ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ที่กิจการได้รับจากการค้ำประกันหนี้ให้บุคคลหรือบริษัทในเครือ ต้องรับรู้รายได้ตามเกณฑ์คงค้างและทยอยตามระยะเวลาค้ำประกัน ส่วนประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่กับว่าผู้ค้ำประกันเป็นสถาบันการเงินหรือนิติบุคคลทั่วไป ซึ่งมีผลต่างกันและควรตรวจสอบให้ชัดก่อนออกใบกำกับภาษี

ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้เกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง

ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ (Loan Guarantee Fee) เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือนิติบุคคลรายหนึ่งเข้าค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้อีกฝ่ายหนึ่ง แล้วเรียกเก็บค่าตอบแทนจากการรับความเสี่ยงนั้น กรณีที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่:

  • บริษัทแม่ในกลุ่มค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทลูก แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามสัดส่วนวงเงิน
  • กรรมการหรือผู้ถือหุ้นค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทของตนเอง (กรณีนี้มักไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่หากมีการเรียกเก็บต้องพิจารณาความสมเหตุสมผลของราคา)
  • บริษัทค้ำประกันสินเชื่อเฉพาะทางที่ให้บริการค้ำประกันเป็นธุรกิจหลัก
  • คู่ค้าทางธุรกิจที่ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อให้กันเพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด หากมีการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากการค้ำประกัน เงินนั้นถือเป็นรายได้ทางภาษีของผู้ค้ำประกันที่ต้องบันทึกบัญชีและเสียภาษีให้ถูกต้อง

หลักการรับรู้รายได้ทางบัญชี

1. รับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง ไม่ใช่ตามวันที่รับเงิน

ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน รายได้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันถือเป็นรายได้จากการให้บริการ ต้องรับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คือรับรู้ตามช่วงเวลาที่ให้บริการค้ำประกันจริง หากได้รับเงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าสำหรับสัญญาค้ำประกันระยะยาว เช่น 3 ปี ต้องทยอยรับรู้เป็นรายได้ปีละ 1 ใน 3 ของยอดทั้งหมด ไม่ใช่รับรู้เต็มจำนวนในปีที่ได้รับเงิน

2. กรณีค้ำประกันในกลุ่มบริษัท ต้องคำนึงถึงราคาตลาด

หากบริษัทแม่ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทลูกในเครือ กรมสรรพากรอาจตรวจสอบว่าอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บสมเหตุสมผลกับความเสี่ยงที่รับไว้หรือไม่ (Arm's Length Principle) หากเรียกเก็บต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน อาจถูกปรับปรุงรายได้เพิ่มขึ้นในการตรวจสอบภาษี โดยเฉพาะกรณีที่เข้าข่ายธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน (Related Party Transaction) ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องราคาโอน (Transfer Pricing) ที่ต้องปฏิบัติตาม

ประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าธรรมเนียมค้ำประกัน

ประเด็นที่ผู้ประกอบการสับสนบ่อยที่สุดคือค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ในหลักการทั่วไป การให้บริการค้ำประกันถือเป็นการให้บริการประเภทหนึ่งซึ่งอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มมีการยกเว้นสำหรับกิจการบางประเภท โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลักษณะเป็น "กิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์" ซึ่งอาจเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เนื่องจากการพิจารณาว่าธุรกรรมค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละกรณีเข้าข่ายภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะราย เช่น ความถี่ในการทำธุรกรรม ลักษณะการประกอบธุรกิจหลัก และความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา จึงไม่ควรสรุปเองว่าเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่เข้าข่าย ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามกรมสรรพากรโดยตรงก่อนออกใบกำกับภาษีหรือกำหนดนโยบายภาษีขาย

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

รายการรายละเอียด
วงเงินกู้ที่ค้ำประกัน3,000,000 บาท
อัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกัน (ตัวอย่างสมมติ)1.5% ต่อปี
ค่าธรรมเนียมรับล่วงหน้าทั้งสัญญา 3 ปี135,000 บาท
รายได้ที่รับรู้ในปีที่ 1 (1 ใน 3)45,000 บาท
รายได้ค่าธรรมเนียมรับล่วงหน้าคงเหลือ (หนี้สิน) ปลายปีที่ 190,000 บาท

เมื่อได้รับเงิน 135,000 บาท กิจการบันทึกเดบิตเงินสด/ธนาคาร และเครดิตบัญชี "รายได้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันรับล่วงหน้า" (หนี้สิน) จากนั้นทุกสิ้นปีให้โอนส่วนที่ให้บริการแล้วจากบัญชีหนี้สินไปเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. รับรู้รายได้เต็มจำนวนในปีที่รับเงิน

กิจการหลายแห่งบันทึกค่าธรรมเนียมค้ำประกันที่ได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้ทั้งหมดทันที ทำให้กำไรในปีแรกสูงเกินจริงและกำไรปีถัดไปต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจถูกตั้งคำถามในการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

2. ไม่พิจารณาราคาตลาดในธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ

การค้ำประกันให้บริษัทในเครือโดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือเรียกเก็บในอัตราต่ำผิดปกติ อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบภายใต้หลักการราคาโอนและปรับปรุงรายได้เพิ่มขึ้น

3. ไม่ตรวจสอบสถานะภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนออกใบกำกับภาษี

บางกิจการออกใบกำกับภาษีขายพร้อม VAT ทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบว่าธุรกรรมค้ำประกันของตนเข้าข่ายภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งหากผิดประเภทอาจต้องแก้ไขเอกสารและยื่นแบบภาษีเพิ่มเติมภายหลัง

4. ไม่มีสัญญาค้ำประกันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุอัตราค่าธรรมเนียมชัดเจน

การไม่มีสัญญาที่ระบุวงเงิน ระยะเวลา และอัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันชัดเจน ทำให้ยากต่อการพิสูจน์จังหวะเวลารับรู้รายได้ที่ถูกต้องหากถูกตรวจสอบ

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

  • จัดทำสัญญาค้ำประกันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุวงเงิน ระยะเวลา และอัตราค่าธรรมเนียมให้ชัดเจน
  • ทยอยรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามระยะเวลาที่ให้บริการจริง ไม่รับรู้เต็มจำนวนตั้งแต่วันรับเงิน
  • ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของอัตราค่าธรรมเนียมกับราคาตลาดในกรณีค้ำประกันระหว่างบริษัทในเครือ
  • ตรวจสอบสถานะภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษี
  • เก็บเอกสารสัญญาและหลักฐานการรับเงินไว้ครบถ้วนเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง

ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้เป็นรายได้ที่มีจังหวะเวลาการรับรู้เฉพาะตัวและมีประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องตรวจสอบให้แน่ชัด การวางระบบบัญชีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการประเมินภาษีย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ รับรู้รายได้ VAT อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้รับรู้รายได้เมื่อใด

รับรู้ตามเกณฑ์คงค้างและทยอยตามระยะเวลาที่ให้บริการค้ำประกันจริง หากได้รับเงินล่วงหน้าสำหรับสัญญาระยะยาว ต้องทยอยรับรู้เป็นรายได้ในแต่ละงวดบัญชีตามสัดส่วนระยะเวลา ไม่ใช่รับรู้เต็มจำนวนทันที

ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเงินกู้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจของผู้ค้ำประกัน บางกรณีอาจเข้าข่ายภาษีธุรกิจเฉพาะแทนภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษี

บริษัทแม่ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทลูกโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมได้หรือไม่

ทำได้ แต่หากเป็นธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน กรมสรรพากรอาจตรวจสอบภายใต้หลักการราคาโอนว่าการไม่คิดค่าธรรมเนียมหรือคิดต่ำกว่าราคาตลาดมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับหรือไม่

กรรมการค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทของตนเองต้องเสียภาษีหรือไม่

หากกรรมการไม่ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมโดยทั่วไปจะไม่มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่หากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เงินนั้นถือเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

หากรับเงินค่าธรรมเนียมค้ำประกันล่วงหน้าหลายปี ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

บันทึกเป็นรายได้ค่าธรรมเนียมรับล่วงหน้า (หนี้สิน) ทั้งจำนวนก่อน แล้วทยอยโอนไปเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการค้ำประกันแล้วในแต่ละปี

ต้องมีสัญญาค้ำประกันเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

ควรมีเสมอ เพราะสัญญาที่ระบุวงเงิน ระยะเวลา และอัตราค่าธรรมเนียมชัดเจนจะช่วยพิสูจน์จังหวะเวลารับรู้รายได้ที่ถูกต้องและป้องกันข้อโต้แย้งหากถูกตรวจสอบภาษี

การค้ำประกันเงินกู้ถือเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับราคาโอนหรือไม่

หากเป็นการค้ำประกันระหว่างบริษัทในเครือหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ถือเป็นธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายหลักการราคาโอน จึงควรกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับราคาตลาดและมีเอกสารสนับสนุนไว้