนำอย่างยิ่ง เพราะภาระภาษีของธุรกิจนี้มีความซับซ้อนเรื่องการแยกเงินค่าระวางกับรายได้บริการ รวมถึงเงื่อนไข VAT สำหรับบริการระหว่างประเทศ

การมีสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบภายหลังได้มาก

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้