ธุรกิจเช่าคายัค-เรือแคนูท่องเที่ยวมักมีรายได้ปนกันระหว่างค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าไกด์นำล่อง และค่ามัดจำอุปกรณ์ ซึ่งแต่ละส่วนมีจุดรับรู้ภาษีต่างกัน หากรายได้รวมเกิน 1.8

ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคลอาจต้องถูกหักภาษี ณ

ที่จ่ายด้วย

ธุรกิจให้เช่าคายัคและเรือแคนูสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นที่นิยมมากในแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ ทั้งทะเล แม่น้ำ และอ่างเก็บน้ำ รายได้ของธุรกิจนี้มักไม่ได้มาจากค่าเช่าอุปกรณ์อย่างเดียว

แต่ยังมีค่าไกด์นำล่อง ค่าแพ็กเกจทัวร์ครึ่งวัน-เต็มวัน

และเงินมัดจำอุปกรณ์ ซึ่งแต่ละส่วนมีลักษณะทางภาษีที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการที่เข้าใจโครงสร้างรายได้ตั้งแต่ต้นจะวางระบบบัญชีและภาษีได้ถูกต้อง

ไม่พลาดยื่นแบบและไม่เสียเบี้ยปรับภายหลัง

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างรายได้ของธุรกิจเช่าคายัค-เรือแคนู
  2. VAT สำหรับค่าเช่าคายัคและแพ็กเกจนำเที่ยว
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล
  4. การบันทึกเงินมัดจำและค่าเสียหายอุปกรณ์
  5. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การบริหารต้นทุนอุปกรณ์และค่าเสื่อมราคา
  8. การจ้างไกด์และพนักงานตามฤดูกาล
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างรายได้ของธุรกิจเช่าคายัค-เรือแคนู

รายได้หลักของธุรกิจนี้แบ่งได้เป็นสามส่วนใหญ่ คือ (1) ค่าเช่าอุปกรณ์ล้วน เช่น เช่าคายัคพร้อมเสื้อชูชีพและพายไปเล่นเอง ถือเป็นการให้บริการเช่าทรัพย์สิน (2)

ค่าแพ็กเกจนำเที่ยวที่รวมไกด์ อาหารว่าง และการรับส่ง ถือเป็นการให้บริการนำเที่ยว และ

(3) เงินมัดจำอุปกรณ์ที่เก็บไว้เผื่อความเสียหาย ซึ่งไม่ใช่รายได้ตราบใดที่ยังไม่มีการหักชดเชยความเสียหายจริง การแยกสามส่วนนี้ในใบเสร็จและระบบบัญชีตั้งแต่ต้นช่วยให้คำนวณ VAT

และหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้องกว่าการรวมยอดเป็นก้อนเดียว

VAT สำหรับค่าเช่าคายัคและแพ็กเกจนำเที่ยว

เมื่อรายได้รวมของกิจการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ทั้งค่าเช่าอุปกรณ์และค่าแพ็กเกจนำเที่ยวถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสีย VAT

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง) จุดรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงิน ดังนั้นหากลูกค้าจองล่วงหน้าและวางเงินมัดจำค่าทัวร์

ส่วนที่เป็นค่าบริการจริงจะต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อรับเงินนั้น

ส่วนเงินมัดจำอุปกรณ์เพื่อค้ำประกันความเสียหายไม่ถือเป็นค่าตอบแทนการให้บริการ จึงยังไม่ต้องนำมารวมคำนวณ VAT ตราบใดที่คืนเงินให้ลูกค้าครบเมื่อจบทริป

รายการลักษณะภาษีหมายเหตุ
ค่าเช่าคายัค/แคนูอย่างเดียวVAT (บริการเช่าทรัพย์สิน)จุดรับรู้เมื่อรับชำระเงิน
ค่าแพ็กเกจทัวร์พร้อมไกด์VAT (บริการนำเที่ยว)อาจถูกหัก ณ ที่จ่ายหากลูกค้าเป็นนิติบุคคล
เงินมัดจำอุปกรณ์ไม่ใช่รายได้ทันทีคืนเมื่ออุปกรณ์ไม่เสียหาย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล

กรณีที่ลูกค้าเป็นบริษัททัวร์ โรงแรม หรือองค์กรที่จัดกิจกรรม Team Building แล้วว่าจ้างให้บริการเช่าคายัคพร้อมไกด์เป็นแพ็กเกจ ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าบริการก่อนจ่ายเงิน

อัตราที่ถูกต้องขึ้นกับลักษณะสัญญาว่าเข้าข่ายเป็นค่าบริการทั่วไปหรือค่าเช่าทรัพย์สิน ซึ่งมีอัตราต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนทำสัญญาและวางบิล

เพื่อให้ระบุยอดหัก ณ ที่จ่ายในใบแจ้งหนี้ได้ถูกต้องตั้งแต่แรก

และเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษีปลายปี

การบันทึกเงินมัดจำและค่าเสียหายอุปกรณ์

ธุรกิจเช่าคายัคมักเก็บเงินมัดจำจากลูกค้าเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์ เช่น พายหัก เสื้อชูชีพหาย หรือเรือมีรอยรั่ว เงินมัดจำนี้ควรบันทึกเป็นรายการหนี้สิน (เงินมัดจำรับ)

ไม่ใช่รายได้ทันที เมื่อจบทริปแล้วไม่มีความเสียหาย

ต้องคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้ลูกค้าและตัดรายการหนี้สินนั้นออก แต่หากเกิดความเสียหายจริงและหักเงินมัดจำเพื่อชดเชย

ส่วนที่หักไว้จะกลายเป็นรายได้ค่าชดเชยความเสียหายที่ต้องนำมาบันทึกในรอบบัญชีนั้น

การมีใบตรวจสภาพอุปกรณ์ก่อน-หลังใช้งานที่ลูกค้าลงชื่อรับทราบจะช่วยให้การหักเงินมัดจำมีหลักฐานรองรับชัดเจน ลดข้อโต้แย้งกับลูกค้าและมีเอกสารพร้อมสำหรับการตรวจสอบบัญชี

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมติผู้ประกอบการรับจัดทัวร์พายคายัคครึ่งวันให้บริษัทแห่งหนึ่งจัดกิจกรรม Team Building จำนวน 20 คน ราคาแพ็กเกจคนละ 1,200 บาท รวม 24,000 บาท พร้อมเก็บเงินมัดจำอุปกรณ์คนละ 500

บาท รวม 10,000 บาท เมื่อจบกิจกรรมไม่มีความเสียหาย

ผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าแพ็กเกจ 24,000 บาท คิด VAT ตามอัตราปัจจุบัน (ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร) และบริษัทลูกค้าอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดค่าบริการตามอัตราที่กำหนด

ส่วนเงินมัดจำ 10,000

บาทต้องคืนเต็มจำนวนและไม่นำมารวมเป็นรายได้หรือคำนวณ VAT

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รวมเงินมัดจำอุปกรณ์เข้ากับรายได้ค่าเช่าตั้งแต่รับเงิน ทำให้คำนวณ VAT และภาษีเงินได้ผิดพลาด
  • ไม่ออกใบเสร็จให้ลูกค้ารายย่อยที่จ่ายเงินสด ทำให้รายได้จริงไม่ตรงกับที่บันทึกบัญชี
  • ไม่แยกค่าไกด์นำล่องออกจากค่าเช่าอุปกรณ์ในสัญญากับลูกค้านิติบุคคล ทำให้หัก ณ ที่จ่ายผิดฐาน
  • ไม่มีระบบบันทึกสภาพอุปกรณ์ก่อน-หลังใช้งาน ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเงินมัดจำกับลูกค้าบ่อยครั้ง
  • ไม่จดทะเบียน VAT ทั้งที่รายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว เพราะคิดว่าเป็นธุรกิจเช่าอุปกรณ์เล็กๆ

การบริหารต้นทุนอุปกรณ์และค่าเสื่อมราคา

คายัคและเรือแคนูเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานหลายปีแต่เสื่อมสภาพเร็วจากการใช้งานกลางแจ้งและน้ำเค็ม

ผู้ประกอบการควรบันทึกอุปกรณ์เหล่านี้เป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานจริง

ไม่ใช่นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ เพราะอาจถูกสรรพากรปรับปรุงกำไรสุทธิย้อนหลังหากตรวจพบว่าบันทึกไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ควรแยกบัญชีอุปกรณ์ตามชุด (คายัค เสื้อชูชีพ พาย)

เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจนับและประเมินมูลค่าคงเหลือเมื่อต้องทำบัญชีสิ้นปี

การจ้างไกด์และพนักงานตามฤดูกาล

ธุรกิจนี้มักมีลักษณะตามฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการนิยมจ้างไกด์หรือพนักงานเสริมเป็นรายวันหรือรายทริปแทนการจ้างประจำ

กรณีนี้ต้องพิจารณาว่าเงินได้ที่จ่ายให้ไกด์เข้าข่ายเงินได้ประเภทใดตามประมวลรัษฎากร และมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายในอัตราที่แตกต่างจากการจ้างพนักงานประจำ ผู้ประกอบการควรทำสัญญาจ้างงานหรือใบสั่งงานที่ระบุลักษณะการจ้างให้ชัดเจน และเก็บหลักฐานการจ่ายเงินพร้อมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการควรแยกรายการค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าไกด์ และเงินมัดจำในใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทีมบัญชีคำนวณ VAT และหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง

หากรับงานจากลูกค้านิติบุคคลบ่อยครั้งหรือรายได้ใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อวางระบบเอกสารและการจดทะเบียน VAT ให้ทันเวลา

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจเช่าคายัคต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมจากค่าเช่าอุปกรณ์และค่าแพ็กเกจนำเที่ยวเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

เงินมัดจำอุปกรณ์ที่เก็บจากลูกค้าต้องเสียภาษีไหม

เงินมัดจำที่เก็บไว้เผื่อความเสียหายไม่ถือเป็นรายได้ทันที ควรบันทึกเป็นหนี้สินและคืนให้ลูกค้าเมื่อไม่มีความเสียหาย

หากหักชดเชยความเสียหายจริงส่วนนั้นจึงกลายเป็นรายได้ที่ต้องบันทึกบัญชี

รับงานจากบริษัทจัด Team Building ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม

หากลูกค้าเป็นนิติบุคคล มักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการ อัตราที่แน่นอนขึ้นกับลักษณะสัญญา ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล

ค่าไกด์นำล่องกับค่าเช่าอุปกรณ์ต้องแยกในใบเสร็จหรือไม่

ควรแยกให้ชัดเจนเพราะมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการจัดประเภทรายได้ในบัญชี การรวมยอดเป็นก้อนเดียวอาจทำให้ลูกค้านิติบุคคลหักภาษีผิดฐาน

อุปกรณ์คายัคและเสื้อชูชีพควรบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานจริง ไม่ควรหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ เพราะอาจถูกปรับปรุงกำไรสุทธิย้อนหลังหากตรวจพบว่าไม่ถูกต้อง

จ้างไกด์ตามฤดูกาลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ต้องพิจารณาว่าเงินได้ที่จ่ายให้ไกด์เข้าข่ายเงินได้ประเภทใด และมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด ควรทำสัญญาจ้างงานที่ระบุลักษณะการจ้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

รับเงินสดจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง

ควรออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้งแม้เป็นรายย่อย และบันทึกรายได้ให้ตรงกับยอดเงินสดที่รับจริง เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างรายได้จริงกับบัญชี

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้