บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของ SME และฝ่ายบัญชีที่เตรียมสั่งของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ลูกค้าตามธรรมเนียมทางธุรกิจ คุณจะเข้าใจว่าทำไมการแจกของขวัญฟรีถึงยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในฐานะ

Deemed Sale ตามมาตรา 77/1(8)

ต้องคำนวณและออกใบกำกับภาษีจากราคาตลาดอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้นำมูลค่าของขวัญไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้จริงโดยไม่ถูกมองว่าเป็นการให้โดยเสน่หา

พร้อมตัวอย่างคำนวณและเอกสารที่ควรเตรียมไว้ก่อนสั่งของขวัญปีนี้

สารบัญบทความ
  1. ของขวัญปีใหม่ลูกค้า คือ "การขาย" ในสายตากฎหมาย VAT
  2. ต้องออกใบกำกับภาษีจากราคาตลาดหรือไม่ คำนวณอย่างไร
  3. หักเป็นรายจ่ายภาษีนิติบุคคลได้เท่าไหร่
  4. เอกสารที่ต้องมี เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็น "การให้โดยเสน่หา"
  5. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ของขวัญปีใหม่ลูกค้า คือ "การขาย" ในสายตากฎหมาย VAT

ทุกสิ้นปี SME จำนวนมากสั่งกระเช้าของขวัญ ปฏิทิน สมุดโน้ต หรือของที่ระลึกติดแบรนด์ไปมอบให้ลูกค้าตามธรรมเนียมทางธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่ทำกันจนเคยชินและมักไม่มีใครคิดเรื่องภาษี

แต่ในทางกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม การ "แจกฟรี"

ไม่ได้แปลว่าไม่มีภาระภาษี เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(8) นิยามคำว่า "ขาย" ไว้กว้างมากว่าหมายถึง "จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า

ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่"

ดังนั้นเมื่อกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ลูกค้าโดยไม่คิดเงิน การกระทำนี้ถือเป็น "การขาย" ตามกฎหมาย VAT ทันที เรียกกันในทางปฏิบัติว่า Deemed

Sale และเมื่อเป็นการขาย กิจการก็มีหน้าที่เสียภาษีขาย (Output

VAT) เหมือนขายสินค้าจริง ต่างกันแค่ไม่มีเงินสดเข้ากระเป๋าเท่านั้น

หลายคนสับสนกับข้อยกเว้นเรื่อง "ของแถมพร้อมการขาย" ซึ่งกำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 79(4)

โดยหลักการคือ

หากของแถมมอบให้พร้อมกับการขายสินค้าหรือบริการในคราวเดียวกัน และมีมูลค่าไม่เกินมูลค่าสินค้าหรือบริการหลักที่ขายนั้น กิจการไม่ต้องนำมูลค่าของแถมมาคำนวณเป็นฐานภาษีแยกต่างหาก

(ในทางปฏิบัติควรระบุรายการของแถมไว้ในเอกสารการขายให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐาน) แต่ของขวัญปีใหม่ที่มอบให้ลูกค้าโดยไม่ได้ผูกกับการซื้อขายสินค้าใด ๆ ในคราวนั้น ไม่เข้าข้อยกเว้นนี้

จึงต้องเสีย VAT ตามหลัก Deemed Sale เต็มรูปแบบ

และไม่มีเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำที่จะได้รับยกเว้นตามหลักการนี้ ไม่ว่าของขวัญจะมีมูลค่าน้อยเพียงใดก็ยังมีภาระภาษีเกิดขึ้นตามหลักการนี้เสมอ

ต้องออกใบกำกับภาษีจากราคาตลาดหรือไม่ คำนวณอย่างไร

คำตอบคือต้องออก มาตรา 79/3 กำหนดว่ากรณีไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ใช้ "ราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น"

เป็นฐานภาษี ไม่ใช่ราคาต้นทุนที่กิจการซื้อของขวัญมา และตามมาตรา

78(1) ความรับผิดในการเสียภาษี (Tax Point) สำหรับการขายสินค้าโดยทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า เว้นแต่จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา

หรือมีการออกใบกำกับภาษีเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

ซึ่งกรณีใดเกิดก่อนให้ถือเอากรณีนั้นเป็นวันที่ความรับผิดเกิด สำหรับของขวัญที่มอบให้ลูกค้าโดยไม่มีการซื้อขายจริง

กรณีที่พบทั่วไปคือวันที่ส่งมอบสินค้าจะเป็นวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น ดังนั้นวันที่พนักงานนำของขวัญไปส่งถึงมือลูกค้า

จึงมักเป็นวันที่ต้องบันทึกภาษีขาย

เมื่อไม่มีลูกค้าเป็นผู้ซื้อจริง กิจการต้องออกใบกำกับภาษีขายให้ตนเอง ระบุรายการสินค้า ราคาตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่มให้ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบ ภ.พ.30

ของเดือนที่ส่งมอบของขวัญ (ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หรือขยายเป็นวันที่ 23 หากยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้มาตรการขยายเวลานี้กรมสรรพากรออกประกาศต่ออายุเป็นระยะ ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนกำหนดวันยื่นจริงทุกครั้ง)

หลายกิจการเข้าใจผิดว่าถ้าไม่มีเงินเข้าบัญชีก็ไม่ต้องยื่นภาษีขาย

ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ถูกประเมินภาษีย้อนหลังเมื่อสรรพากรตรวจสต๊อกสินค้า

ตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อกระเช้าของขวัญต้นทุน (ไม่รวม VAT) ชุดละ 800 บาท แต่ราคาขายปลีกในท้องตลาดของกระเช้าลักษณะเดียวกันอยู่ที่ชุดละ 1,000 บาท หากมอบให้ลูกค้า 40 ราย

ฐานภาษีที่ต้องใช้คำนวณคือราคาตลาด 1,000 บาท ไม่ใช่ราคาทุน 800 บาท

ภาษีขายที่ต้องนำส่งจึงเท่ากับ 1,000 x 7% x 40 ราย = 2,800 บาท (อัตรา VAT 7% เป็นอัตราลดหย่อนตามพระราชกฤษฎีกาที่กรมสรรพากรต่ออายุเป็นรอบ ปัจจุบันมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ใช้บังคับจริง ณ

วันที่ส่งมอบของขวัญก่อนคำนวณทุกครั้ง) แม้ว่าเงินสดจะไม่เคยเข้าบริษัทเลยก็ตาม ส่วนภาษีซื้อจากการซื้อกระเช้ามาโดยทั่วไปยังขอคืนหรือหักกลบได้ตามปกติเพราะเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ

แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ หากการมอบของขวัญครั้งนั้นเข้าลักษณะ

"ค่ารับรอง" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 เช่น มอบในงานเลี้ยงรับรองลูกค้า ภาษีซื้อจากค่ารับรองนั้นจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้

แม้จะยังนำไปรวมเป็นต้นทุนเพื่อหักเป็นรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขค่ารับรองก็ตาม

หักเป็นรายจ่ายภาษีนิติบุคคลได้เท่าไหร่

ฝั่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นอีกเรื่องที่แยกจาก VAT โดยสิ้นเชิง และเป็นจุดที่ต้องระวังไม่แพ้กัน เพราะมาตรา 65 ตรี (3) ห้ามนำ "รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว

การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล" มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

หากของขวัญปีใหม่ถูกมองว่าเป็นการให้ด้วยน้ำใจส่วนตัวไม่เกี่ยวกับธุรกิจ สรรพากรมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้หักทั้งจำนวน การจะหักได้ กิจการต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง

ไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)

ซึ่งห้ามรายจ่ายที่มิใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เช่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าหรือส่งเสริมการขาย

ไม่ใช่มอบให้ด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือให้กับกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเองในนามลูกค้า

ในทางปฏิบัติแบ่งได้ 2 ลักษณะตามวิธีมอบของขวัญ กรณีแรกคือมอบพร้อมการรับรองลูกค้า เช่น เชิญลูกค้ามาร่วมงานเลี้ยงขอบคุณปีใหม่แล้วมอบของที่ระลึกในงาน กรณีนี้เข้าเกณฑ์

"ค่ารับรอง" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)

ส่วนกรณีที่สองคือส่งของขวัญถึงลูกค้าโดยไม่มีการพบปะหรือรับรองใด ๆ เช่น ส่งกระเช้าทางไปรษณีย์หรือขนส่งไปที่บริษัทลูกค้าโดยตรง กรณีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ค่ารับรอง

แต่หักได้ในหมวดรายจ่ายส่งเสริมการขายตามหลักทั่วไป

ประเด็นค่ารับรอง (มีการพบปะ/รับรองลูกค้า)รายจ่ายส่งเสริมการขาย (ส่งของขวัญโดยตรง)
เกณฑ์กฎหมายกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)มาตรา 65 ตรี (13) ประกอบ (3)
เพดานหักต่อคนต่อครั้งไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนในแต่ละคราวที่รับรองไม่มีเพดานตายตัว แต่ต้องสมเหตุสมผลกับธุรกิจ
เพดานรวมต่อรอบบัญชีไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนชำระแล้ว (แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) และไม่เกิน 10 ล้านบาทไม่มีเพดานเฉพาะ แต่ต้องผ่านการทดสอบ "รายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง"
ภาระภาษีขาย (Output VAT)ยังเกิด Deemed Sale ตามราคาตลาดเหมือนกันยังเกิด Deemed Sale ตามราคาตลาดเหมือนกัน
สิทธิเครดิตภาษีซื้อ (Input VAT)เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) นำมาหักออกจากภาษีขายไม่ได้โดยทั่วไปเครดิตภาษีซื้อได้ตามปกติ หากมีใบกำกับภาษีซื้อถูกต้องและเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ

ข้อสังเกตสำคัญคือไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ค่ารับรองหรือรายจ่ายส่งเสริมการขาย ภาระภาษีขายแบบ Deemed Sale ยังคงเกิดขึ้นเสมอ เพราะเป็นคนละมาตรา

คนละวัตถุประสงค์กับการหักรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคล

ส่วนสิทธิเครดิตภาษีซื้อกลับแตกต่างกันไปตามลักษณะการมอบของขวัญดังตารางข้างต้น กิจการจึงต้องจัดการภาษีขาย ภาษีซื้อ และการหักรายจ่ายทางภาษีนิติบุคคลให้ครบทุกด้านคู่กันไป

จะบันทึกแค่ด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้

เอกสารที่ต้องมี เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็น "การให้โดยเสน่หา"

การบันทึกบัญชีถูกต้องอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่มีเอกสารรองรับ สรรพากรมีสิทธิ์ปฏิเสธทั้งการหักรายจ่ายและตั้งคำถามเรื่องภาษีขาย

กิจการควรเก็บเอกสารชุดต่อไปนี้ทุกครั้งที่มีแผนแจกของขวัญลูกค้า

  • ทะเบียนรายชื่อลูกค้าที่ได้รับของขวัญ (Gift List) ระบุชื่อบริษัท ชื่อผู้ติดต่อ ตำแหน่ง และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพื่อยืนยันว่าผู้รับเป็นลูกค้าจริง ไม่ใช่บุคคลทั่วไปหรือบุคคลใกล้ชิดกรรมการ
  • ใบสั่งซื้อและใบกำกับภาษีซื้อของขวัญจากซัพพลายเออร์ เพื่อยืนยันต้นทุนจริงและใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ
  • หลักฐานการส่งมอบ เช่น ใบนำส่งพัสดุ ลายเซ็นผู้รับ หรือรูปถ่ายกิจกรรมมอบของขวัญ
  • บันทึกขออนุมัติจากผู้บริหาร ระบุงบประมาณและวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของการมอบของขวัญให้ชัดเจน
  • ใบกำกับภาษีขายที่ออกเองตามราคาตลาด พร้อมรายการคำนวณภาษีขายที่นำไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้น

หากไม่บันทึกภาษีขายส่วนนี้และถูกตรวจพบภายหลัง กิจการมีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 89 และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1

ซึ่งรวมกันมักมีมูลค่าสูงกว่าภาษีที่ควรเสียตั้งแต่ต้นหลายเท่า

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือวางระบบให้ฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายการตลาดแจ้งฝ่ายบัญชีทุกครั้งที่มีแผนแจกของขวัญลูกค้า เพื่อคำนวณและบันทึกภาษีทั้งสองด้านให้ถูกต้องตั้งแต่เดือนที่ส่งมอบ

ไม่ต้องมาไล่แก้ไขย้อนหลังตอนปิดงบการเงินหรือตอนถูกเรียกตรวจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ของขวัญปีใหม่ลูกค้า เสียภาษี VAT และหักรายจ่ายได้แค่ไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ของขวัญปีใหม่ลูกค้าราคาไม่แพง ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่

ต้องเสีย เพราะมาตรา 77/1(8) นิยาม "ขาย" ไว้กว้างและไม่มีเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำที่ได้รับยกเว้น การโอนสินค้าให้ลูกค้าโดยไม่คิดเงินถือเป็น Deemed Sale เสมอ

ต้องคำนวณภาษีขายจากราคาตลาดตามมาตรา 79/3 ไม่ว่าของขวัญจะมีมูลค่าน้อยเพียงใดก็ตาม

เพดาน 2,000 บาทต่อคน ใช้ยกเว้น VAT ได้ไหม

ไม่ได้ เพดาน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) เป็นเกณฑ์สำหรับการหักรายจ่ายค่ารับรองในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น

ไม่เกี่ยวกับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งยังต้องคำนวณจากราคาตลาดตามปกติ และหากเข้าเกณฑ์ค่ารับรอง

ภาษีซื้อจากการซื้อของขวัญนั้นยังกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) ไม่สามารถเครดิตภาษีขายได้อีกด้วย

มอบของขวัญให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้นเอง หักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ไหม

โดยหลักการไม่ได้ เพราะไม่ใช่การให้ลูกค้าจริง มักถูกมองว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 65 ตรี (3)

หรืออาจต้องพิจารณาว่าเป็นประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแยกต่างหาก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นรายกรณี

ให้บัตรกำนัลหรือวอเชอร์แทนของขวัญ ภาระภาษีเหมือนกันหรือไม่

ต่างกัน บัตรกำนัลหรือวอเชอร์เป็นตราสารแทนเงิน ไม่ใช่สินค้าโดยตรง ณ วันที่มอบให้จึงยังไม่ถือเป็นการขายสินค้าทันทีแบบของขวัญที่เป็นสินค้าจริง

แต่มีรายละเอียดเฉพาะที่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเป็นรายกรณี

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น