บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจและฝ่ายบัญชีที่มีการจ่ายเงินไปต่างประเทศ เช่น ค่าสิทธิ ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย และเคยหักภาษี ณ

ที่จ่ายไว้ที่อัตราสูงสุดตามกฎหมายไทยเนื่องจากยังไม่มีเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของคู่ค้าในตอนที่จ่ายเงิน

แต่ภายหลังพบว่าประเทศปลายทางมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่กำหนดอัตราต่ำกว่านั้น คุณจะได้เรียนรู้ว่าเงินภาษีส่วนต่างที่หักไปเกินขอคืนได้อย่างไรผ่านแบบ ค.10

ต้องยื่นภายในกรอบเวลากี่ปี นับอายุความจากวันไหนกันแน่

(รวมถึงความแตกต่างระหว่างยื่นแบบกระดาษกับ e-Filing) และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติคืนเงินได้โดยไม่ติดขัด เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น

ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะเจาะจงสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการจริง

สารบัญบทความ
  1. เมื่อไหร่ที่เกิดการหักภาษีเกินอัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อน
  2. ฐานกฎหมายและกรอบเวลา 3 ปี นับจากวันไหนกันแน่
  3. เอกสารและขั้นตอนยื่นคำร้องขอคืนด้วยแบบ ค.10
  4. ตัวอย่างการคำนวณส่วนต่างที่ขอคืนได้
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เสียสิทธิ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เมื่อไหร่ที่เกิดการหักภาษีเกินอัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อน

เวลาบริษัทไทยจ่ายเงินได้ประเภทค่าสิทธิ ค่าบริการ ดอกเบี้ย หรือเงินปันผลให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70

แห่งประมวลรัษฎากรก่อนโอนเงิน แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.54

อัตราภายในประเทศตามมาตรา 70 ส่วนใหญ่อยู่ที่ 15% (เช่น ค่าสิทธิ ค่าบริการ ดอกเบี้ย) ยกเว้นเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) ซึ่งอยู่ที่ 10%

ส่วนกรณีกำไรที่สาขาหรือกิจการต่างชาติในไทยส่งออกไปต่างประเทศ (ซึ่งเป็นคนละธุรกรรมกับการจ่ายเงินได้ตามมาตรา

70) จะอยู่ภายใต้มาตรา 70 ทวิ ในอัตรา 10% เช่นกัน แต่มีฐานกฎหมายและลักษณะธุรกรรมแยกจากกัน

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ณ วันที่ต้องโอนเงิน บริษัทไทยยังไม่ได้รับหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence — COR) จากผู้รับเงินในต่างประเทศ

ฝ่ายบัญชีจึงเลือกหักภาษีในอัตราสูงสุด 15% ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักความระมัดระวัง แต่ภายหลังเมื่อคู่ค้าส่ง COR มาให้ และตรวจสอบพบว่าประเทศนั้นมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย

และรายได้ประเภทนั้นมีอัตราเพดานต่ำกว่า 15%

ส่วนต่างที่หักไปเกินจึงกลายเป็น "ภาษีที่ชำระไว้เกิน" ซึ่งมีสิทธิขอคืนได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินที่เสียไปฟรี

ฐานกฎหมายและกรอบเวลา 3 ปี นับจากวันไหนกันแน่

สิทธิขอคืนกรณีนี้อาศัยมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งครอบคลุมกรณีชำระภาษีไว้เกิน ผิด ซ้ำ หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย โดยกำหนดให้ยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี

นับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบภาษีของงวดนั้นตามที่กฎหมายกำหนด

(กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับบางกรณี เช่น ยื่นแบบเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ได้รับการขยายจากอธิบดี หรืออยู่ระหว่างอุทธรณ์/คดีในศาล ซึ่งจะนับอายุความจากวันอื่นแทน

จึงควรให้นักบัญชีตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี)

จุดที่ SME มักเข้าใจผิดคือ นำกรอบเวลานี้ไปเทียบกับการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) ซึ่งนับจากกำหนดยื่นแบบประจำปี แต่กรณีหักภาษี ณ ที่จ่ายจ่ายไปต่างประเทศเกินอัตรา

DTA เป็นการนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.54 รายเดือน อายุความ 3

ปีจึงต้องนับจากวันสุดท้ายของกำหนดยื่น ภ.ง.ด.54 ของเดือนภาษีที่จ่ายเงินนั้นโดยเฉพาะ ไม่ใช่นับจากวันสิ้นรอบบัญชีหรือวันยื่น ภ.ง.ด.50 ประจำปี

ตามกฎหมาย กำหนดยื่น ภ.ง.ด.54 คือภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรมีมาตรการขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วันสำหรับผู้ที่ยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

(e-Filing) ทำให้ในทางปฏิบัติเท่ากับยื่นได้ภายในประมาณ 15

วันนับแต่วันสิ้นเดือน ข้อควรระวังคือมาตรการขยายเวลานี้เป็นประกาศชั่วคราวที่มีกำหนดระยะเวลาใช้บังคับและอาจมีการต่ออายุหรือเปลี่ยนแปลงได้

จึงควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรทุกครั้งก่อนคำนวณวันครบกำหนด

ส่วนกรณียื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่โดยไม่ใช้ e-Filing กำหนดยื่นยังคงอยู่ที่ 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนตามปกติ ซึ่งจะทำให้วันเริ่มนับและวันหมดอายุความ 3 ปีต่างจากกรณี

e-Filing ตัวอย่างเช่น หากจ่ายเงินและนำส่งภาษีผ่านระบบ e-Filing

สำหรับเดือนมีนาคม 2568 กำหนดยื่นจะอยู่ที่ประมาณวันที่ 15 เมษายน 2568 สิทธิขอคืนของรายการเดือนนั้นจะหมดอายุประมาณวันที่ 15 เมษายน 2571

การนับผิดฐานอาจทำให้บริษัทเข้าใจว่ายังมีเวลาเหลือ ทั้งที่ความจริงใกล้หมดอายุความแล้ว

จึงควรให้นักบัญชีไล่ตรวจสอบทุกรอบเดือนที่มีการจ่ายเงินต่างประเทศแยกเป็นรายการ ไม่ใช่ดูภาพรวมทั้งปีเพียงครั้งเดียว

เอกสารและขั้นตอนยื่นคำร้องขอคืนด้วยแบบ ค.10

เครื่องมือที่ใช้ขอคืนคือแบบคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่

เอกสารประกอบที่ต้องเตรียม (รายการต่อไปนี้เป็นเอกสารหลักที่มักใช้ในทางปฏิบัติ

เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี) ได้แก่

  • แบบ ค.10 กรอกครบถ้วน ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทผู้จ่ายเงิน
  • หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (COR) ของผู้รับเงินในต่างประเทศ ซึ่งต้องระบุหรือครอบคลุมช่วงเวลาที่มีการจ่ายเงินจริง (สามารถขอย้อนหลังได้จากหน่วยงานภาษีของประเทศนั้น)
  • สำเนาแบบ ภ.ง.ด.54 ที่นำส่งไว้เดิมของเดือนภาษีนั้น พร้อมหลักฐานการชำระเงิน
  • สัญญาและใบแจ้งหนี้ (invoice) ที่แสดงลักษณะเงินได้ให้ตรงกับหมวดหมู่ที่ระบุใน DTA เช่น ค่าสิทธิ (Royalties) ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือกำไรจากธุรกิจ (Business Profits) เพราะแต่ละหมวดมีอัตราเพดานหรือเงื่อนไขต่างกัน บางอนุสัญญากำหนดค่าสิทธิไว้หลายระดับ (เช่น ค่าสิทธิลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม/ศิลปะ/วิทยาศาสตร์ อาจมีเพดานต่ำกว่าค่าสิทธิสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า) ในขณะที่ค่าบริการบางประเภทหากไม่เข้าข่าย "ค่าสิทธิ" ตามคำนิยามของอนุสัญญานั้น ๆ อาจถูกจัดเป็นกำไรจากธุรกิจ ซึ่งไทยจะมีสิทธิเก็บภาษีได้ก็ต่อเมื่อผู้รับเงินมีสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment) ในไทยเท่านั้น การจำแนกประเภทเงินได้ผิดจึงอาจทำให้ขอคืนได้น้อยกว่าสิทธิที่แท้จริง ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศตรวจสอบเป็นรายกรณี
  • หนังสือมอบอำนาจจากผู้รับเงินในต่างประเทศ ให้บริษัทไทยเป็นผู้ยื่นคำร้องแทน เนื่องจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เป็นภาระภาษีของผู้รับเงินที่ผู้จ่ายนำส่งแทน สิทธิขอคืนจึงเป็นของผู้รับเงินโดยหลัก บริษัทไทยที่ยื่นแทนควรมีเอกสารมอบอำนาจที่ชัดเจน (ติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด) แนบไปด้วยเสมอ

ควรตรวจสอบยอดในเอกสารทุกฉบับให้ตรงกันทุกบาท หากตัวเลขไม่สอดคล้องกัน เจ้าหน้าที่สรรพากรจะขอเอกสารเพิ่มเติมหรือนัดตรวจสอบก่อนอนุมัติ

ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาคืนเงินยืดออกไปมากกว่ากรอบเวลาปกติ

ตัวอย่างการคำนวณส่วนต่างที่ขอคืนได้

สมมติบริษัทไทยจ่ายค่าสิทธิใช้งานซอฟต์แวร์ (Royalty ตามมาตรา 40(3)) จำนวน 2,000,000 บาท ให้บริษัทในสิงคโปร์เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ขณะจ่ายเงินยังไม่มี COR จึงหักภาษี 15%

ตามอัตรากฎหมายภายในไว้ก่อน ต่อมาบริษัทสิงคโปร์ส่ง COR ย้อนหลังมาให้

อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สิงคโปร์ฉบับปัจจุบัน (มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2560) กำหนดเพดานภาษีค่าสิทธิไว้ 3 ระดับ คือ 5% สำหรับค่าสิทธิลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม ศิลปะ หรือวิทยาศาสตร์

(รวมถึงภาพยนตร์และเทปกระจายเสียง/แพร่ภาพ) 8% สำหรับสิทธิบัตร

เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง สูตรลับหรือกรรมวิธีการผลิต และการใช้อุปกรณ์อุตสาหกรรม/พาณิชยกรรม/วิทยาศาสตร์ และ 10% สำหรับกรณีอื่น ๆ

สมมติในกรณีนี้ว่าบริษัทได้ตรวจสอบลักษณะสิทธิที่ได้รับตามสัญญาจริงและได้รับการยืนยันจากที่ปรึกษาภาษีว่าเข้าข่ายค่าสิทธิลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม/ศิลปะ/วิทยาศาสตร์ในอัตรา 5%

(การจัดประเภทค่าสิทธิซอฟต์แวร์ว่าเข้าอัตราใดขึ้นอยู่กับลักษณะสิทธิที่ได้รับจริงตามสัญญาในแต่ละกรณี ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานทั่วไปที่ใช้ได้กับทุกสัญญา)

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ค่าสิทธิที่จ่าย (ฐานภาษี)2,000,000
ภาษีที่หักไว้จริง (15% ตามกฎหมายภายใน)300,000
ภาษีที่ควรหักตาม DTA ไทย–สิงคโปร์ (สมมติเข้าอัตรา 5%)100,000
ส่วนต่างที่ยื่น ค.10 ขอคืนได้200,000

บริษัทควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 เพิ่มเติม/ฉบับปรับปรุงของเดือนมีนาคม 2568 เพื่อสะท้อนยอดภาษีที่ถูกต้องตามอัตรา DTA พร้อมกับยื่นแบบ ค.10 ขอคืนส่วนต่าง 200,000 บาท

(ขั้นตอนในทางปฏิบัติของแต่ละสำนักงานสรรพากรพื้นที่อาจแตกต่างกันเล็กน้อย

ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนยื่น) และควรตกลงกับบริษัทสิงคโปร์ให้ชัดเจนว่าเงินคืนก้อนนี้จะโอนกลับให้ผู้รับเงินเดิม เนื่องจากในทางกฎหมายเป็นเงินภาษีของฝ่ายผู้รับเงินที่ถูกหักไว้เกิน

ไม่ใช่รายได้ของบริษัทไทย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีป้องกันไม่ให้เสียสิทธิ

จากการให้คำปรึกษาธุรกิจที่มีธุรกรรมข้ามประเทศ ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียสิทธิขอคืนซ้ำ ๆ มักมาจากสาเหตุเหล่านี้

  • ไม่ติดตามขอ COR ล่วงหน้า — ปล่อยให้จ่ายเงินไปก่อนโดยไม่แจ้งคู่ค้าให้เตรียมเอกสาร ทำให้ต้องหักในอัตราสูงสุดทุกครั้งและต้องมาขอคืนย้อนหลังซึ่งใช้เวลานาน
  • นับอายุความผิดฐาน — เข้าใจว่านับ 3 ปีจากวันสิ้นรอบบัญชีหรือวันยื่น ภ.ง.ด.50 ทั้งที่ต้องนับจากกำหนดยื่น ภ.ง.ด.54 ของเดือนที่จ่ายเงินแต่ละครั้งแยกกัน (และต้องแยกด้วยว่ายื่นแบบกระดาษหรือ e-Filing เพราะกำหนดเวลาต่างกัน) ทำให้พลาดกำหนดโดยไม่รู้ตัว
  • จำแนกประเภทเงินได้ผิดหมวดใน DTA — ค่าสิทธิ ค่าบริการ และกำไรจากธุรกิจ อาจมีอัตราเพดานหรือเงื่อนไขต่างกันในแต่ละอนุสัญญา (บางกรณีถึงขั้นได้รับยกเว้นภาษีทั้งหมดหากเข้าข่ายกำไรจากธุรกิจและผู้รับเงินไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย) การจำแนกผิดอาจทำให้ยื่นขอคืนในอัตราที่ไม่ถูกต้อง ได้รับเงินคืนน้อยกว่าสิทธิที่แท้จริง หรือถูกปฏิเสธคำขอ
  • ไม่เก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น — สัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานโอนเงิน และสำเนาแบบ ภ.ง.ด.54 ต้องเก็บไว้ให้ครบ เพราะเป็นเอกสารบังคับแนบคำร้อง ค.10 ทุกครั้ง

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือวางระบบตั้งแต่ต้น: ก่อนโอนเงินไปต่างประเทศทุกครั้ง ให้ตรวจสอบว่าประเทศปลายทางมี DTA กับไทยหรือไม่ และแจ้งคู่ค้าให้จัดส่ง COR มาก่อนวันจ่ายเงินจริง

จะช่วยให้หักภาษีถูกอัตราตั้งแต่ต้น

ลดความจำเป็นต้องมายื่นขอคืนภายหลัง ซึ่งทั้งใช้เวลาและมีความเสี่ยงที่จะเสียสิทธิหากปล่อยเลยกำหนด 3 ปี ทั้งนี้ บทความนี้กล่าวถึงเฉพาะภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70/70 ทวิ

เท่านั้น ไม่ครอบคลุมภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีใช้บริการจากต่างประเทศ

(ภ.พ.36) ซึ่งเป็นภาระภาษีคนละส่วนที่มีหลักเกณฑ์ของตนเอง และเนื้อหาข้างต้นเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน (2568-2569) อัตราตาม DTA เงื่อนไข

และกำหนดเวลาต่าง ๆ

อาจแตกต่างกันไปตามประเทศคู่สัญญาและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ควรตรวจสอบกับที่ปรึกษาภาษีหรือกรมสรรพากรอีกครั้งก่อนดำเนินการจริงในแต่ละกรณี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบ ค.10 กรณีเกินอัตรา DTA ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หักภาษีจ่ายต่างประเทศไว้ 15% เกินอัตราตาม DTA มีสิทธิขอคืนได้ภายในกี่ปี

มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบ ภ.ง.ด.54 ของเดือนภาษีที่มีการจ่ายเงินและหักภาษีไว้เกิน ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

ไม่ใช่นับจากวันสิ้นรอบบัญชีหรือวันยื่น ภ.ง.ด.50 ประจำปี ตามกฎหมาย ภ.ง.ด.54

ต้องยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน แต่หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ปัจจุบันมีมาตรการขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน (รวมประมาณ 15 วัน)

ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวที่ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากร เช่น หากนำส่งภาษีผ่าน e-Filing

ของเดือนมีนาคม 2568 กำหนดยื่นจะอยู่ที่ประมาณวันที่ 15 เมษายน 2568 สิทธิขอคืนของรายการนั้นจะหมดอายุประมาณวันที่ 15 เมษายน 2571

แบบ ค.10 คืออะไร และต้องยื่นที่ไหน

แบบ ค.10 คือแบบคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรของกรมสรรพากร ใช้ยื่นขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นำส่งไว้เกินกว่าที่กฎหมายหรืออนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนด ดาวน์โหลดได้จาก rd.go.th

และยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่

พร้อมแนบหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้รับเงิน สำเนาแบบ ภ.ง.ด.54 เดิม และสัญญาหรือใบแจ้งหนี้ประกอบ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

บริษัทไทยผู้จ่ายเงินยื่นคำร้อง ค.10 เองได้ไหม หรือต้องให้ผู้รับเงินต่างประเทศเป็นผู้ยื่น

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 เป็นภาระภาษีของผู้รับเงินในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทไทยเป็นเพียงผู้นำส่งแทน สิทธิขอคืนจึงเป็นของผู้รับเงินโดยหลัก

ในทางปฏิบัติบริษัทไทยมักเป็นผู้ดำเนินการยื่นแทน แต่ควรมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้รับเงินต่างประเทศ

(ติดอากรแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนด) แนบประกอบคำร้องเสมอ เพื่อให้กระบวนการขอคืนสมบูรณ์และเงินคืนถูกส่งกลับให้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง

ถ้าตอนจ่ายเงินยังไม่มีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (COR) จะขอคืนภายหลังได้ไหม

ได้ กรณีที่ ณ วันจ่ายเงินยังไม่มี COR บริษัทควรหักภาษีในอัตราสูงสุดตามกฎหมายภายในไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย เมื่อผู้รับเงินจัดส่ง COR ที่ครอบคลุมช่วงเวลาที่จ่ายเงินมาให้ภายหลัง

บริษัทสามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 เพิ่มเติมปรับยอดให้ถูกต้อง

พร้อมยื่นแบบ ค.10 ขอคืนส่วนต่างได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบเวลา 3 ปีนับจากกำหนดยื่นแบบเดิม ทั้งนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าประเภทเงินได้เข้าข่ายหมวดหมู่และอัตราใดตาม DTA

ของประเทศนั้นก่อนคำนวณส่วนต่างที่จะขอคืน

สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้