รายได้ดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมาย โดยผู้กู้หรือแพลตฟอร์มมักมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ ทั้งกรณีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีวิธีนำรายได้ไปคำนวณภาษีที่ต่างกัน จึงควรเข้าใจให้ชัดก่อนเริ่มลงทุนหรือปล่อยกู้ผ่านช่องทางนี้
Peer-to-Peer Lending คืออะไร
Peer-to-Peer Lending (P2P Lending) คือรูปแบบการให้กู้ยืมเงินที่จับคู่ระหว่างผู้ต้องการกู้เงินกับผู้ที่ต้องการปล่อยกู้เพื่อรับดอกเบี้ย โดยผ่านแพลตฟอร์มตัวกลางที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลจากธนาคารแห่งประเทศไทย แพลตฟอร์มทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงผู้กู้ จัดกลุ่มความน่าเชื่อถือ และจับคู่เงินทุนจากผู้ให้กู้หลายรายเข้ากับผู้กู้แต่ละราย โดยผู้ให้กู้จะได้รับดอกเบี้ยตอบแทนตามอัตราที่ตกลงไว้ ซึ่งมักสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วไป แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้กู้อาจผิดนัดชำระเช่นกัน
เนื่องจากธุรกิจ P2P Lending อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยและมีเงื่อนไขที่อาจปรับปรุงเป็นระยะ ทั้งผู้ให้กู้และผู้ที่สนใจตั้งแพลตฟอร์มควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรงก่อนดำเนินการ
ภาษีสำหรับผู้ให้กู้ที่เป็นบุคคลธรรมดา
1. ดอกเบี้ยถือเป็นเงินได้พึงประเมิน
ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P Lending ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ประเภทดอกเบี้ย ซึ่งบุคคลธรรมดาต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยทั่วไปแพลตฟอร์มหรือผู้กู้จะหักภาษี ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ให้กู้ก่อนโอนเงินจริง ซึ่งอัตราหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร เนื่องจากอัตราอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้จ่ายและลักษณะของแพลตฟอร์ม
2. สิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษี (กรณีเข้าเงื่อนไข)
ดอกเบี้ยบางประเภทที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว บุคคลธรรมดาอาจมีสิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี (Final Tax) ได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่สิทธินี้มักจำกัดเฉพาะดอกเบี้ยบางประเภทจากสถาบันการเงินที่กฎหมายระบุไว้ ซึ่งดอกเบี้ยจาก P2P Lending อาจเข้าข่ายหรือไม่เข้าข่ายสิทธินี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแพลตฟอร์มและลักษณะผู้จ่ายเงิน จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีใด
ภาษีสำหรับผู้ให้กู้ที่เป็นนิติบุคคล
หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนำเงินไปปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P Lending ดอกเบี้ยที่ได้รับถือเป็นรายได้อื่นของกิจการที่ต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราปกติ โดยภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้สามารถนำไปเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีได้ หากเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาทเสียภาษีอัตรา 15% และส่วนที่เกินเสียภาษีอัตรา 20%
การบันทึกบัญชีสำหรับนิติบุคคลที่ปล่อยกู้ผ่าน P2P
- บันทึกเงินต้นที่ปล่อยกู้เป็น "เงินให้กู้ยืม" (สินทรัพย์) แยกตามผู้กู้หรือพอร์ตที่แพลตฟอร์มจัดสรรให้
- รับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามเกณฑ์คงค้าง คือทยอยรับรู้ตามระยะเวลาที่เงินกู้ค้างอยู่ ไม่ใช่รอจนถึงวันที่ได้รับเงินจริง
- หากผู้กู้ผิดนัดชำระ ต้องประเมินและตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามหลักการบัญชีทั่วไป เนื่องจาก P2P Lending มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่าการฝากเงินธนาคาร
- เก็บหลักฐานหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากแพลตฟอร์มหรือผู้กู้ไว้ครบถ้วนเพื่อใช้เครดิตภาษี
ตัวอย่างการคำนวณอย่างง่าย
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| เงินต้นที่ปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม | 500,000 |
| อัตราดอกเบี้ยที่ตกลง (ตัวอย่างสมมติ) | 10% ต่อปี |
| ดอกเบี้ยที่ได้รับในปี | 50,000 |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ตัวอย่างสมมติ ควรตรวจสอบอัตราจริง) | ประมาณ 15% ของดอกเบี้ย |
| เงินสดที่ได้รับจริงหลังหักภาษี | ประมาณ 42,500 |
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายในตารางเป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นหลักการคำนวณ อัตราจริงที่บังคับใช้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้จริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
1. ลืมนำดอกเบี้ย P2P Lending ไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี
บางรายเข้าใจผิดว่าเมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วไม่ต้องนำไปยื่นภาษีอีก ทั้งที่ในหลายกรณีต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีตามปกติ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขสิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะบางประเภท
2. นิติบุคคลไม่รับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามเกณฑ์คงค้าง
บางกิจการรับรู้ดอกเบี้ยเฉพาะเมื่อได้รับเงินจริง ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละงวดบัญชี และอาจกระทบการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลให้คลาดเคลื่อน
3. ไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระ
เนื่องจาก P2P Lending มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงกว่าการฝากเงินทั่วไป หากไม่ประเมินและตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามความเสี่ยงจริง งบการเงินอาจแสดงมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินความเป็นจริง
4. ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายไว้ครบถ้วน
หากไม่มีหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากแพลตฟอร์มหรือผู้กู้ จะไม่สามารถนำภาษีที่ถูกหักไปเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้ ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ควรได้รับ
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- ตรวจสอบว่าดอกเบี้ยจาก P2P Lending ของแพลตฟอร์มที่ใช้เข้าเงื่อนไขสิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษีหรือไม่ก่อนยื่นแบบภาษี
- นิติบุคคลควรรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามเกณฑ์คงค้างในทุกงวดบัญชี ไม่รอจนได้รับเงินจริง
- ประเมินและตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับเงินให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ
- เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทุกธุรกรรมไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี
- ตรวจสอบอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนวางแผนกระแสเงินสด
การปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม Peer-to-Peer Lending เป็นช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินทั่วไป แต่มาพร้อมภาระภาษีและความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลควรทำความเข้าใจหลักการภาษีให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง Peer-to-Peer Lending ปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม เสียภาษีไหน ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้ผ่าน P2P Lending ต้องเสียภาษีหรือไม่
ต้องเสีย ดอกเบี้ยที่ได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขสิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะบางกรณี
แพลตฟอร์ม P2P Lending หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเท่าไหร่
อัตราหัก ณ ที่จ่ายอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้จ่ายและลักษณะแพลตฟอร์ม ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางแผนกระแสเงินสด
นิติบุคคลที่ปล่อยกู้ผ่าน P2P Lending รับรู้รายได้ดอกเบี้ยเมื่อใด
ต้องรับรู้ตามเกณฑ์คงค้าง คือทยอยรับรู้รายได้ตามระยะเวลาที่เงินกู้ค้างอยู่ในแต่ละงวดบัญชี ไม่ใช่รอจนถึงวันที่ได้รับเงินดอกเบี้ยจริง
หากผู้กู้ผิดนัดชำระเงินกู้ที่ปล่อยผ่าน P2P ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
ต้องประเมินความเสี่ยงและตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับเงินให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระ เพื่อให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่คาดว่าจะเก็บคืนได้จริง
P2P Lending อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด
อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในรูปแบบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ผู้สนใจควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดกับธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรงก่อนดำเนินการ
บุคคลธรรมดาต้องนำดอกเบี้ย P2P Lending ไปยื่นภาษีเงินได้ประจำปีหรือไม่
โดยทั่วไปต้องนำไปรวมคำนวณ เว้นแต่ดอกเบี้ยนั้นเข้าเงื่อนไขสิทธิเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะบางประเภท ควรตรวจสอบสิทธินี้กับกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบ
ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ย P2P นำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
สามารถนำไปเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระตอนยื่นแบบภาษีเงินได้ประจำปีได้ โดยต้องมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบให้ครบถ้วน