เอเจนซี Performance Marketing คิด Retainer และ VAT อย่างไร คำตอบสั้นๆ คือค่า Retainer ที่เป็นค่าบริการบริหารแคมเปญต้องเสีย VAT เต็มจำนวนหากจดทะเบียนแล้ว ส่วนงบสื่อโฆษณา (media

budget)

ที่รับมาเพื่อจ่ายต่อให้แพลตฟอร์มโฆษณาต้องพิจารณาว่าเป็นรายได้ของเอเจนซีเองหรือเป็นเงินที่รับมาแทนลูกค้า (pass-through) ซึ่งมีผลต่อฐาน VAT และหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน

บทความนี้อธิบายวิธีจัดโครงสร้างสัญญาและออกใบแจ้งหนี้ Retainer ให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. ค่า Retainer ของเอเจนซี Performance Marketing คืออะไร
  2. VAT สำหรับค่าบริการบริหารจัดการ
  3. VAT และการบันทึกบัญชีสำหรับงบสื่อโฆษณา
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่า Retainer
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. เปรียบเทียบโครงสร้างสัญญาสองแบบ
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. ค่าคอมมิชชันและส่วนแบ่งจากแพลตฟอร์มโฆษณา
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ค่า Retainer ของเอเจนซี Performance Marketing คืออะไร

ค่า Retainer คือค่าบริการรายเดือนที่ลูกค้าจ่ายให้เอเจนซี Performance Marketing เพื่อบริหารจัดการแคมเปญโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook Ads, Google Ads, TikTok Ads

อย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไป Retainer

ประกอบด้วยสองส่วนหลักที่ต้องแยกให้ชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา ได้แก่

  • ค่าบริการบริหารจัดการ (Management/Service Fee): เป็นรายได้แท้จริงของเอเจนซี ไม่ว่าจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่รายเดือนหรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณา
  • งบสื่อโฆษณา (Media Budget/Ad Spend): เงินที่เอเจนซีต้องนำไปจ่ายให้แพลตฟอร์มโฆษณาแทนลูกค้า ซึ่งอาจเป็นรายได้ของเอเจนซีเต็มจำนวนหรือเป็นเพียงเงินผ่านมือ (pass-through) ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสัญญาและเอกสารจริง

VAT สำหรับค่าบริการบริหารจัดการ

ค่าบริการบริหารจัดการแคมเปญถือเป็นรายได้จากการให้บริการเต็มรูปแบบ หากเอเจนซีจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องเรียกเก็บ VAT

จากค่าบริการนี้ทุกใบแจ้งหนี้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบัน 7%

แต่ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันก่อนออกเอกสารทุกครั้ง)

VAT และการบันทึกบัญชีสำหรับงบสื่อโฆษณา

ส่วนนี้เป็นจุดที่เอเจนซีมักสับสนและเป็นประเด็นที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญในการตรวจสอบ หากเอเจนซีรับเงินงบสื่อจากลูกค้าเข้าบัญชีตนเองเพื่อนำไปจ่ายต่อให้แพลตฟอร์มโฆษณา

จะมีสองแนวทางหลักในการจัดการทางบัญชีและภาษี

  • แนวทางที่ 1 ถือเป็นรายได้เต็มจำนวน: หากเอเจนซีรับเงินและออกใบกำกับภาษีในนามตนเองสำหรับค่าสื่อทั้งหมด เงินก้อนนี้จะถือเป็นรายได้ของเอเจนซีที่ต้องนำมารวมคำนวณ VAT และภาษีเงินได้ ทำให้ฐานรายได้ของเอเจนซีสูงเกินความเป็นจริง
  • แนวทางที่ 2 ถือเป็นเงินผ่านมือ (Pass-Through): หากทำสัญญาให้ชัดเจนว่าเอเจนซีเป็นเพียงตัวแทนจัดซื้อสื่อในนามลูกค้า และใบกำกับภาษีของแพลตฟอร์มโฆษณาออกในนามลูกค้าโดยตรง เงินงบสื่อจะไม่ถือเป็นรายได้ของเอเจนซี บันทึกเป็นเงินรับฝากหรือลูกหนี้หมุนเวียนแทน ทำให้ฐานรายได้สะท้อนเฉพาะค่าบริการที่แท้จริง

การเลือกแนวทางใดควรพิจารณาจากลักษณะธุรกิจจริงและเอกสารประกอบ ไม่ใช่เลือกเพื่อประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อออกแบบโครงสร้างสัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่า Retainer

เมื่อลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่า Retainer ให้เอเจนซี โดยทั่วไปมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน อัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นค่าโฆษณาหรือค่าบริการตามลักษณะงานจริง

ซึ่งอัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเป็นรายกรณี

เพราะค่าบริหารจัดการแคมเปญกับค่าเช่าพื้นที่โฆษณาอาจเข้าเกณฑ์อัตราต่างกัน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติเอเจนซีทำสัญญา Retainer กับลูกค้ารายเดือน มูลค่ารวม 300,000 บาท แบ่งเป็นค่าบริการบริหารจัดการ 50,000 บาท และงบสื่อโฆษณา 250,000 บาท

หากทำสัญญาสามฝ่ายให้แพลตฟอร์มโฆษณาออกใบกำกับภาษีในนามลูกค้าโดยตรง

เอเจนซีจะออกใบแจ้งหนี้เฉพาะค่าบริการ 50,000 บาท บวก VAT ตามอัตราที่กำหนด และลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายเฉพาะจากยอดค่าบริการนี้เท่านั้น ส่วนเงินงบสื่อ 250,000 บาท

เอเจนซีบันทึกเป็นเงินรับฝากเพื่อนำไปจ่ายแพลตฟอร์มโฆษณาแทนลูกค้า

ไม่ต้องนำมารวมเป็นรายได้หรือคำนวณ VAT ซ้ำซ้อน

เปรียบเทียบโครงสร้างสัญญาสองแบบ

ประเด็นงบสื่อถือเป็นรายได้เอเจนซีงบสื่อเป็นเงินผ่านมือ (Pass-Through)
ผู้รับใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มโฆษณาเอเจนซีลูกค้าโดยตรง (เอเจนซีเป็นผู้ดำเนินการแทน)
ฐานรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณ VAT และภาษีเงินได้ค่าบริการ + งบสื่อทั้งหมดเฉพาะค่าบริการบริหารจัดการเท่านั้น
การบันทึกบัญชีเงินงบสื่อรายได้และต้นทุนซื้อสื่อเงินรับฝาก/ลูกหนี้หมุนเวียน ไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน
ความเสี่ยงเมื่อถูกตรวจสอบต่ำ หากยื่นภาษีตามฐานรายได้จริง แต่ฐานภาษีสูงกว่าความเป็นจริงของกำไรต้องมีสัญญาสามฝ่ายและเอกสารสอดคล้องกันครบถ้วน มิเช่นนั้นอาจถูกประเมินว่าปกปิดรายได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกค่าบริการกับงบสื่อในสัญญาและใบแจ้งหนี้: ทำให้ฐานรายได้และ VAT คำนวณผิดเกินความเป็นจริง
  • ให้แพลตฟอร์มโฆษณาออกใบกำกับภาษีในนามเอเจนซี แต่ต้องการถือเป็นเงินผ่านมือ: เอกสารไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เสี่ยงถูกประเมินภาษีเพิ่มเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ไม่เก็บหลักฐานการจ่ายเงินต่อให้แพลตฟอร์มโฆษณา: ทำให้พิสูจน์ไม่ได้ว่าเงินงบสื่อถูกใช้ตามวัตถุประสงค์จริง
  • คำนวณหัก ณ ที่จ่ายจากยอดรวมทั้งค่าบริการและงบสื่อ: ทำให้ลูกค้าหักภาษีเกินความจำเป็นและเอเจนซีขาดสภาพคล่อง
  • ไม่ทบทวนสัญญาเมื่อรายได้ค่าบริการใกล้เกณฑ์จด VAT: พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เอเจนซี Performance Marketing ควรออกแบบสัญญาที่แยกค่าบริการบริหารจัดการออกจากงบสื่อโฆษณาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น

พิจารณาทำสัญญาสามฝ่ายกับลูกค้าและแพลตฟอร์มโฆษณาหากต้องการให้งบสื่อเป็นเงินผ่านมือ

และตั้งผังบัญชีแยกรายได้ค่าบริการกับเงินรับฝากงบสื่อให้ชัดเจน เพื่อให้กำไรที่แสดงในงบการเงินสะท้อนความเป็นจริงและลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อตรวจสอบโครงสร้างสัญญาปัจจุบันว่าเอกสารสอดคล้องกับแนวทางที่เลือกใช้หรือไม่

ค่าคอมมิชชันและส่วนแบ่งจากแพลตฟอร์มโฆษณา

นอกจากค่า Retainer และงบสื่อแล้ว บางเอเจนซียังได้รับส่วนลดหรือค่าคอมมิชชันจากแพลตฟอร์มโฆษณาหรือคู่ค้าสื่อ เช่น ส่วนลดปริมาณการซื้อสื่อ (volume rebate)

ซึ่งเงินก้อนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นรายได้ของเอเจนซีที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีหรือไม่

หากได้รับในนามเอเจนซีโดยตรงและไม่ได้ส่งต่อให้ลูกค้า โดยทั่วไปถือเป็นรายได้ของเอเจนซีที่ต้องเสียภาษีตามปกติ ควรบันทึกแยกเป็นรายได้อื่น (other income) ในผังบัญชี

และแจ้งให้ผู้ทำบัญชีทราบทุกครั้งที่ได้รับ

เพื่อไม่ให้ตกหล่นตอนคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี

อีกประเด็นที่ควรพิจารณาคือกรณีเอเจนซีขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มรับงาน Retainer รายแรกๆ ควรตกลงกับลูกค้าตั้งแต่ต้นว่าจะออกใบแจ้งหนี้อย่างไร

และกำหนดรอบตัดยอดงบสื่อทุกสิ้นเดือนพร้อมแนบรายงานการใช้งบประมาณจริง (ad spend report)

เพื่อความโปร่งใสและลดข้อพิพาทกับลูกค้าในระยะยาว การมีระบบรายงานที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นยังช่วยให้เอเจนซีขยายฐานลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น

เพราะลูกค้าองค์กรมักต้องการความโปร่งใสด้านการเงินก่อนตัดสินใจว่าจ้างระยะยาว

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่า Retainer ของเอเจนซีต้องเสีย VAT เต็มจำนวนหรือไม่

ค่าบริการบริหารจัดการแคมเปญ (management fee) ต้องเสีย VAT เต็มจำนวนหากเอเจนซีจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

ส่วนงบสื่อโฆษณาขึ้นอยู่กับว่าเป็นรายได้ของเอเจนซีหรือเป็นเงินผ่านมือตามโครงสร้างสัญญา

งบสื่อโฆษณาที่ลูกค้าโอนมาต้องนำมารวมเป็นรายได้เอเจนซีไหม

ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเอกสาร หากทำสัญญาสามฝ่ายให้แพลตฟอร์มโฆษณาออกใบกำกับภาษีในนามลูกค้าโดยตรง งบสื่อจะไม่ถือเป็นรายได้ของเอเจนซี แต่หากออกใบกำกับภาษีในนามเอเจนซีเอง

จะถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี

เอเจนซีต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้จากการให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยควรพิจารณาว่ารายได้ที่นับรวมคือค่าบริการอย่างเดียวหรือรวมงบสื่อด้วย

ตามโครงสร้างสัญญาที่ใช้จริง

ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่า Retainer อย่างไร

โดยทั่วไปลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการที่เอเจนซีเรียกเก็บ อัตราที่ใช้ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ตามลักษณะงานจริง

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเป็นรายกรณี

สัญญาสามฝ่ายคืออะไร และช่วยเอเจนซีอย่างไร

สัญญาสามฝ่ายคือข้อตกลงระหว่างลูกค้า เอเจนซี และแพลตฟอร์มโฆษณา ที่ระบุให้เอเจนซีทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดซื้อสื่อในนามลูกค้า ช่วยให้ฐานรายได้ของเอเจนซีสะท้อนเฉพาะค่าบริการจริง

ไม่รวมงบสื่อที่เป็นเงินผ่านมือ

หากเคยรวมงบสื่อเป็นรายได้มาตลอด จะปรับโครงสร้างสัญญาใหม่ได้ไหม

สามารถปรับได้ในสัญญาฉบับใหม่กับลูกค้ารายต่อไป แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินผลกระทบต่อรายได้ที่เคยยื่นภาษีไปแล้ว

และวางแผนเปลี่ยนผ่านให้เอกสารสอดคล้องกันตลอดช่วงเปลี่ยนสัญญา

ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างเพื่อพิสูจน์ว่างบสื่อเป็นเงินผ่านมือ

ควรเก็บสัญญาสามฝ่าย ใบกำกับภาษีจากแพลตฟอร์มโฆษณาที่ออกในนามลูกค้า หลักฐานการโอนเงินไปยังแพลตฟอร์ม และรายงานสรุปการใช้งบประมาณให้ลูกค้าทุกเดือน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร

หากต้องการดูแลบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ลองศึกษาบริการบัญชี ภาษี และวางระบบการเงินสำหรับ SME ของ A Plus Me เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนงาน