บริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund Management) ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ก่อนเริ่มดำเนินการ
พร้อมวางระบบบัญชีแยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัทอย่างเข้มงวด และมีภาระภาษีจากค่าธรรมเนียมจัดการที่ต้องบันทึกให้ถูกต้องตามรอบบัญชี
สารบัญบทความ
ธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลคืออะไร
บริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund Management) คือกิจการที่รับบริหารจัดการเงินลงทุนให้แก่ลูกค้ารายบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นการเฉพาะราย
ต่างจากกองทุนรวมที่ระดมเงินจากนักลงทุนจำนวนมากแล้วบริหารรวมกัน
กองทุนส่วนบุคคลจะออกแบบนโยบายการลงทุนให้ตรงกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายยอมรับได้ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท กองทุนส่วนบุคคลของผู้มีสินทรัพย์สูง (High
Net Worth) หรือกองทุนสำหรับมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไร
เนื่องจากธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับการบริหารเงินของบุคคลอื่นโดยตรง จึงถูกจัดเป็น "ธุรกิจหลักทรัพย์" ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจนี้จำเป็นต้องขอรับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนเริ่มดำเนินการ
โดยไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ทันทีหลังจดทะเบียนนิติบุคคลเหมือนธุรกิจทั่วไป
ขั้นตอนการขอใบอนุญาตจัดการกองทุนส่วนบุคคล
1. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) โดยระบุวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
และเตรียมโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ และผู้บริหารที่มีคุณสมบัติตามที่ ก.ล.ต. กำหนด
2. เตรียมทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วขั้นต่ำ
การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีเงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำที่แตกต่างกันตามที่กฎหมายและประกาศ ก.ล.ต. กำหนด
เนื่องจากตัวเลขทุนขั้นต่ำและเงื่อนไขอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประกาศล่าสุดกับ ก.ล.ต.
โดยตรงหรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านตลาดทุนก่อนวางแผนเงินทุน ไม่ควรอ้างอิงตัวเลขจากแหล่งข้อมูลเก่า
3. ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อ ก.ล.ต.
บริษัทต้องยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนส่วนบุคคล พร้อมเอกสารแสดงความพร้อมด้านบุคลากร ระบบงาน ระบบควบคุมภายใน
และระบบป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
โดยบุคลากรหลักที่ทำหน้าที่ตัดสินใจลงทุนต้องผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้จัดการกองทุนหรือผู้แนะนำการลงทุนกับ ก.ล.ต. ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
4. วางระบบแยกทรัพย์สินลูกค้า (Segregation)
ข้อกำหนดสำคัญที่สุดของธุรกิจนี้คือการแยกทรัพย์สินของลูกค้าแต่ละรายออกจากทรัพย์สินของบริษัทอย่างเด็ดขาด โดยทั่วไปต้องฝากทรัพย์สินไว้กับผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian)
ที่ได้รับความเห็นชอบ
เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
การวางระบบบัญชีสำหรับบริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคล
บัญชีของบริษัทจัดการกองทุนต้องแยกชัดเจนเป็นสองส่วน คือบัญชีของบริษัทเอง (รายได้ค่าธรรมเนียมจัดการ ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) และบัญชีทรัพย์สินของลูกค้าแต่ละกองทุนที่รับบริหาร (Net
Asset Value หรือ NAV ของแต่ละพอร์ต)
ซึ่งไม่ปะปนกับงบการเงินของบริษัท รายได้หลักของบริษัทคือค่าธรรมเนียมจัดการ (Management Fee) ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่บริหาร
และอาจมีค่าธรรมเนียมผลตอบแทน (Performance Fee) หากผลตอบแทนเกินเกณฑ์ที่ตกลงกับลูกค้า
รายได้ค่าธรรมเนียมจัดการต้องรับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คือทยอยรับรู้ตามระยะเวลาที่ให้บริการจริง เช่น หากคิดค่าธรรมเนียม 1% ต่อปีของ NAV
จะต้องคำนวณและบันทึกรายได้เป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสตามงวดที่กำหนดในสัญญา
ไม่ใช่รอรับรู้ทั้งก้อนเมื่อได้รับเงินจริง
ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมจัดการ
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนลูกค้ารายหนึ่ง | 50,000,000 บาท |
| อัตราค่าธรรมเนียมจัดการต่อปี | 1.0% |
| ค่าธรรมเนียมจัดการที่รับรู้ต่อเดือน | ประมาณ 41,667 บาท |
ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างการคำนวณอย่างง่าย ในทางปฏิบัติ NAV ของกองทุนเปลี่ยนแปลงทุกวันตามราคาตลาดของสินทรัพย์ที่ลงทุน ทำให้ค่าธรรมเนียมจัดการจริงต้องคำนวณจาก NAV เฉลี่ยหรือ NAV
ณ วันคำนวณตามที่ระบุในสัญญาการจัดการกองทุน
ประเด็นภาษีสำหรับบริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคล
รายได้ค่าธรรมเนียมจัดการและค่าธรรมเนียมผลตอบแทนถือเป็นรายได้จากการให้บริการ ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราปกติ หากกิจการเข้าเงื่อนไข SME
คือทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี
จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาทเสียภาษีอัตรา 15% และส่วนที่เกินเสียภาษีอัตรา 20%
แต่บริษัทจัดการกองทุนส่วนใหญ่ที่บริหารสินทรัพย์มูลค่าสูงมักมีรายได้ค่าธรรมเนียมเกินเกณฑ์ SME
จึงเสียภาษีในอัตรานิติบุคคลทั่วไป
ค่าธรรมเนียมจัดการที่เรียกเก็บจากลูกค้าอาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) หากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนกรณีที่ลูกค้าบางประเภท
เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
อาจมีข้อยกเว้นหรือหลักเกณฑ์เฉพาะที่แตกต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีการเงินหรือกรมสรรพากรก่อนกำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
1. เริ่มรับบริหารเงินลูกค้าก่อนได้รับใบอนุญาตครบถ้วน
บางกิจการจดทะเบียนบริษัทแล้วเริ่มรับบริหารเงินลูกค้าทันทีโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่งถือเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
มีความผิดตามกฎหมายและอาจถูกสั่งระงับการดำเนินงานทันที
2. ปะปนบัญชีทรัพย์สินลูกค้ากับบัญชีบริษัท
การไม่แยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัทอย่างเข้มงวดเป็นความผิดร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต และทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในระบบควบคุมของบริษัท
3. รับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมผิดงวด
บางกิจการรับรู้รายได้ทั้งก้อนเมื่อได้รับเงินจากลูกค้า แทนที่จะทยอยรับรู้ตามระยะเวลาให้บริการจริงตามเกณฑ์คงค้าง ทำให้งบการเงินรายเดือนไม่สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง
4. ไม่ปรับปรุงระบบตามหลักเกณฑ์ ก.ล.ต. ที่เปลี่ยนแปลง
หลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์มีการปรับปรุงอยู่เสมอ กิจการที่ไม่ติดตามและปรับระบบงานให้ทันสมัยอาจเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบและลงโทษทางปกครอง
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- ตรวจสอบเงื่อนไขทุนจดทะเบียนขั้นต่ำและคุณสมบัติบุคลากรกับ ก.ล.ต. ให้เป็นปัจจุบันก่อนยื่นคำขอใบอนุญาต
- วางระบบแยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัทผ่านผู้รับฝากทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบ
- จัดทำระบบบัญชีที่คำนวณและรับรู้ค่าธรรมเนียมจัดการตามเกณฑ์คงค้างทุกงวดบัญชี
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีเรื่อง VAT และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับค่าธรรมเนียมแต่ละประเภท
- ติดตามประกาศและหลักเกณฑ์ใหม่จาก ก.ล.ต. อย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับระบบงานให้ทันตามข้อกำหนด
ธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็นธุรกิจที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดสูง การวางระบบใบอนุญาต การแยกทรัพย์สินลูกค้า
และภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เปิดบริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคลต้องขอใบอนุญาตจากที่ใด
ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนส่วนบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก่อนเริ่มดำเนินการ
ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ทันทีหลังจดทะเบียนนิติบุคคล
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับธุรกิจนี้เท่าไร
เงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำกำหนดตามประกาศ ก.ล.ต. ซึ่งอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดกับ ก.ล.ต. โดยตรงหรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านตลาดทุนก่อนวางแผนเงินทุน
ทำไมต้องแยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากทรัพย์สินบริษัท
เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทนำเงินลูกค้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยทั่วไปต้องฝากทรัพย์สินไว้กับผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ที่ได้รับความเห็นชอบ
ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญที่สุดของธุรกิจนี้
ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนรับรู้รายได้เมื่อใด
รับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง คือทยอยรับรู้ตามระยะเวลาที่ให้บริการจริงในแต่ละงวด เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส ไม่ใช่รับรู้ทั้งก้อนเมื่อได้รับเงินจากลูกค้า
ค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
อาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหากรายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี แต่ลูกค้าบางประเภทอาจมีข้อยกเว้นเฉพาะ
ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญภาษีการเงินหรือกรมสรรพากรก่อนกำหนดโครงสร้างค่าธรรมเนียม
บริษัทจัดการกองทุนขนาดเล็กได้รับสิทธิภาษี SME หรือไม่
หากเข้าเงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกตามเกณฑ์ SME ทั่วไป
หากเริ่มรับบริหารเงินลูกค้าก่อนได้ใบอนุญาตจะเป็นอย่างไร
ถือเป็นการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามกฎหมายและอาจถูกสั่งระงับการดำเนินงาน จึงไม่ควรเริ่มดำเนินการก่อนได้รับใบอนุญาตครบถ้วน
การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me
เพิ่มเติมได้