นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ที่รับงานออกแบบโลโก้ แบรนด์ดิ้ง หรือสื่อสิ่งพิมพ์ มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน

ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอาจถูกลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ

ที่จ่ายทุกครั้งที่ส่งงาน การเข้าใจประเภทเงินได้และเอกสารที่ต้องเก็บตั้งแต่ต้นจะช่วยให้วางแผนภาษีได้แม่นยำและไม่โดนประเมินย้อนหลัง

สารบัญบทความ
  1. รายได้ค่าออกแบบจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
  3. การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
  4. การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  5. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การรับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และลูกค้าต่างประเทศ
  8. การจัดการเอกสารสัญญาลิขสิทธิ์งานออกแบบ
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รายได้ค่าออกแบบจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

นักออกแบบกราฟิกที่รับงานอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ แบรนด์ดิ้ง แพ็กเกจจิ้ง หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ส่วนใหญ่มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) (รับจ้างทำงานให้)

หรือมาตรา 40(8) (วิชาชีพอิสระ/รับจ้างทำของ)

ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ว่าจ้าง หากทำงานให้ลูกค้าหลายรายแบบเป็นโครงการต่อโครงการ มักเข้าข่าย 40(8)

แต่หากมีลักษณะรับคำสั่งงานประจำต่อเนื่องจากลูกค้ารายเดียวคล้ายพนักงาน อาจถูกตีความเป็น 40(2) แทน

การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่ายและการยื่นแบบภาษี จึงควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล

เมื่อรับงานออกแบบจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายค่าออกแบบ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ทุกครั้ง

อัตราหัก ณ

ที่จ่ายของงานออกแบบกราฟิกขึ้นอยู่กับลักษณะงานว่าเป็นการรับจ้างทำของหรือบริการวิชาชีพ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละกรณี

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงราคา

เพื่อให้คำนวณเงินสุทธิที่จะได้รับจริงถูกต้องและไม่เกิดปัญหาภายหลัง

เอกสารที่ควรขอจากลูกค้าทุกโครงการ

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ใบเสนอราคา/สัญญาว่าจ้างที่ระบุขอบเขตงานและค่าตอบแทน และหลักฐานการโอนเงิน

เพื่อเก็บรวบรวมไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและอ้างอิงหากเกิดข้อพิพาทเรื่องขอบเขตงาน

การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์

เมื่อนักออกแบบกราฟิกมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเรียกเก็บ VAT 7%

จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

นักออกแบบที่รับงานแบรนด์ดิ้งขนาดใหญ่หรือมีลูกค้าองค์กรหลายราย ควรประเมินรายได้ล่วงหน้าทุกไตรมาส เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อใกล้ถึงเกณฑ์

รายการลักษณะภาษีหมายเหตุ
ค่าออกแบบโลโก้/แบรนด์ดิ้งรายโครงการPIT + หัก ณ ที่จ่ายตรวจสอบอัตรากับผู้เชี่ยวชาญ
รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีต้องจด VAT 7%ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
ค่าลิขสิทธิ์งานออกแบบ (ถ้ามี)อาจเข้าข่ายมาตรา 40(3)แยกบันทึกต่างหาก

การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน เช่น ค่าซอฟต์แวร์ออกแบบรายเดือน (Adobe,

Figma) ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตวาดภาพ

ค่าฟอนต์และสต็อกภาพลิขสิทธิ์ รวมถึงค่าจ้างทีมงานเสริมหากมี

ทั้งนี้อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี

และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีหากเงินได้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมตินักออกแบบกราฟิกรับงานออกแบบแบรนด์ดิ้งครบชุด (โลโก้ นามบัตร แพ็กเกจจิ้ง) ให้บริษัทลูกค้ารายหนึ่ง มูลค่างาน 80,000 บาท บริษัทลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลจะหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดก่อนโอนเงิน และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้

นักออกแบบต้องเก็บเอกสารนี้ไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษี และหากมีลูกค้าหลายรายตลอดปีจนรายได้รวมใกล้ 1.8 ล้านบาท ควรเริ่มวางแผนจดทะเบียน VAT ล่วงหน้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าแต่ละโครงการ ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปี
  • ไม่แยกรายได้ค่าออกแบบกับรายได้ค่าลิขสิทธิ์หรือรายได้จากการขายสต็อกภาพ ทำให้คำนวณภาษีผิดประเภท
  • ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปี ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
  • ทำสัญญาว่าจ้างไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงานและจำนวนรอบแก้ไข ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องค่าตอบแทนเพิ่มเติม
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา

การรับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และลูกค้าต่างประเทศ

นักออกแบบกราฟิกจำนวนมากรับงานผ่านแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศ เช่น Upwork หรือ Fiverr

ซึ่งรายได้ที่ได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศยังคงต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยตามปกติ โดยแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ

วันที่ได้รับเงิน กรณีนี้มักไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างต่างประเทศ นักออกแบบจึงต้องบันทึกรายได้เองให้ครบถ้วนและเตรียมเงินสำรองไว้จ่ายภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

การจัดการเอกสารสัญญาลิขสิทธิ์งานออกแบบ

งานออกแบบโลโก้และแบรนด์ดิ้งมักเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์ในผลงาน (Copyright Transfer) ให้ลูกค้า

ผู้ออกแบบควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเป็นการขายขาดลิขสิทธิ์หรือให้สิทธิ์ใช้งานแบบมีเงื่อนไข เพราะมีผลต่อการวางแผนรายได้ในอนาคต

หากมีการอนุญาตให้ใช้งานต่อเนื่องพร้อมค่าตอบแทนรายปี (Royalty) ควรแยกบันทึกเป็นรายได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์ต่างหากจากค่าออกแบบครั้งแรก เนื่องจากมีวิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ควรทำสัญญาว่าจ้างที่ระบุขอบเขตงาน ราคา และเงื่อนไขลิขสิทธิ์ให้ชัดเจนทุกโครงการ พร้อมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกรายอย่างเป็นระบบ

หากรายได้เริ่มสูงขึ้นจนใกล้เกณฑ์ VAT

หรือมีความซับซ้อนเรื่องรายได้หลายประเภท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนโครงสร้างรายได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าออกแบบโลโก้จัดเป็นเงินได้ประเภทใด

โดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หากรับงานแบบโครงการต่อโครงการจากลูกค้าหลายราย หรือมาตรา 40(2) หากมีลักษณะรับคำสั่งงานประจำจากลูกค้ารายเดียว

ควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

รับงานออกแบบจากลูกค้าบุคคลธรรมดา ต้องเสียภาษีไหม

ต้องเสีย รายได้ทุกประเภทไม่ว่าจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องนำมารวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีตามกฎหมาย

นักออกแบบกราฟิกต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลา

รับงานผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทยไหม

ต้องเสีย รายได้จากต่างประเทศต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยตามปกติ โดยแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ได้รับเงิน แม้จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ตาม

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริงดีกว่ากัน

ขึ้นอยู่กับต้นทุนจริงของแต่ละคน หากมีค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ และค่าจ้างทีมงานสูง การหักตามจริงอาจได้ประโยชน์มากกว่า แต่ต้องมีหลักฐานครบถ้วน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบทั้งสองวิธี

ค่าลิขสิทธิ์งานออกแบบต่างจากค่าออกแบบครั้งแรกอย่างไร

ค่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับต่อเนื่องจากการอนุญาตให้ใช้งานมักจัดอยู่ในเงินได้ประเภทอื่น เช่น มาตรา 40(3) ซึ่งมีวิธีคำนวณต่างจากค่าออกแบบครั้งแรก ควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในสัญญา

ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างจากลูกค้าแต่ละโครงการ

ควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย สัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงาน และหลักฐานการโอนเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและอ้างอิงหากเกิดข้อพิพาท

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้