กระแส Digital Nomad หรือนักธุรกิจดิจิทัลที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หลายคนเลือกตั้งบริษัทในไทยเพื่อรองรับรายได้จากลูกค้าต่างประเทศ

โดยคาดว่าจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีความน่าเชื่อถือทางธุรกิจมากขึ้น

แต่โครงสร้างนี้มีกับดักภาษีที่ต้องระวังหลายประการ

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศ
  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศ
  3. VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทย
  4. Permanent Establishment (PE): กับดักภาษีที่ต่างประเทศ
  5. ภาษีเงินปันผล: ระวังภาษีซ้ำซ้อน
  6. เงินเดือนกรรมการ: วิธีที่ดีกว่าในบางกรณี
  7. การจัดการเอกสารและบัญชีสำหรับ Digital Nomad
  8. ข้อสรุปและคำแนะนำ
  9. ตารางนำบทความไปใช้
  10. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศ

Digital Nomad ที่ตั้งบริษัทไทยมักมีโครงสร้างดังนี้ คือ จดทะเบียนบริษัทจำกัดในไทย เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทย และรับโอนเงินค่าบริการจากลูกค้าต่างประเทศเข้าบัญชีบริษัทนั้น

จากนั้นจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะกรรมการหรือพนักงาน

หรือรับเงินปันผลออกมาในภายหลัง

โครงสร้างนี้ดูเรียบง่าย แต่มีประเด็นภาษีซ่อนอยู่หลายชั้น ทั้งในระดับบริษัท (ภาษีเงินได้นิติบุคคล, VAT) และในระดับบุคคล (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือนและเงินปันผล)

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศ

บริษัทจำกัดที่จดทะเบียนในไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและจากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทย โดยหลักการ

ถ้าบริษัทไทยให้บริการจากไทยและรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศ รายได้ทั้งหมดต้องนำมาคำนวณ CIT

อัตรา CIT สำหรับ SME ในปัจจุบัน

  • กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท: อัตรา 0%
  • กำไรสุทธิ 300,001 ถึง 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

เงื่อนไขที่จะได้อัตรา SME คือบริษัทต้องมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี

VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทย

นี่คือประเด็นที่ Digital Nomad มักสับสนมากที่สุด สรุปหลักการสำคัญดังนี้

  • ถ้าบริษัทไทยยังไม่จดทะเบียน VAT — ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ทันที ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากลูกค้าในไทยหรือต่างประเทศ
  • บริการที่ให้จากไทยแก่ลูกค้าต่างประเทศที่ใช้บริการนอกไทย — อาจเข้าเงื่อนไข VAT อัตรา 0% (Zero-rated) ซึ่งทำให้ไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้า แต่ยังมีสิทธิขอคืน VAT ซื้อได้
  • บริการที่ใช้ประโยชน์ในไทย — ต้องคิด VAT 7% ตามปกติ แม้ลูกค้าจะอยู่ต่างประเทศ

การแยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนว่าอะไรเข้าข่าย Zero-rated และอะไรต้อง VAT 7% เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

Permanent Establishment (PE): กับดักภาษีที่ต่างประเทศ

ปัญหาที่หลาย Digital Nomad มองข้ามคือ หากคุณในฐานะกรรมการหรือตัวแทนบริษัทไทยไปทำงานในต่างประเทศเป็นเวลานาน หรือมีสำนักงานชั่วคราวในต่างประเทศ อาจก่อให้เกิด Permanent

Establishment (PE) ของบริษัทไทยในประเทศนั้น

ผลของการเป็น PE คือบริษัทไทยอาจต้องลงทะเบียนและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศที่เกิด PE นั้นด้วย ซึ่งสร้างภาระการปฏิบัติตามกฎหมายในหลายประเทศพร้อมกัน เกณฑ์ PE

แตกต่างกันไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศและตาม DTA ที่ไทยมีกับประเทศนั้น

ภาษีเงินปันผล: ระวังภาษีซ้ำซ้อน

เมื่อบริษัทไทยมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น (ซึ่งก็คือ Digital Nomad ตัวเอง) มีภาษีที่เกี่ยวข้องสองชั้น

  • ชั้นที่ 1 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT): บริษัทต้องหัก 10% จากเงินปันผลก่อนจ่ายให้ผู้รับ แล้วนำส่งกรมสรรพากร
  • ชั้นที่ 2 — ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ผู้รับเงินปันผลต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 แต่สามารถเลือกใช้สิทธิยกเว้นตามมาตรา 47 ทวิ โดยหากรายได้สุทธิรวมไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด อาจไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มเติม หรือสามารถขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้แล้วได้

เงินเดือนกรรมการ: วิธีที่ดีกว่าในบางกรณี

แทนที่จะรับเงินออกมาในรูปเงินปันผลล้วน ๆ หลาย Digital Nomad เลือกผสมระหว่างเงินเดือนและเงินปันผล ข้อดีของเงินเดือนคือบริษัทสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรก่อนคำนวณ CIT ได้

แต่ต้องมีการหัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ

ที่จ่ายและส่งประกันสังคม (ถ้ามีพนักงานในระบบ)

ดังนั้นการวางแผนอัตราส่วนเงินเดือนต่อเงินปันผลให้เหมาะสมกับรายได้รวมและอัตราภาษีส่วนเพิ่มของแต่ละบุคคล เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระภาษีรวมได้อย่างถูกกฎหมาย

การจัดการเอกสารและบัญชีสำหรับ Digital Nomad

บริษัทไทยที่รับงานจากต่างประเทศต้องมีระบบบัญชีที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ซึ่งรวมถึง

  • ออกใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่มีข้อมูลครบถ้วน ทั้งชื่อบริษัท เลขทะเบียน และรายละเอียดบริการ
  • บันทึกรายรับ-รายจ่ายในระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน
  • เก็บหลักฐานการรับชำระเงิน ไม่ว่าจะผ่าน Wire Transfer, PayPal, Stripe หรือช่องทางอื่น
  • จัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th)
  • ถ้าจด VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนที่ไม่มีรายการ

ข้อสรุปและคำแนะนำ

การตั้งบริษัทไทยเพื่อรับงานจากต่างประเทศเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ Digital Nomad ที่ต้องการความเป็นมืออาชีพและโครงสร้างทางธุรกิจที่ชัดเจน

แต่ต้องทำความเข้าใจภาษีที่เกี่ยวข้องครบทุกด้าน ทั้ง CIT, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล

และความเสี่ยงเรื่อง PE ในต่างประเทศ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาใหญ่ในภายหลัง

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทไทยรับงานจากต่างประเทศตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับรายได้ต่างประเทศตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
VAT: เมื่อลูกค้าต่างประเทศจ่ายเงินให้บริษัทไทยตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทไทยที่รับงานจากลูกค้าต่างประเทศต้องเสีย VAT หรือไม่

ขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ ถ้าบริการที่ให้นั้นใช้ประโยชน์นอกประเทศไทยอาจเข้าเงื่อนไข Zero-rated VAT 0% แต่ถ้าใช้ประโยชน์ในไทยต้องคิด VAT 7% ตามปกติ และถ้ารายได้รวมเกิน 1.8

ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT ก่อน

การแยกประเภทให้ถูกต้องต้องอาศัยการวิเคราะห์สัญญาและลักษณะบริการแต่ละกรณี

Permanent Establishment (PE) ในต่างประเทศคืออะไร และ Digital Nomad ต้องระวังอะไร

PE คือสถานประกอบการถาวรของบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อกรรมการหรือตัวแทนบริษัทไทยไปประจำหรือทำสัญญาในต่างประเทศเป็นประจำ หรือมีสำนักงานหรือโกดังสินค้าในต่างประเทศ

ผลคือบริษัทไทยอาจต้องลงทะเบียนและเสียภาษีในประเทศนั้น

ซึ่งสร้างภาระซับซ้อน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำงานระยะยาวในต่างประเทศ

รับเงินปันผลจากบริษัทไทยตัวเองต้องเสียภาษีเท่าไร

บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จากเงินปันผลก่อนจ่ายและนำส่งกรมสรรพากร ผู้รับสามารถเลือกไม่นำเงินปันผลนั้นมารวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา หากเลือกแบบนี้จะไม่ได้เครดิตภาษีคืน

แต่ถ้าเลือกนำมารวมคำนวณแล้วอัตราภาษีรวมต่ำกว่า 10%

ก็อาจได้รับเงินภาษีส่วนต่างคืน

Digital Nomad ที่ทำงานจากต่างประเทศแต่มีบริษัทในไทย ยังถือว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยไหม

การเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทยพิจารณาจากการอยู่ในไทยรวม 180 วันขึ้นไปในปีภาษี ไม่ใช่จากการมีบริษัทในไทย ถ้าพำนักนอกไทยเกิน 185 วัน อาจไม่ถือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย

ซึ่งกระทบภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่บริษัทไทยยังต้องเสีย CIT

ตามปกติไม่ว่ากรรมการจะอยู่ที่ไหน

บริษัทไทยที่รับเงินผ่าน PayPal หรือ Stripe ต้องทำบัญชีอย่างไร

รายได้จาก PayPal หรือ Stripe ถือเป็นรายได้ของบริษัทที่ต้องบันทึกบัญชีเช่นเดียวกับรายได้ทุกประเภท ต้องแปลงเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่รับเงิน ออก Invoice ล่วงหน้า และ

Reconcile ยอดในบัญชี PayPal หรือ Stripe

กับบัญชีธนาคารและบัญชีบริษัทให้ตรงกันทุกเดือน กรมสรรพากรอาจขอดูรายการย้อนหลังได้

ควรจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะสม

ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิของบริษัท รายได้รวมส่วนตัว และสิทธิลดหย่อนส่วนบุคคลที่มี โดยทั่วไปควรวางแผนให้กำไรบริษัทหลังจ่ายเงินเดือนกรรมการอยู่ในระดับที่ CIT ต่ำที่สุด

และรายได้ส่วนบุคคลอยู่ในอัตราก้าวหน้าที่ไม่สูงเกินไป

การปรึกษานักบัญชีก่อนสิ้นปีบัญชีจะช่วยวางแผนได้อย่างแม่นยำ

Digital Nomad ที่มีบริษัทไทยต้องยื่นภาษีกี่แบบต่อปี

ต้องยื่นในระดับบริษัท ได้แก่ แบบ ภ.ง.ด.50 (CIT รายปี) และแบบ ภ.ง.ด.51 (CIT ครึ่งปี) ถ้าจด VAT ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ถ้ามีพนักงานหรือจ่ายค่าจ้างต้องยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก

ในระดับบุคคล ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91

สำหรับรายได้ส่วนตัวรวมถึงเงินเดือนและเงินปันผลที่รับจากบริษัท

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อน ลองศึกษาแนวทางบริการเสริมสำหรับ SME ที่ครอบคลุมทั้งงานค้างและระบบบัญชี