บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่มีบริษัทในเครือหลายแห่งและให้บริษัทหนึ่งค้ำประกันวงเงินกู้ธนาคารของอีกบริษัทหรือของกรรมการ

หลายคนเข้าใจว่าการค้ำประกันเป็นเพียงการเซ็นเผื่อไว้ที่ไม่กระทบงบการเงินจนกว่าจะถูกเรียกให้ชำระจริง

แต่ตามมาตรฐานการบัญชีไทย (TAS 37 สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ หรือ TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป)

ผู้ค้ำประกันต้องประเมินทุกสิ้นงวดว่าควรตั้งประมาณการหนี้สินในงบการเงินหรือเพียงเปิดเผยเป็นหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นในหมายเหตุประกอบงบการเงิน บทความนี้จะอธิบายเกณฑ์ตัดสินใจ

สัญญาณเตือนที่ต้องจับตา ตัวอย่างการคำนวณ ข้อมูลที่ต้องเปิดเผย

และประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจงสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

สารบัญบทความ
  1. ค้ำประกันเงินกู้บริษัทในเครือ ไม่ใช่แค่ "เซ็นเผื่อไว้" ทางบัญชี
  2. เกณฑ์ตัดสินใจ ตั้งประมาณการหนี้สิน หรือเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น
  3. สัญญาณเตือนที่ต้องทบทวนทุกสิ้นงวด พร้อมตัวอย่างการคำนวณ
  4. ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
  5. ผลกระทบด้านภาษีที่เกี่ยวข้องและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ค้ำประกันเงินกู้บริษัทในเครือ ไม่ใช่แค่ "เซ็นเผื่อไว้" ทางบัญชี

ในกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีบริษัทในเครือหลายแห่ง เจ้าของธุรกิจมักให้บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรงกว่า เช่น บริษัทแม่ เข้าค้ำประกันวงเงินกู้ธนาคารให้บริษัทในเครือหรือกรรมการ

เพื่อให้บริษัทที่ยังไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอกู้เงินได้

หลายคนเข้าใจว่านี่เป็นเพียงการเซ็นเผื่อไว้ ไม่กระทบงบการเงินจนกว่าจะถูกเรียกให้ชำระจริง แต่ในทางบัญชีไม่ใช่เช่นนั้น ทันทีที่ลงนามในสัญญาค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกันมีภาระผูกพันที่ต้องประเมินตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วยประมาณการหนี้สิน

หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ทุกสิ้นงวดบัญชี ว่าควรบันทึกเป็นหนี้สิน หรือเพียงเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ข้อควรระวังคือมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงอาจแตกต่างกันตามประเภทกิจการ บริษัทที่เป็นกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (Publicly Accountable Entities: PAE) เช่น

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงิน ต้องใช้มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 (TAS

37) เรื่องประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น และสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดมาตรฐาน TFRS ฉบับเต็ม ส่วน SME

ทั่วไปที่เข้าเกณฑ์กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAE)

จะใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) บทที่ 16 เรื่องเดียวกัน ซึ่งวางหลักการรับรู้และเปิดเผยไว้ในทำนองเดียวกัน

จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนว่ากิจการของตนอยู่ภายใต้มาตรฐานฉบับใด ก่อนนำหลักเกณฑ์ในบทความนี้ไปปรับใช้

เกณฑ์ตัดสินใจ ตั้งประมาณการหนี้สิน หรือเปิดเผยหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น

หัวใจของการตัดสินใจอยู่ที่ความน่าจะเป็นที่บริษัทในเครือจะผิดนัดชำระหนี้

เพราะการมีอยู่จริงของภาระนี้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนและอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ค้ำประกัน คือลูกหนี้จะผิดนัดจนธนาคารเรียกให้จ่ายแทนหรือไม่

โดยหลักการทั่วไปการค้ำประกันจึงเริ่มต้นจากสถานะหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (Contingent Liability) เปิดเผยในหมายเหตุเท่านั้น ไม่ใช่บันทึกเป็นหนี้สินทันทีที่ลงนาม

อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินใหม่ทุกสิ้นงวด หากมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ (More Likely Than Not) ว่าตนต้องจ่ายเงินตามภาระค้ำประกัน และประมาณจำนวนได้อย่างน่าเชื่อถือ

ต้องเปลี่ยนมาบันทึกเป็นประมาณการหนี้สิน (Provision)

เป็นหนี้สินและค่าใช้จ่ายทันที จำนวนที่บันทึกคือประมาณการที่ดีที่สุดของรายจ่ายที่คาดว่าต้องชำระ โดยพิจารณามูลค่าที่คาดว่าธนาคารจะได้รับคืนจากหลักประกันที่ถืออยู่ก่อน (ถ้ามี)

ประกอบการประมาณการ ส่วนสิทธิไล่เบี้ยคืนจากบริษัทในเครือ

ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์แยกต่างหากได้เฉพาะเมื่อมั่นใจว่าจะได้รับคืนแทบจะแน่นอน (Virtually Certain) เท่านั้น

ปัจจัยพิจารณาเปิดเผยเป็นหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นต้องตั้งประมาณการหนี้สิน
ความสามารถชำระหนี้ของบริษัทในเครือชำระตรงงวด ฐานะการเงินปกติผิดนัดชำระ ฐานะการเงินติดลบหรือขาดสภาพคล่องชัดเจน
ความน่าจะเป็นที่ต้องจ่ายแทนต่ำกว่าระดับค่อนข้างแน่ค่อนข้างแน่ขึ้นไป (More Likely Than Not)
ผลต่องบการเงินผู้ค้ำประกันไม่บันทึกหนี้สิน เปิดเผยในหมายเหตุบันทึกหนี้สินและค่าใช้จ่ายทันที

สัญญาณเตือนที่ต้องทบทวนทุกสิ้นงวด พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

ผู้ค้ำประกันควรทบทวนฐานะการเงินของบริษัทในเครือที่ตนค้ำประกันให้ทุกสิ้นงวด สัญญาณที่บ่งชี้ว่าความเสี่ยงสูงขึ้นจนอาจต้องตั้งประมาณการหนี้สิน ได้แก่

  • บริษัทในเครือผิดนัดชำระค่างวดต่อเนื่อง หรือธนาคารเริ่มส่งหนังสือทวงถาม
  • ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ หรือขาดทุนสะสมสูงจนกระทบสภาพคล่อง
  • รายงานผู้สอบบัญชีของบริษัทในเครือมีข้อสังเกตเรื่องการดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern)
  • อยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หรือธนาคารเริ่มเรียกร้องมายังผู้ค้ำประกันโดยตรง

ตัวอย่าง (สมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ ไม่ใช่สูตรตายตัวที่ใช้ได้ทุกกรณี): บริษัท A ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัท B ในเครือ ยอดหนี้คงเหลือที่ A ค้ำประกัน ณ วันสิ้นงวดคือ 7,000,000 บาท

B ผิดนัดชำระ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

2,000,000 บาท และผู้สอบบัญชีของ B ระบุความไม่แน่นอนเรื่องการดำเนินงานต่อเนื่อง ธนาคารแจ้งให้ A เตรียมชำระแทน ฝ่ายบัญชีของ A ประเมินว่าเข้าเงื่อนไขค่อนข้างแน่

จึงต้องตั้งประมาณการหนี้สิน หากเครื่องจักรที่เป็นหลักประกันคาดว่าขายทอดตลาดได้

3,000,000 บาทก่อนธนาคารจะเรียกร้องส่วนที่เหลือจาก A ประมาณการหนี้สินที่บันทึกคือ 7,000,000 - 3,000,000 = 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างประกอบการอธิบายหลักการ

จำนวนจริงต้องอาศัยดุลยพินิจทางวิชาชีพและข้อมูลของแต่ละกิจการ

ส่วนสิทธิไล่เบี้ยคืนจาก B ยังไม่ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ เพราะยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับคืนแทบจะแน่นอน

ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ไม่ว่าผลประเมินจะเป็นประมาณการหนี้สินหรือหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ผู้ค้ำประกันต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างน้อยดังนี้

  • ลักษณะและเหตุผลของการค้ำประกัน ชื่อบริษัทในเครือและความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 24 เรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน (หรือข้อกำหนดเทียบเคียงสำหรับกิจการที่ใช้ TFRS for NPAEs)
  • วงเงินค้ำประกันสูงสุดและยอดหนี้คงเหลือที่ค้ำประกันอยู่ ณ วันสิ้นงวด
  • หลักประกันที่ธนาคารถืออยู่ (ถ้ามี) และมูลค่าโดยประมาณที่คาดว่าจะได้รับ
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจำนวนเงินและระยะเวลาที่อาจต้องจ่าย
  • หากมีการตั้งประมาณการหนี้สิน ต้องแสดงยอดยกมา รายการที่ตั้งเพิ่ม ที่ใช้ไปหรือกลับรายการ และยอดคงเหลือปลายงวด

ผลกระทบด้านภาษีที่เกี่ยวข้องและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

การค้ำประกันเงินกู้ระหว่างบริษัทในเครือยังเป็นธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ในขอบเขตหลักการราคาตลาด (Arm's Length Principle) ตามมาตรา 71 ทวิ และ 71 ตรี

แห่งประมวลรัษฎากร (มีผลบังคับใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1

มกราคม 2562 เป็นต้นมา) หากบริษัทมีรายได้เกิน 200 ล้านบาทในรอบบัญชี

ต้องพิจารณาว่าการค้ำประกันเข้าข่ายธุรกรรมที่ต้องเปิดเผยในแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) ซึ่งยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50

หรือไม่ และหากไม่คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันหรือคิดต่ำกว่าราคาตลาด กรมสรรพากรมีอำนาจปรับปรุงรายได้ของผู้ค้ำประกันได้ เกณฑ์รายได้และแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ

จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือเว็บไซต์กรมสรรพากรเพื่อยืนยันหลักเกณฑ์ล่าสุดก่อนดำเนินการ

อีกประเด็นที่พบบ่อยคือ เมื่อผู้ค้ำประกันจ่ายเงินแทนจริงและบันทึกเป็นลูกหนี้จากการไล่เบี้ยคืน หากภายหลังเรียกเก็บไม่ได้

การตัดเป็นหนี้สูญเพื่อใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์มาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง

ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) อย่างครบถ้วน เช่น การติดตามทวงถามตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ตัดจำหน่ายได้ทันทีตามดุลยพินิจของกิจการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME ได้แก่ การไม่ประเมินสถานะการค้ำประกันใหม่ทุกสิ้นงวดจนพลาดจังหวะที่ต้องตั้งประมาณการหนี้สิน

การไม่เปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุเพราะเข้าใจผิดว่ายังไม่ต้องบันทึกอะไร

และการบันทึกสิทธิไล่เบี้ยคืนเป็นสินทรัพย์เต็มจำนวนทั้งที่บริษัทในเครือไม่มีความสามารถชำระคืน ทำให้งบการเงินแสดงสินทรัพย์สูงเกินจริง

ผู้ประกอบการควรจัดทำทะเบียนภาระค้ำประกันของกลุ่มบริษัท ทบทวนฐานะการเงินของบริษัทในเครือให้ทุกสิ้นงวด

และปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อประเมินร่วมกันว่าควรตั้งประมาณการหนี้สินหรือเปิดเผยเป็นหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เนื้อหาในบทความนี้เป็นการให้ความรู้ทั่วไป

มิใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค้ำประกันเงินกู้บริษัทในเครือ บันทึกบัญชีอย่างไรตาม TAS 37 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค้ำประกันเงินกู้บริษัทในเครือต้องบันทึกเป็นหนี้สินทันทีที่เซ็นสัญญาหรือไม่

โดยหลักการทั่วไปยังไม่ต้องบันทึกเป็นหนี้สินทันที เพราะการค้ำประกันเริ่มต้นจากสถานะหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น (Contingent Liability) ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 37

(สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หรือ TFRS for NPAEs บทที่ 16 (สำหรับ SME

ทั่วไป) ซึ่งเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินเท่านั้น จะต้องเปลี่ยนมาบันทึกเป็นประมาณการหนี้สิน (Provision) ก็ต่อเมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ (More Likely Than Not)

ว่าผู้ค้ำประกันจะต้องจ่ายแทน และประมาณจำนวนเงินได้อย่างน่าเชื่อถือ

สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งชี้ว่าต้องเปลี่ยนจากการเปิดเผยมาเป็นการตั้งประมาณการหนี้สิน

สัญญาณสำคัญ ได้แก่ บริษัทในเครือผิดนัดชำระค่างวดต่อเนื่อง ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือขาดสภาพคล่องชัดเจน รายงานผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตเรื่องการดำเนินงานต่อเนื่อง (Going Concern)

หรือธนาคารเริ่มดำเนินการเรียกร้องมายังผู้ค้ำประกันโดยตรง

หากพบสัญญาณเหล่านี้ ต้องประเมินความน่าจะเป็นใหม่ทุกสิ้นงวดบัญชี

ประมาณการหนี้สินจากการค้ำประกันคำนวณอย่างไร

คำนวณจากประมาณการที่ดีที่สุดของจำนวนเงินที่คาดว่าผู้ค้ำประกันจะต้องจ่ายจริง โดยพิจารณามูลค่าที่คาดว่าธนาคารจะได้รับคืนจากหลักประกันที่ถืออยู่ก่อนประกอบการประมาณการ

ส่วนสิทธิไล่เบี้ยคืนจากบริษัทในเครือหลังจ่ายแทนไปแล้ว

จะบันทึกเป็นสินทรัพย์แยกต่างหากได้เฉพาะเมื่อมั่นใจว่าจะได้รับคืนแทบจะแน่นอน (Virtually Certain) เท่านั้น ตัวเลขที่แน่นอนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณีและดุลยพินิจทางวิชาชีพ

ค้ำประกันเงินกู้บริษัทในเครือมีผลด้านภาษีอย่างไรบ้าง

เป็นธุรกรรมระหว่างกิจการที่เกี่ยวข้องกันซึ่งอยู่ในขอบเขตหลักการราคาตลาดตามมาตรา 71 ทวิ และ 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หากบริษัทมีรายได้เกิน 200 ล้านบาทต่อรอบบัญชี

ต้องพิจารณาการเปิดเผยในแบบรายงานประจำปีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) ที่ยื่นพร้อม ภ.ง.ด.50

และหากไม่คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันตามราคาตลาด กรมสรรพากรมีอำนาจปรับปรุงรายได้ได้

นอกจากนี้หากต้องจ่ายแทนและเรียกเก็บคืนไม่ได้ การตัดหนี้สูญต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน ทั้งนี้หลักเกณฑ์อาจมีการปรับปรุง

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

เมื่อจุดควบคุมภายในและขั้นตอนจัดเก็บเอกสารยังไม่ชัดเจน การปรึกษาทีมวางระบบบัญชีของ A Plus Me อาจช่วยให้ทำงานเป็นระบบและตรวจสอบได้มากขึ้น