ธุรกิจตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และขอใบอนุญาตเป็นตัวแทนออกของกับกรมศุลกากรก่อนเริ่มให้บริการลูกค้า

พร้อมวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก

เพราะรายได้จากค่าบริการมักเข้าเกณฑ์ VAT เร็ว

สารบัญบทความ
  1. ธุรกิจตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) คืออะไร
  2. ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  3. ขั้นตอนที่ 2: ขอใบอนุญาตเป็นตัวแทนออกของกับกรมศุลกากร
  4. ขั้นตอนที่ 3: วางระบบบัญชีแยกเงินลูกค้าออกจากรายได้บริษัท
  5. ภาระภาษีหลักของธุรกิจตัวแทนออกของ
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเริ่มธุรกิจตัวแทนออกของ
  7. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนเริ่มธุรกิจ
  9. ตารางนำบทความไปใช้
  10. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

ธุรกิจตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) คืออะไร

ตัวแทนออกของ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ชิปปิ้ง" คือธุรกิจที่ให้บริการดำเนินพิธีการศุลกากรแทนผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก ตั้งแต่การจัดเตรียมเอกสาร การสำแดงราคาสินค้า

การชำระอากรและภาษีที่เกี่ยวข้อง

ไปจนถึงการประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อให้สินค้าผ่านพิธีการเข้าหรือออกจากราชอาณาจักรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เนื่องจากธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับเงินของลูกค้าจำนวนมาก (ค่าอากร ค่าภาษี) และต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการโดยตรง

จึงมีข้อกำหนดเฉพาะทั้งด้านการจดทะเบียนธุรกิจและใบอนุญาตที่เจ้าของกิจการต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนเริ่มดำเนินการ

ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ธุรกิจตัวแทนออกของส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด เพราะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าและกรมศุลกากร รวมถึงจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น

ขั้นตอนหลักประกอบด้วยการจองชื่อนิติบุคคล จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ

จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) และขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจากกรมสรรพากร

ในหนังสือบริคณห์สนธิและวัตถุประสงค์ของบริษัท ควรระบุวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมการให้บริการดำเนินพิธีการศุลกากรและตัวแทนออกของอย่างชัดเจน

เพื่อให้สอดคล้องกับการขอใบอนุญาตในขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 2: ขอใบอนุญาตเป็นตัวแทนออกของกับกรมศุลกากร

หลังจากจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ต้องยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนออกของ (Customs Broker) กับกรมศุลกากร (customs.go.th) ซึ่งมีเงื่อนไขและเอกสารที่ต้องเตรียม เช่น หนังสือรับรองบริษัท

รายชื่อกรรมการ และเอกสารประกอบอื่นๆ ตามที่กรมศุลกากรกำหนด

รวมถึงบุคลากรที่จะปฏิบัติงานอาจต้องผ่านการทดสอบหรือขึ้นทะเบียนเป็นผู้ชำนาญการศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

เนื่องจากหลักเกณฑ์และเอกสารในการขอใบอนุญาตอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดโดยตรงกับกรมศุลกากรหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะ

เพื่อให้แน่ใจว่าเตรียมเอกสารครบถ้วนและไม่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

ขั้นตอนที่ 3: วางระบบบัญชีแยกเงินลูกค้าออกจากรายได้บริษัท

จุดที่สำคัญมากสำหรับธุรกิจชิปปิ้งคือการแยกเงินสองประเภทให้ชัดเจนในระบบบัญชี ได้แก่ เงินที่ลูกค้าโอนมาให้เพื่อชำระอากรและภาษีนำเข้าแทน (ซึ่งไม่ใช่รายได้ของบริษัท

แต่เป็นเงินที่รับมาแทนลูกค้าเพื่อนำส่งราชการ)

กับรายได้ค่าบริการที่บริษัทเรียกเก็บจากลูกค้าจริง หากปะปนสองรายการนี้ในบัญชีเดียวกัน จะทำให้ยอดรายได้และภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทคำนวณผิดพลาดได้ง่าย

ภาระภาษีหลักของธุรกิจตัวแทนออกของ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

ค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากรถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) เมื่อรายได้จากค่าบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เนื่องจากธุรกิจชิปปิ้งมักมีรายได้ค่าบริการสม่ำเสมอ จึงมักเข้าเกณฑ์ต้องจด VAT ตั้งแต่ปีแรกหรือปีที่สองของการดำเนินธุรกิจ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท

เสียภาษีในอัตรา 15% และกำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียในอัตรา 20%

ตามโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อบริษัทชิปปิ้งจ่ายค่าบริการให้ผู้รับเหมาช่วงหรือผู้ให้บริการขนส่ง อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ และในทางกลับกัน

ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลซึ่งจ่ายค่าบริการให้บริษัทชิปปิ้งก็อาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการเช่นกัน

อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับประเภทของบริการ จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเริ่มธุรกิจตัวแทนออกของ

  • เริ่มให้บริการลูกค้าก่อนได้รับใบอนุญาตตัวแทนออกของจากกรมศุลกากรอย่างครบถ้วน ทำให้เสี่ยงต่อการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ปะปนเงินที่รับมาแทนลูกค้าเพื่อชำระอากรกับรายได้ค่าบริการของบริษัท ทำให้คำนวณ VAT และรายได้ผิดพลาด
  • ไม่วางระบบเก็บเอกสารใบขนสินค้าและหลักฐานการชำระอากรแทนลูกค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังยาก
  • ไม่จดทะเบียน VAT ทันทีที่รายได้เข้าเกณฑ์ เพราะเข้าใจผิดว่าเงินที่รับมาแทนลูกค้าไม่นับเป็นรายได้ทั้งหมด
  • ไม่ทำสัญญาหรือใบรับมอบอำนาจจากลูกค้าให้ชัดเจนก่อนดำเนินพิธีการแทน ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดชอบภายหลัง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทชิปปิ้งแห่งหนึ่งรับดำเนินพิธีการนำเข้าสินค้าให้ลูกค้า มูลค่าสินค้าและอากรรวม 500,000 บาทต่อครั้ง และเรียกเก็บค่าบริการดำเนินการ 15,000 บาทต่อครั้ง

หากบริษัทบันทึกรายได้ทั้ง 515,000 บาทเป็นรายได้ของตัวเอง

จะทำให้ยอดรายได้พุ่งสูงเกินจริงและอาจกระทบเกณฑ์ VAT หรือเกณฑ์รายได้ SME โดยไม่จำเป็น ในทางที่ถูกต้อง บริษัทควรบันทึกเฉพาะค่าบริการ 15,000 บาทเป็นรายได้ ส่วนเงิน 500,000

บาทที่รับมาเพื่อชำระอากรแทนลูกค้าให้บันทึกเป็นเงินรับฝากหรือลูกหนี้-เจ้าหนี้ตามระบบบัญชีที่ถูกต้อง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติก่อนเริ่มธุรกิจ

ก่อนเริ่มรับลูกค้ารายแรก ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้จดทะเบียนนิติบุคคลและได้รับใบอนุญาตตัวแทนออกของจากกรมศุลกากรครบถ้วนแล้ว

พร้อมวางระบบบัญชีที่แยกเงินลูกค้ากับรายได้บริษัทตั้งแต่ต้น

และปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจนำเข้าส่งออกหรือชิปปิ้งโดยเฉพาะ เพราะภาระภาษีของธุรกิจนี้มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการทั่วไป

การวางรากฐานที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบภายหลังได้มาก

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ธุรกิจตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) คืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนที่ 2: ขอใบอนุญาตเป็นตัวแทนออกของกับกรมศุลกากรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจชิปปิ้งต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเสมอหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป แต่การจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเป็นที่นิยมเพราะสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าและกรมศุลกากร รวมถึงจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น

ทำให้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องดูแลเงินจำนวนมากแทนลูกค้า

ต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้างก่อนเริ่มให้บริการชิปปิ้ง

ต้องขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนออกของ (Customs Broker) กับกรมศุลกากร นอกเหนือจากการจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ควรตรวจสอบเอกสารและเงื่อนไขล่าสุดโดยตรงกับกรมศุลกากรก่อนดำเนินการ

เงินที่ลูกค้าโอนมาให้ชำระอากรถือเป็นรายได้ของบริษัทหรือไม่

ไม่ถือเป็นรายได้ของบริษัท เพราะเป็นเงินที่รับมาแทนลูกค้าเพื่อนำส่งชำระอากรและภาษีนำเข้าให้ราชการ รายได้ของบริษัทคือค่าบริการดำเนินการที่เรียกเก็บจากลูกค้าเท่านั้น

ควรบันทึกแยกกันในระบบบัญชี

ธุรกิจชิปปิ้งต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้จากค่าบริการ (ไม่รวมเงินที่รับแทนลูกค้าเพื่อชำระอากร) เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ธุรกิจชิปปิ้งส่วนใหญ่มักเข้าเกณฑ์นี้เร็วเพราะมีรายได้ค่าบริการสม่ำเสมอ

ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการชิปปิ้งหรือไม่

โดยทั่วไปลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการ แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับประเภทของบริการที่ตกลงกัน

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตตัวแทนออกของ สามารถรับงานลูกค้าได้หรือไม่

ไม่ควรเริ่มให้บริการดำเนินพิธีการศุลกากรแทนลูกค้าก่อนได้รับใบอนุญาตครบถ้วน เพราะอาจเสี่ยงต่อการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจในระยะยาว

ธุรกิจชิปปิ้งขนาดเล็กควรจ้างสำนักงานบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่

แนะนำอย่างยิ่ง เพราะภาระภาษีของธุรกิจนี้มีความซับซ้อนเรื่องการแยกเงินลูกค้ากับรายได้บริษัท

การมีสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ต้นช่วยวางระบบให้ถูกต้องและลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบภายหลังได้มาก

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้