นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ที่รับงานออกแบบโลโก้ แบรนด์ดิ้ง หรือสื่อสิ่งพิมพ์ มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอาจถูกลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ
ที่จ่ายทุกครั้งที่ส่งงาน การเข้าใจประเภทเงินได้และเอกสารที่ต้องเก็บตั้งแต่ต้นจะช่วยให้วางแผนภาษีได้แม่นยำและไม่โดนประเมินย้อนหลัง
สารบัญบทความ
- รายได้ค่าออกแบบจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
- การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
- การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- การรับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และลูกค้าต่างประเทศ
- การจัดการเอกสารสัญญาลิขสิทธิ์งานออกแบบ
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
รายได้ค่าออกแบบจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
นักออกแบบกราฟิกที่รับงานอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโลโก้ แบรนด์ดิ้ง แพ็กเกจจิ้ง หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ส่วนใหญ่มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) (รับจ้างทำงานให้)
หรือมาตรา 40(8) (วิชาชีพอิสระ/รับจ้างทำของ)
ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์กับผู้ว่าจ้าง หากทำงานให้ลูกค้าหลายรายแบบเป็นโครงการต่อโครงการ มักเข้าข่าย 40(8)
แต่หากมีลักษณะรับคำสั่งงานประจำต่อเนื่องจากลูกค้ารายเดียวคล้ายพนักงาน อาจถูกตีความเป็น 40(2) แทน
การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่ายและการยื่นแบบภาษี จึงควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
เมื่อรับงานออกแบบจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายค่าออกแบบ และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ทุกครั้ง
อัตราหัก ณ
ที่จ่ายของงานออกแบบกราฟิกขึ้นอยู่กับลักษณะงานว่าเป็นการรับจ้างทำของหรือบริการวิชาชีพ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละกรณี
จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงราคา
เพื่อให้คำนวณเงินสุทธิที่จะได้รับจริงถูกต้องและไม่เกิดปัญหาภายหลัง
เอกสารที่ควรขอจากลูกค้าทุกโครงการ
หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ใบเสนอราคา/สัญญาว่าจ้างที่ระบุขอบเขตงานและค่าตอบแทน และหลักฐานการโอนเงิน
เพื่อเก็บรวบรวมไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและอ้างอิงหากเกิดข้อพิพาทเรื่องขอบเขตงาน
การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
เมื่อนักออกแบบกราฟิกมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเรียกเก็บ VAT 7%
จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)
นักออกแบบที่รับงานแบรนด์ดิ้งขนาดใหญ่หรือมีลูกค้าองค์กรหลายราย ควรประเมินรายได้ล่วงหน้าทุกไตรมาส เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อใกล้ถึงเกณฑ์
| รายการ | ลักษณะภาษี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ค่าออกแบบโลโก้/แบรนด์ดิ้งรายโครงการ | PIT + หัก ณ ที่จ่าย | ตรวจสอบอัตรากับผู้เชี่ยวชาญ |
| รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี | ต้องจด VAT 7% | ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน |
| ค่าลิขสิทธิ์งานออกแบบ (ถ้ามี) | อาจเข้าข่ายมาตรา 40(3) | แยกบันทึกต่างหาก |
การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน เช่น ค่าซอฟต์แวร์ออกแบบรายเดือน (Adobe,
Figma) ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตวาดภาพ
ค่าฟอนต์และสต็อกภาพลิขสิทธิ์ รวมถึงค่าจ้างทีมงานเสริมหากมี
ทั้งนี้อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี
และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีหากเงินได้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
สมมตินักออกแบบกราฟิกรับงานออกแบบแบรนด์ดิ้งครบชุด (โลโก้ นามบัตร แพ็กเกจจิ้ง) ให้บริษัทลูกค้ารายหนึ่ง มูลค่างาน 80,000 บาท บริษัทลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลจะหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดก่อนโอนเงิน และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้
นักออกแบบต้องเก็บเอกสารนี้ไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษี และหากมีลูกค้าหลายรายตลอดปีจนรายได้รวมใกล้ 1.8 ล้านบาท ควรเริ่มวางแผนจดทะเบียน VAT ล่วงหน้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าแต่ละโครงการ ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปี
- ไม่แยกรายได้ค่าออกแบบกับรายได้ค่าลิขสิทธิ์หรือรายได้จากการขายสต็อกภาพ ทำให้คำนวณภาษีผิดประเภท
- ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปี ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
- ทำสัญญาว่าจ้างไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงานและจำนวนรอบแก้ไข ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องค่าตอบแทนเพิ่มเติม
- ไม่เก็บใบเสร็จค่าซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา
การรับงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และลูกค้าต่างประเทศ
นักออกแบบกราฟิกจำนวนมากรับงานผ่านแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ต่างประเทศ เช่น Upwork หรือ Fiverr
ซึ่งรายได้ที่ได้รับเป็นเงินตราต่างประเทศยังคงต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยตามปกติ โดยแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ
วันที่ได้รับเงิน กรณีนี้มักไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างต่างประเทศ นักออกแบบจึงต้องบันทึกรายได้เองให้ครบถ้วนและเตรียมเงินสำรองไว้จ่ายภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
การจัดการเอกสารสัญญาลิขสิทธิ์งานออกแบบ
งานออกแบบโลโก้และแบรนด์ดิ้งมักเกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์ในผลงาน (Copyright Transfer) ให้ลูกค้า
ผู้ออกแบบควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเป็นการขายขาดลิขสิทธิ์หรือให้สิทธิ์ใช้งานแบบมีเงื่อนไข เพราะมีผลต่อการวางแผนรายได้ในอนาคต
หากมีการอนุญาตให้ใช้งานต่อเนื่องพร้อมค่าตอบแทนรายปี (Royalty) ควรแยกบันทึกเป็นรายได้ประเภทค่าลิขสิทธิ์ต่างหากจากค่าออกแบบครั้งแรก เนื่องจากมีวิธีคำนวณภาษีที่แตกต่างกัน
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
นักออกแบบกราฟิกฟรีแลนซ์ควรทำสัญญาว่าจ้างที่ระบุขอบเขตงาน ราคา และเงื่อนไขลิขสิทธิ์ให้ชัดเจนทุกโครงการ พร้อมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกรายอย่างเป็นระบบ
หากรายได้เริ่มสูงขึ้นจนใกล้เกณฑ์ VAT
หรือมีความซับซ้อนเรื่องรายได้หลายประเภท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนโครงสร้างรายได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าออกแบบโลโก้จัดเป็นเงินได้ประเภทใด
โดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หากรับงานแบบโครงการต่อโครงการจากลูกค้าหลายราย หรือมาตรา 40(2) หากมีลักษณะรับคำสั่งงานประจำจากลูกค้ารายเดียว
ควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
รับงานออกแบบจากลูกค้าบุคคลธรรมดา ต้องเสียภาษีไหม
ต้องเสีย รายได้ทุกประเภทไม่ว่าจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ต้องนำมารวมคำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีตามกฎหมาย
นักออกแบบกราฟิกต้องจด VAT เมื่อไร
เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลา
รับงานผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทยไหม
ต้องเสีย รายได้จากต่างประเทศต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทยตามปกติ โดยแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ได้รับเงิน แม้จะไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายก็ตาม
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริงดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับต้นทุนจริงของแต่ละคน หากมีค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ และค่าจ้างทีมงานสูง การหักตามจริงอาจได้ประโยชน์มากกว่า แต่ต้องมีหลักฐานครบถ้วน
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบทั้งสองวิธี
ค่าลิขสิทธิ์งานออกแบบต่างจากค่าออกแบบครั้งแรกอย่างไร
ค่าลิขสิทธิ์ที่ได้รับต่อเนื่องจากการอนุญาตให้ใช้งานมักจัดอยู่ในเงินได้ประเภทอื่น เช่น มาตรา 40(3) ซึ่งมีวิธีคำนวณต่างจากค่าออกแบบครั้งแรก ควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในสัญญา
ควรเก็บเอกสารอะไรบ้างจากลูกค้าแต่ละโครงการ
ควรเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย สัญญาหรือใบเสนอราคาที่ระบุขอบเขตงาน และหลักฐานการโอนเงิน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและอ้างอิงหากเกิดข้อพิพาท
การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me
เพิ่มเติมได้