กระแส Digital Nomad หรือนักธุรกิจดิจิทัลที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หลายคนเลือกตั้งบริษัทในไทยเพื่อรองรับรายได้จากลูกค้าต่างประเทศ
โดยคาดว่าจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีความน่าเชื่อถือทางธุรกิจมากขึ้น
แต่โครงสร้างนี้มีกับดักภาษีที่ต้องระวังหลายประการ
สารบัญบทความ
- โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศ
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศ
- VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทย
- Permanent Establishment (PE): กับดักภาษีที่ต่างประเทศ
- ภาษีเงินปันผล: ระวังภาษีซ้ำซ้อน
- เงินเดือนกรรมการ: วิธีที่ดีกว่าในบางกรณี
- การจัดการเอกสารและบัญชีสำหรับ Digital Nomad
- ข้อสรุปและคำแนะนำ
- ตารางนำบทความไปใช้
- แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศ
Digital Nomad ที่ตั้งบริษัทไทยมักมีโครงสร้างดังนี้ คือ จดทะเบียนบริษัทจำกัดในไทย เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทย และรับโอนเงินค่าบริการจากลูกค้าต่างประเทศเข้าบัญชีบริษัทนั้น
จากนั้นจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะกรรมการหรือพนักงาน
หรือรับเงินปันผลออกมาในภายหลัง
โครงสร้างนี้ดูเรียบง่าย แต่มีประเด็นภาษีซ่อนอยู่หลายชั้น ทั้งในระดับบริษัท (ภาษีเงินได้นิติบุคคล, VAT) และในระดับบุคคล (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือนและเงินปันผล)
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศ
บริษัทจำกัดที่จดทะเบียนในไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและจากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทย โดยหลักการ
ถ้าบริษัทไทยให้บริการจากไทยและรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศ รายได้ทั้งหมดต้องนำมาคำนวณ CIT
อัตรา CIT สำหรับ SME ในปัจจุบัน
- กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท: อัตรา 0%
- กำไรสุทธิ 300,001 ถึง 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%
เงื่อนไขที่จะได้อัตรา SME คือบริษัทต้องมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี
VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทย
นี่คือประเด็นที่ Digital Nomad มักสับสนมากที่สุด สรุปหลักการสำคัญดังนี้
- ถ้าบริษัทไทยยังไม่จดทะเบียน VAT — ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ทันที ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากลูกค้าในไทยหรือต่างประเทศ
- บริการที่ให้จากไทยแก่ลูกค้าต่างประเทศที่ใช้บริการนอกไทย — อาจเข้าเงื่อนไข VAT อัตรา 0% (Zero-rated) ซึ่งทำให้ไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้า แต่ยังมีสิทธิขอคืน VAT ซื้อได้
- บริการที่ใช้ประโยชน์ในไทย — ต้องคิด VAT 7% ตามปกติ แม้ลูกค้าจะอยู่ต่างประเทศ
การแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนว่าอะไรเข้าข่าย Zero-rated และอะไรต้อง VAT 7% เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
Permanent Establishment (PE): กับดักภาษีที่ต่างประเทศ
ปัญหาที่หลาย Digital Nomad มองข้ามคือ หากคุณในฐานะกรรมการหรือตัวแทนบริษัทไทยไปทำงานในต่างประเทศเป็นเวลานาน หรือมีสำนักงานชั่วคราวในต่างประเทศ อาจก่อให้เกิด Permanent
Establishment (PE) ของบริษัทไทยในประเทศนั้น
ผลของการเป็น PE คือบริษัทไทยอาจต้องลงทะเบียนและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศที่เกิด PE นั้นด้วย ซึ่งสร้างภาระการปฏิบัติตามกฎหมายในหลายประเทศพร้อมกัน เกณฑ์ PE
แตกต่างกันไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศและตาม DTA ที่ไทยมีกับประเทศนั้น
ภาษีเงินปันผล: ระวังภาษีซ้ำซ้อน
เมื่อบริษัทไทยมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น (ซึ่งก็คือ Digital Nomad ตัวเอง) มีภาษีที่เกี่ยวข้องสองชั้น
- ชั้นที่ 1 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT): บริษัทต้องหัก 10% จากเงินปันผลก่อนจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร
- ชั้นที่ 2 — ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ผู้รับเงินปันผลต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 แต่สามารถเลือกใช้สิทธิยกเว้นตามมาตรา 47 ทวิ โดยหากรายได้สุทธิรวมไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด อาจไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม หรือสามารถขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้แล้วได้
เงินเดือนกรรมการ: วิธีที่ดีกว่าในบางกรณี
แทนที่จะรับเงินออกมาในรูปเงินปันผลล้วน ๆ หลาย Digital Nomad เลือกผสมระหว่างเงินเดือนและเงินปันผล ข้อดีของเงินเดือนคือบริษัทสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรก่อนคำนวณ CIT ได้
แต่ต้องมีการหัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ
ที่จ่ายและส่งประกันสังคม (ถ้ามีพนักงานในระบบ)
ดังนั้นการวางแผนอัตราส่วนเงินเดือนต่อเงินปันผลให้เหมาะสมกับรายได้รวมและอัตราภาษีส่วนเพิ่มของแต่ละบุคคล เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระภาษีรวมได้อย่างถูกกฎหมาย
การจัดการเอกสารและบัญชีสำหรับ Digital Nomad
บริษัทไทยที่รับงานจากต่างประเทศต้องมีระบบบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ซึ่งรวมถึง
- ออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่มีข้อมูลครบถ้วน ทั้งชื่อบริษัท เลขทะเบียน และรายละเอียดบริการ
- บันทึกรายรับ-รายจ่ายในระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน
- เก็บหลักฐานการรับชำระเงิน ไม่ว่าจะผ่าน Wire Transfer, PayPal, Stripe หรือช่องทางอื่น
- จัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th)
- ถ้าจด VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนที่ไม่มีรายการ
ข้อสรุปและคำแนะนำ
การตั้งบริษัทไทยเพื่อรับงานจากต่างประเทศเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ Digital Nomad ที่ต้องการความเป็นมืออาชีพและโครงสร้างทางธุรกิจที่ชัดเจน
แต่ต้องทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องครบทุกด้าน ทั้ง CIT, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล
และความเสี่ยงเรื่อง PE ในต่างประเทศ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาใหญ่ในภายหลัง
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทย | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทไทยที่รับงานจากลูกค้าต่างประเทศต้องเสีย VAT หรือไม่
ขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ ถ้าบริการที่ให้นั้นใช้ประโยชน์นอกประเทศไทยอาจเข้าเงื่อนไข Zero-rated VAT 0% แต่ถ้าใช้ประโยชน์ในไทยต้องคิด VAT 7% ตามปกติ และถ้ารายได้รวมเกิน 1.8
ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ก่อน
การแยกประเภทให้ถูกต้องต้องอาศัยการวิเคราะห์สัญญาและลักษณะบริการแต่ละกรณี
Permanent Establishment (PE) ในต่างประเทศคืออะไร และ Digital Nomad ต้องระวังอะไร
PE คือสถานประกอบการถาวรของบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อกรรมการหรือตัวแทนบริษัทไทยไปประจำหรือทำสัญญาในต่างประเทศเป็นประจำ หรือมีสำนักงานหรือโกดังสินค้าในต่างประเทศ
ผลคือบริษัทไทยอาจต้องลงทะเบียนและเสียภาษีในประเทศนั้น
ซึ่งสร้างภาระซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำงานระยะยาวในต่างประเทศ
รับเงินปันผลจากบริษัทไทยตัวเองต้องเสียภาษีเท่าไร
บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จากเงินปันผลก่อนจ่ายและนำส่งกรมสรรพากร ผู้รับสามารถเลือกไม่นำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา หากเลือกแบบนี้จะไม่ได้เครดิตภาษีคืน
แต่ถ้าเลือกนำมารวมคำนวณแล้วอัตราภาษีรวมต่ำกว่า 10%
ก็อาจได้รับเงินภาษีส่วนต่างคืน
Digital Nomad ที่ทำงานจากต่างประเทศแต่มีบริษัทในไทย ยังถือว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยไหม
การเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยพิจารณาจากการอยู่ในไทยรวม 180 วันขึ้นไปในปีภาษี ไม่ใช่จากการมีบริษัทในไทย ถ้าพำนักนอกไทยเกิน 185 วัน อาจไม่ถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย
ซึ่งกระทบภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่บริษัทไทยยังต้องเสีย CIT
ตามปกติไม่ว่ากรรมการจะอยู่ที่ไหน
บริษัทไทยที่รับเงินผ่าน PayPal หรือ Stripe ต้องทำบัญชีอย่างไร
รายได้จาก PayPal หรือ Stripe ถือเป็นรายได้ของบริษัทที่ต้องบันทึกบัญชีเช่นเดียวกับรายได้ทุกประเภท ต้องแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่รับเงิน ออก Invoice ล่วงหน้า และ
Reconcile ยอดในบัญชี PayPal หรือ Stripe
กับบัญชีธนาคารและบัญชีบริษัทให้ตรงกันทุกเดือน กรมสรรพากรอาจขอดูรายการย้อนหลังได้
ควรจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะสม
ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิของบริษัท รายได้รวมส่วนตัว และสิทธิลดหย่อนส่วนบุคคลที่มี โดยทั่วไปควรวางแผนให้กำไรบริษัทหลังจ่ายเงินเดือนกรรมการอยู่ในระดับที่ CIT ต่ำที่สุด
และรายได้ส่วนบุคคลอยู่ในอัตราก้าวหน้าที่ไม่สูงเกินไป
การปรึกษานักบัญชีก่อนสิ้นปีบัญชีจะช่วยวางแผนได้อย่างแม่นยำ
Digital Nomad ที่มีบริษัทไทยต้องยื่นภาษีกี่แบบต่อปี
ต้องยื่นในระดับบริษัท ได้แก่ แบบ ภ.ง.ด.50 (CIT รายปี) และแบบ ภ.ง.ด.51 (CIT ครึ่งปี) ถ้าจด VAT ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ถ้ามีพนักงานหรือจ่ายค่าจ้างต้องยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก
ในระดับบุคคล ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91
สำหรับรายได้ส่วนตัวรวมถึงเงินเดือนและเงินปันผลที่รับจากบริษัท
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อน ลองศึกษาแนวทางบริการเสริมสำหรับ SME ที่ครอบคลุมทั้งงานค้างและระบบบัญชี