นักวาดภาพประกอบอิสระที่รับจ้างวาดภาพให้ลูกค้าโดยตรง กับนักวาดที่ขายสิทธิ์การใช้งานภาพ (ลิขสิทธิ์) ให้สำนักพิมพ์หรือแพลตฟอร์มสต็อกภาพ ต้องเข้าใจว่าเงินได้ทั้งสองแบบนี้จัดอยู่คนละมาตราภาษี มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน และกระทบยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงต่างกันมาก บทความนี้อธิบายให้เห็นภาพชัดตั้งแต่ต้นทาง
เงินได้ของนักวาดภาพประกอบอิสระ มีกี่แบบ
นักวาดภาพประกอบอิสระ (freelance illustrator) มักมีรายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน เช่น รับจ้างวาดภาพประกอบหนังสือหรือโฆษณาตามที่ลูกค้ากำหนด (custom illustration), ขายภาพวาดผ่านแพลตฟอร์มสต็อกภาพ, ขายสิทธิ์การใช้งานลายเส้นหรือคาแรกเตอร์ให้สำนักพิมพ์นำไปทำสินค้า และรับค่าลิขสิทธิ์ (royalty) จากยอดขายหนังสือที่ใช้ภาพประกอบ แต่ละแบบมีลักษณะทางภาษีไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกให้ออกว่ารายได้แต่ละก้อนคือ "ค่าจ้างทำงาน" หรือ "ค่าตอบแทนจากการให้ใช้สิทธิ" เพราะกระทบกับมาตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องใช้ยื่นแบบ
ค่าจ้างวาดภาพ (มาตรา 40(2) หรือ 40(6)) กับค่าลิขสิทธิ์ (มาตรา 40(3))
โดยหลักการทั่วไป เงินได้จากการรับจ้างวาดภาพให้ลูกค้าตามที่ตกลง (ลูกค้ากำหนดโจทย์ ขนาด สไตล์ และรับมอบงานเป็นชิ้น) มักถูกจัดเป็นเงินได้ประเภทรับจ้างทำงาน ส่วนเงินได้จากการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ในผลงาน เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ที่นำภาพไปพิมพ์ซ้ำ หรือค่าตอบแทนจากแพลตฟอร์มสต็อกภาพที่จ่ายตามยอดดาวน์โหลด มักเข้าข่ายเงินได้ประเภทค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ซึ่งมีอัตราหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างจากเงินได้ประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม การแบ่งประเภทที่แน่นอนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของสัญญาแต่ละฉบับ ผู้ประกอบอาชีพนี้จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรว่ารายได้แต่ละสัญญาควรจัดเป็นมาตราใด เพราะสิทธิหักค่าใช้จ่ายและวิธีคำนวณภาษีจะต่างกัน
| ลักษณะรายได้ | มาตรา (แนวทางทั่วไป) | ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| รับจ้างวาดภาพตามโจทย์ลูกค้า ส่งงานเป็นชิ้น | เงินได้จากการรับจ้างทำงาน | ควรตรวจสอบมาตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ |
| ขายสิทธิ์การใช้ลายเส้น/คาแรกเตอร์ให้ทำสินค้า | ค่าแห่งลิขสิทธิ์ | มักเข้าข่ายมาตรา 40(3) |
| ค่า royalty จากยอดขายหนังสือ/สินค้า | ค่าแห่งลิขสิทธิ์ | รับรู้ตามรอบที่มีสิทธิรับเงินจริง |
สิทธิหักค่าใช้จ่ายและการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นักวาดภาพประกอบอิสระที่มีเงินได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 สำหรับยื่นครึ่งปี) โดยมีสิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดในแต่ละมาตรา หรือหักตามจริงหากมีหลักฐานค่าใช้จ่ายครบถ้วน เช่น ค่าซอฟต์แวร์วาดภาพ (Photoshop, Procreate, Clip Studio Paint) ค่าอุปกรณ์ เช่น แท็บเล็ตวาดภาพ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้เอเจนต์หรือแพลตฟอร์ม เนื่องจากอัตราหักเหมาที่แน่นอนของแต่ละมาตราอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎหมาย จึงควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกหักแบบเหมาหรือหักตามจริง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อลูกค้าเป็นนิติบุคคล
เมื่อสำนักพิมพ์ บริษัทโฆษณา หรือลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างวาดภาพหรือค่าลิขสิทธิ์ให้นักวาดอิสระ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้นักวาดเก็บไว้เป็นหลักฐาน อัตราหัก ณ ที่จ่ายของค่าจ้างทำงานกับค่าลิขสิทธิ์อาจไม่เท่ากัน และขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเป็นการจ้างทำของหรือการอนุญาตใช้สิทธิ์ นักวาดจึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทุกครั้งที่เริ่มงานกับลูกค้ารายใหม่ และเก็บ 50 ทวิ ให้ครบทุกรายเพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมตินักวาด ก. มีรายได้ปีหนึ่งจาก 3 ช่องทาง คือ รับจ้างวาดปกหนังสือ 250,000 บาท ขายภาพผ่านแพลตฟอร์มสต็อกภาพต่างประเทศ 80,000 บาท และค่าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ที่นำคาแรกเตอร์ไปทำสินค้า 120,000 บาท นักวาด ก. ควรแยกบันทึกรายได้ทั้งสามก้อนตามแหล่งที่มาและมาตราภาษีที่เกี่ยวข้อง เก็บสัญญาหรือหลักฐานข้อตกลงแต่ละงานไว้ประกอบ และปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าควรยื่นแบบใดในแต่ละมาตรา รวมถึงตรวจสอบว่ารายได้รวมทั้งปีเข้าเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ หากรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รวมรายได้ทุกช่องทางเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกมาตรา ทำให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายผิดและยื่นภาษีเกินหรือขาด
- ลืมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากสำนักพิมพ์หรือเอเจนซี ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษีตอนสิ้นปี
- ไม่เก็บสัญญาหรือหลักฐานว่าเป็นการขายลิขสิทธิ์หรือรับจ้างทำงาน เมื่อถูกตรวจสอบภายหลังจึงพิสูจน์ไม่ได้
- ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปี ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
- ไม่แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับค่าใช้จ่ายทำงาน เช่น ค่าซอฟต์แวร์และอุปกรณ์วาดภาพ ทำให้หักค่าใช้จ่ายตามจริงไม่ได้เต็มสิทธิ์
รายได้จากต่างประเทศและแพลตฟอร์มออนไลน์
นักวาดภาพประกอบจำนวนมากมีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น สต็อกภาพ NFT marketplace หรือลูกค้าต่างชาติที่โอนเงินผ่านระบบรับเงินออนไลน์ (PayPal, Wise) รายได้เหล่านี้ยังคงต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยหากผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรเก็บหลักฐานการโอนเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ได้รับเงินไว้ประกอบการคำนวณ และตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่ารายได้จากต่างประเทศมีเงื่อนไขพิเศษใดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่
การวางแผนจดทะเบียนธุรกิจเมื่อรายได้เติบโต
เมื่อรายได้จากงานวาดภาพเติบโตจนเกินระดับหนึ่ง นักวาดหลายคนเริ่มพิจารณาว่าควรจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจัดตั้งเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) เพื่อบริหารภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนรายได้ ค่าใช้จ่ายจริงที่มี แผนขยายทีมงาน และการวางแผนภาษีระยะยาว จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีเพื่อประเมินว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคนมากที่สุด
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
นักวาดภาพประกอบอิสระควรเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรทุกงาน ระบุให้ชัดว่าเป็นการรับจ้างทำงานหรือการอนุญาตใช้สิทธิ์ลิขสิทธิ์ เก็บ 50 ทวิ และหลักฐานรายได้ทุกช่องทางอย่างเป็นระบบ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจสอบว่ายื่นแบบถูกมาตราและใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายเต็มที่หรือไม่
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง นักวาดภาพประกอบอิสระ ขายงานลิขสิทธิ์ต้องเสียภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าจ้างวาดภาพประกอบกับค่าลิขสิทธิ์ต่างกันอย่างไรทางภาษี
ค่าจ้างวาดภาพตามโจทย์ลูกค้ามักเข้าข่ายเงินได้จากการรับจ้างทำงาน ส่วนค่าตอบแทนจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในผลงาน เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ มักเข้าข่ายค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามมาตรา 40(3) ซึ่งมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเป็นรายกรณี
นักวาดอิสระต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง
โดยทั่วไปบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตราที่กฎหมายกำหนดต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 2 ครั้ง คือยื่นครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) และยื่นประจำปี (ภ.ง.ด.90) ควรตรวจสอบเงื่อนไขที่แน่นอนกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชี
รายได้จากแพลตฟอร์มสต็อกภาพต่างประเทศต้องเสียภาษีในไทยไหม
หากผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รายได้จากต่างประเทศยังคงต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ควรเก็บหลักฐานการรับเงินและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความถูกต้อง
เมื่อไรนักวาดภาพประกอบต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
เมื่อรายได้จากการให้บริการรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นักวาดจึงควรติดตามยอดรายได้สะสมทุกเดือน
ลืมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้า ควรทำอย่างไร
ควรติดต่อขอเอกสารย้อนหลังจากลูกค้าหรือสำนักพิมพ์ให้ครบทุกรายที่เคยหักภาษี เนื่องจากเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี หากไม่มีเอกสารอาจเสียสิทธิ์นำภาษีที่ถูกหักมาหักลบภาษีที่ต้องชำระ
ควรหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับว่านักวาดมีค่าใช้จ่ายจริงมากหรือน้อยกว่าอัตราเหมาที่กฎหมายกำหนด หากมีค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายอื่นสูง การหักตามจริงพร้อมหลักฐานอาจได้ประโยชน์มากกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบทั้งสองวิธี
ควรเริ่มจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อไร
เมื่อรายได้เติบโตจนบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีในอัตราสูง หรือมีแผนขยายทีมงานและลูกค้าองค์กร การจัดตั้งนิติบุคคลอาจช่วยบริหารภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ