บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มักสับสนกับการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ในรอบบัญชีแรกซึ่งมักไม่ครบ 12 เดือน บทความนี้อธิบายหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่เข้าใจง่าย
หนึ่งในคำถามที่ผู้ประกอบการใหม่ถามบ่อยที่สุดคือ “บริษัทเพิ่งจดทะเบียนได้ไม่กี่เดือน ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) อย่างไร?” เพราะรอบบัญชีแรกของบริษัทใหม่มักไม่ครบ 12 เดือน และหลักเกณฑ์การคำนวณก็มีความเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างจากบริษัทที่ดำเนินการมาแล้ว บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดรอบบัญชี ไปจนถึงการคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริง
รอบบัญชีของบริษัทใหม่คืออะไร
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 รอบระยะเวลาบัญชีปกติมีระยะเวลา 12 เดือน อย่างไรก็ดี สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ กฎหมายอนุญาตให้รอบบัญชีแรกมีระยะเวลาน้อยกว่า 12 เดือนได้ โดยนับจากวันที่จดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) จนถึงวันสิ้นรอบบัญชีที่บริษัทกำหนดไว้
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทจดทะเบียนวันที่ 1 สิงหาคม 2568 และกำหนดรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี รอบบัญชีแรกจะมีระยะเวลาเพียง 5 เดือน (สิงหาคม–ธันวาคม 2568) เท่านั้น
หลักเกณฑ์การคำนวณ CIT เมื่อรอบบัญชีไม่ครบ 12 เดือน
กรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญไว้ดังนี้
- ให้นำกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงในรอบบัญชีสั้นนั้นมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีโดยตรง ไม่มีการปรับ annualize (ไม่ต้องคำนวณเทียบเท่า 12 เดือน)
- อัตราภาษีที่ใช้ยังคงเป็นอัตราปกติตามประมวลรัษฎากรและประกาศอัตราพิเศษสำหรับ SME
- วงเงินกำไรสุทธิที่ได้รับการยกเว้นหรืออัตราพิเศษไม่มีการปรับตามสัดส่วนของระยะเวลา
กล่าวอย่างง่ายคือ แม้บริษัทจะมีรอบบัญชีเพียง 5 เดือน แต่หากมีกำไรสุทธิ 250,000 บาท ก็ยังสามารถใช้อัตราภาษี 0% สำหรับกำไรสุทธิส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาท ตามสิทธิ SME ได้เต็มจำนวน
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME
สำหรับบริษัทที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี (เงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง โปรดตรวจสอบกับ rd.go.th เพื่อความเป็นปัจจุบัน) อัตราภาษีพิเศษ SME มีดังนี้
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษี CIT |
|---|---|
| 0 – 300,000 | 0% |
| 300,001 – 3,000,000 | 15% |
| มากกว่า 3,000,000 | 20% |
บริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME จะเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวณ CIT ปีแรก (รอบบัญชีสั้น)
สมมติบริษัท ABC จำกัด จดทะเบียนวันที่ 1 กันยายน 2568 กำหนดรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 มีข้อมูลทางการเงินดังนี้
- รายได้รวม: 1,200,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายที่ยอมรับทางภาษี: 900,000 บาท
- กำไรสุทธิทางภาษี: 300,000 บาท
- ทุนชำระแล้ว: 1,000,000 บาท (เข้าเกณฑ์ SME)
การคำนวณ CIT:
- กำไรสุทธิ 300,000 บาท ≤ 300,000 บาท → อัตราภาษี 0%
- ภาษีที่ต้องชำระ = 0 บาท
หากบริษัทเดียวกันมีกำไรสุทธิ 1,500,000 บาท การคำนวณจะเป็น
- 300,000 แรก × 0% = 0 บาท
- 1,200,000 ถัดมา (300,001–1,500,000) × 15% = 180,000 บาท
- รวมภาษี CIT = 180,000 บาท
แบบภาษีที่ต้องยื่นในปีแรก
บริษัทใหม่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลสองประเภทหลัก ได้แก่
- ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี): ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี กรณีรอบบัญชีแรกสั้นกว่า 6 เดือน บริษัทได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51
- ภ.ง.ด.50 (ภาษีประจำปี): ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)
ข้อพิจารณาสำคัญเรื่อง ภ.ง.ด.51 ในปีแรก
กรณีที่รอบบัญชีแรกมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป บริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.51 โดยประมาณการกำไรครึ่งปีและชำระภาษีล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ หากประมาณการกำไรทั้งปีต่ำกว่าความเป็นจริงเกินกว่า 25% จะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 20% ของส่วนที่ขาด ดังนั้น ควรพิจารณาใช้วิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการประมาณการ
การเตรียมเอกสารและบัญชีในปีแรก
บริษัทใหม่ควรเตรียมการดังต่อไปนี้ตั้งแต่เริ่มต้น
- เปิดบัญชีธนาคารในนามนิติบุคคลและแยกรายการส่วนตัวออกจากธุรกิจอย่างชัดเจน
- จัดทำสมุดบัญชีและบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกรายการตั้งแต่วันจดทะเบียน
- เก็บรักษาใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบทุกฉบับ
- จัดจ้างผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
- ติดตามกำไรทางบัญชีเบื้องต้นทุกเดือน เพื่อประมาณการ CIT ได้แม่นยำ
สรุป: ภาษีนิติบุคคลปีแรกไม่น่ากลัว แต่ต้องเข้าใจกฎ
การคำนวณ CIT ในรอบบัญชีแรกที่ไม่ครบ 12 เดือนนั้นใช้กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงโดยตรง ไม่ต้องปรับเทียบเท่า 12 เดือน และยังคงได้รับสิทธิอัตราพิเศษ SME เต็มวงเงิน สิ่งที่ผู้ประกอบการใหม่ต้องใส่ใจคือการจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่แรก เลือกรอบบัญชีที่เหมาะสม และส่งงบการเงินพร้อม ภ.ง.ด.50 ภายในกำหนดเวลา หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th)
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีนิติบุคคลปีแรก: บริษัทใหม่คำนวณ CIT อย่างไร รอบบัญชีไม่ครบ 12 เดือน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทใหม่จดทะเบียนเดือนตุลาคม รอบบัญชีสิ้นสุดธันวาคม ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ด้วยไหม
ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 เนื่องจากรอบบัญชีแรกมีระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน กฎหมายยกเว้นการยื่นแบบครึ่งปีในกรณีนี้ แต่ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชีตามปกติ
รอบบัญชีไม่ครบ 12 เดือน วงเงินกำไรสุทธิ 300,000 บาทที่ได้รับการยกเว้นภาษี SME ถูกปรับลดตามสัดส่วนหรือไม่
ไม่มีการปรับลดตามสัดส่วน บริษัทที่เข้าเกณฑ์ SME ยังคงได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกเต็มจำนวน ไม่ว่ารอบบัญชีจะสั้นเพียงใดก็ตาม โดยยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทุน 5 ล้านบาทและรายได้ 30 ล้านบาท
บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ในปีแรกต้องยื่นแบบภาษีไหม
ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ทุกปีไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของนิติบุคคล หากไม่มีรายได้และไม่มีกำไรสุทธิ ก็ยื่นแสดงผลขาดทุนหรือกำไรเป็นศูนย์ได้ แต่ต้องยื่นพร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA
การกำหนดวันสิ้นรอบบัญชีของบริษัทใหม่ต้องแจ้งที่ไหน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
บริษัทกำหนดวันสิ้นรอบบัญชีในบันทึกข้อบังคับและแจ้งผ่านการยื่นงบการเงินครั้งแรก หากต้องการเปลี่ยนแปลงต้องขออนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรล่วงหน้า ซึ่งทำได้เพียงครั้งเดียวตามที่กฎหมายกำหนด
ผู้สอบบัญชีจำเป็นต้องตรวจสอบงบการเงินของบริษัทในปีแรกด้วยหรือไม่
ใช่ บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินประจำปีทุกรอบบัญชี รวมถึงรอบบัญชีแรกที่สั้นกว่าปกติด้วย ก่อนนำส่งกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
หากบริษัทใหม่มีผลขาดทุนในปีแรก สามารถนำไปยกหักในปีถัดไปได้หรือไม่
ได้ ผลขาดทุนสุทธิที่เกิดในรอบบัญชีแรกสามารถนำยกไปหักจากกำไรสุทธิในรอบบัญชีถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชีถัดจากรอบที่เกิดขาดทุน ตามที่มาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้