PM ก่อสร้างอิสระที่รับงานคุมไซต์เป็นรายโครงการ ส่วนใหญ่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ประเภทรับจ้างทำงาน (มาตรา 40(2) หรือ 40(7) แล้วแต่ลักษณะสัญญา)

และถูกผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับเงิน หากมีรายได้เกิน 1.8

ล้านบาทต่อปียังต้องจด VAT เพิ่มด้วย บทความนี้อธิบายให้ชัดว่าควรวางตัวเป็นฟรีแลนซ์หรือจดทะเบียนนิติบุคคล และควรเก็บเอกสารอะไรบ้างเพื่อไม่ให้เสียภาษีเกินความจำเป็น

สารบัญบทความ
  1. PM อิสระมีเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมายภาษี
  2. ควรรับเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือค่าบริการเหมาโครงการ
  3. เกณฑ์จด VAT และผลกระทบต่อราคาค่าบริการ
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง: PM รับ 3 โครงการพร้อมกัน
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ PM ก่อสร้างอิสระ
  6. เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากฟรีแลนซ์เป็นจดทะเบียนบริษัท
  7. สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับ PM ก่อสร้างอิสระ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

ผู้จัดการโครงการก่อสร้าง (Project Manager หรือ PM) ที่ทำงานอิสระ ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของบริษัทรับเหมาใดบริษัทหนึ่ง แต่รับจ้างคุมงานเป็นรายโครงการให้เจ้าของโครงการ

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือบริษัทรับเหมาหลายราย

กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในวงการก่อสร้างไทย เพราะเจ้าของโครงการขนาดกลางมักไม่อยากจ้างพนักงานประจำ แต่ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาคุมงานเฉพาะช่วง ปัญหาที่ตามมาคือ PM

หลายคนไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องเสียภาษีแบบไหน ต้องจด VAT หรือไม่

และควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อไหร่

PM อิสระมีเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมายภาษี

จุดเริ่มต้นของการวางแผนภาษีคือต้องรู้ก่อนว่าเงินที่ได้รับจัดเป็นเงินได้ประเภทใดตามประมวลรัษฎากร เพราะแต่ละประเภทมีวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน

  • เงินได้ตามมาตรา 40(2) (รับจ้างทำงานให้): กรณีที่ PM ทำงานลักษณะคล้ายพนักงาน คือรับคำสั่งจากผู้ว่าจ้างโดยตรง ทำงานประจำที่ไซต์ตามเวลาที่กำหนด แม้ไม่มีสัญญาจ้างแรงงานอย่างเป็นทางการ กรมสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ประเภทนี้
  • เงินได้ตามมาตรา 40(7) หรือ 40(8) (รับเหมาหรือประกอบธุรกิจอิสระ): กรณีที่ PM รับงานในลักษณะเป็นผู้รับจ้างอิสระ มีทีมงานของตัวเอง กำหนดวิธีทำงานเอง และรับผิดชอบผลงานทั้งโครงการ มักถูกจัดเป็นเงินได้จากการรับเหมาที่ต้องรวมทั้งค่าแรงและค่าของ หรือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ/ธุรกิจส่วนตัวที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงได้

ในทางปฏิบัติ ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่มักหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราสำหรับ "ค่าจ้างทำของ" หรือ "ค่าบริการ"

ซึ่งอัตราที่แน่นอนขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและว่าผู้จ่ายเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จึงควรตรวจสอบอัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงราคา เพื่อไม่ให้ประเมินกระแสเงินสดผิดพลาด

ควรรับเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือค่าบริการเหมาโครงการ

รูปแบบการรับเงินมีผลต่อภาระภาษีและความยุ่งยากในการจัดการเอกสารอย่างมาก PM อิสระมักเจอ 2 รูปแบบสัญญาหลัก

1. ค่าจ้างรายเดือนคงที่ (Monthly Retainer)

เหมาะกับโครงการระยะยาวที่ต้องอยู่หน้างานต่อเนื่อง ข้อดีคือกระแสเงินสดสม่ำเสมอ คำนวณภาษีง่าย แต่ข้อเสียคือหากผู้ว่าจ้างมองว่าเป็นลักษณะคล้ายลูกจ้าง อาจถูกตีความเป็นเงินได้มาตรา

40(1) หรือ 40(2)

ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้จำกัดกว่าเงินได้ประเภทธุรกิจ

2. ค่าบริการเหมาต่อโครงการ (Project-based Fee)

เหมาะกับ PM ที่รับงานหลายโครงการพร้อมกันและมีทีมงานผู้ช่วยของตัวเอง สามารถออกใบเสนอราคาและใบแจ้งหนี้เป็นก้อนตามงวดงาน

ทำให้จัดเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้กว้างกว่า เช่น ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ตรวจงาน

ค่าจ้างผู้ช่วยคุมงาน แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายครบถ้วนเพื่อพิสูจน์ได้จริง

เอกสารที่ PM อิสระควรเก็บทุกโครงการ

สัญญาว่าจ้างหรือใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงานชัดเจน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกงวดที่รับเงิน ใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับงาน เช่น ค่าน้ำมัน ค่าที่พักหน้างาน

ค่าอุปกรณ์ความปลอดภัย และบันทึกวันเข้าไซต์งานแต่ละโครงการ

เกณฑ์จด VAT และผลกระทบต่อราคาค่าบริการ

เมื่อรายได้จากการรับจ้างคุมงานรวมทุกโครงการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์และอัตรา VAT ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ) PM

อิสระมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ว่าจ้างเพิ่มเติมจากค่าบริการ

พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

หลายคนกังวลว่าการจด VAT จะทำให้ราคาค่าบริการดูแพงขึ้นจนแข่งขันยาก แต่ในความเป็นจริงผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลส่วนใหญ่สามารถนำ VAT ที่จ่ายไปเครดิตคืนได้

จึงไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของผู้ว่าจ้าง สิ่งที่ควรระวังคือถ้าไม่จด VAT

ทั้งที่รายได้เกินเกณฑ์ จะมีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: PM รับ 3 โครงการพร้อมกัน

สมมติคุณเอ็มเป็น PM อิสระ รับคุมงาน 3 โครงการพร้อมกันในปีเดียว โครงการ A ค่าเหมาคุมงาน 600,000 บาท โครงการ B 500,000 บาท และโครงการ C 900,000 บาท รวมรายได้ทั้งปี 2,000,000 บาท

ซึ่งเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ทำให้คุณเอ็มต้องจดทะเบียน VAT

ทันทีที่รายได้ถึงเกณฑ์ในระหว่างปี ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี และต้องเริ่มเรียกเก็บ VAT จากใบแจ้งหนี้งวดถัดไป

พร้อมทั้งพิจารณาว่ารายได้ระดับนี้เหมาะจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อวางแผนภาษีเงินได้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ PM ก่อสร้างอิสระ

  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างแต่ละราย ทำให้ตอนยื่นภาษีปลายปีขาดเครดิตภาษีที่ควรได้คืน
  • รับเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีสัญญาหรือใบแจ้งหนี้รองรับ เสี่ยงถูกตรวจสอบว่าเป็นรายได้ที่ไม่ได้แจ้ง
  • รายได้เกินเกณฑ์ VAT แล้วแต่ยังไม่จดทะเบียน เพราะเข้าใจผิดว่าต้องรอสิ้นปีก่อน
  • ปนค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับค่าใช้จ่ายโครงการจนพิสูจน์เป็นรายจ่ายทางภาษีไม่ได้
  • ไม่วางแผนว่าเมื่อรายได้โตขึ้นควรเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลเพื่อลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้า

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากฟรีแลนซ์เป็นจดทะเบียนบริษัท

PM อิสระที่รายได้ยังไม่สูงมาก การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอาจยังคุ้มค่ากว่า แต่เมื่อรายได้เติบโตจนอยู่ในช่วงอัตราภาษีก้าวหน้าสูง

การจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและใช้สิทธิ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (กำไรส่วนแรกได้รับยกเว้น

ส่วนถัดไปเสียในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา สำหรับกิจการที่ทุนจดทะเบียนชำระแล้วและรายได้เข้าเงื่อนไข SME) อาจช่วยลดภาระภาษีโดยรวมได้

นอกจากนี้การมีบริษัทยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่เจ้าของโครงการต้องการทำสัญญากับนิติบุคคลเท่านั้น

อย่างไรก็ตามควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบก่อนตัดสินใจ

เพราะการเปิดบริษัทมีต้นทุนด้านบัญชีและการยื่นงบการเงินเพิ่มเติมด้วย

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับ PM ก่อสร้างอิสระ

PM ก่อสร้างอิสระควรเริ่มจากจัดประเภทเงินได้ให้ชัดเจนตามลักษณะงานจริง เก็บเอกสารสัญญาและหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกโครงการ ติดตามรายได้สะสมเทียบกับเกณฑ์ VAT ตลอดปี

และวางแผนล่วงหน้าว่าจะจดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อรายได้ถึงระดับใด

การมีระบบเอกสารที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ยื่นภาษีปลายปีได้ถูกต้องและลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
PM อิสระมีเงินได้ประเภทไหนตามกฎหมายภาษีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ควรรับเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือค่าบริการเหมาโครงการตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เกณฑ์จด VAT และผลกระทบต่อราคาค่าบริการตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

PM ก่อสร้างอิสระต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

โดยหลักต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากค่าคุมงานที่ได้รับ ซึ่งจะถูกผู้ว่าจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับเงิน และหากรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8

ล้านบาทยังต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนเพิ่มเติมด้วย

รับค่าคุมงานเป็นเงินสดโดยไม่มีสัญญาได้หรือไม่?

ไม่ควรทำ เพราะหากไม่มีสัญญาหรือใบแจ้งหนี้รองรับ จะพิสูจน์แหล่งที่มาของรายได้ยาก

และหากถูกกรมสรรพากรตรวจสอบภายหลังอาจถูกประเมินว่าเป็นรายได้ที่ไม่ได้แจ้งซึ่งมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามกฎหมาย

ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อไหร่?

ควรพิจารณาเมื่อรายได้เติบโตจนอยู่ในช่วงอัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่สูง หรือเมื่อเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ต้องการทำสัญญากับนิติบุคคลเท่านั้น

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองรูปแบบก่อนตัดสินใจ

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ PM อิสระสามารถนำมาหักลดหย่อนได้?

หากจัดเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจหรือรับเหมา สามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานได้ เช่น ค่าเดินทางไปไซต์งาน ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์ตรวจงาน และค่าจ้างผู้ช่วยคุมงาน

โดยต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์ได้จริงเก็บไว้ครบถ้วน

ถ้ารับงานหลายโครงการพร้อมกันในปีเดียว ต้องคำนวณ VAT อย่างไร?

ต้องรวมรายได้จากทุกโครงการที่ทำในปีเดียวกันเข้าด้วยกัน หากยอดรวมเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องจดทะเบียน VAT ทันทีที่ถึงเกณฑ์ระหว่างปี ไม่ต้องรอสิ้นปี และต้องเริ่มเรียกเก็บ VAT

จากใบแจ้งหนี้งวดถัดไปเป็นต้นไป

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายสำคัญอย่างไร?

เป็นเอกสารที่ผู้ว่าจ้างออกให้ทุกครั้งที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่จ่ายให้ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีคืนตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปี

หากไม่เก็บไว้ครบจะเสียสิทธิ์ในการนำภาษีที่ถูกหักไปแล้วมาหักลบยอดภาษีที่ต้องชำระ

งานลักษณะคล้ายลูกจ้างกับงานรับเหมาต่างกันอย่างไรในมุมภาษี?

งานลักษณะคล้ายลูกจ้างมักถูกจัดเป็นเงินได้ที่หักค่าใช้จ่ายได้จำกัด

ส่วนงานรับเหมาที่มีทีมงานและรับผิดชอบผลงานทั้งโครงการเองมักจัดเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้กว้างกว่า

ควรตรวจสอบลักษณะสัญญาจริงกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดประเภทให้ถูกต้อง

หากต้องการดูแลบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ลองศึกษาบริการบัญชี ภาษี และวางระบบการเงินสำหรับ SME ของ A Plus Me เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนงาน