ระดมทุนอสังหาฯ ผ่าน Crowdfunding เสียภาษีอย่างไร คำตอบสั้นๆ คือขึ้นอยู่กับโครงสร้างการระดมทุนว่าเป็นการกู้ยืม (Debt-based) หรือการร่วมลงทุนถือหุ้น (Equity-based)

เพราะแต่ละแบบมีภาระภาษีหัก ณ

ที่จ่ายและภาษีเงินได้ที่ต่างกันทั้งฝั่งผู้ระดมทุนและนักลงทุน

สารบัญบทความ
  1. Real Estate Crowdfunding คืออะไร มีกี่รูปแบบ
  2. ภาษีฝั่งผู้ระดมทุน (เจ้าของโครงการ) แบบเงินกู้ยืม
  3. ภาษีฝั่งผู้ระดมทุนแบบร่วมลงทุนถือหุ้น
  4. ภาษีฝั่งนักลงทุนรายย่อย
  5. ตัวอย่างการคำนวณผลตอบแทนนักลงทุน
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ประเด็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาควบคู่กับภาษี
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

Real Estate Crowdfunding คืออะไร มีกี่รูปแบบ

Real Estate Crowdfunding เป็นการระดมทุนสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากร่วมลงทุนในโครงการเดียวกัน

แทนที่จะต้องพึ่งเงินกู้ธนาคารหรือนักลงทุนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

รูปแบบหลักที่พบในตลาดไทยมีสองแบบ ได้แก่ แบบเงินกู้ยืม (Debt-based Crowdfunding) ซึ่งนักลงทุนให้เงินกู้แก่ผู้พัฒนาโครงการและรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย และ

แบบร่วมลงทุนถือหุ้นหรือหน่วยลงทุน (Equity-based Crowdfunding)

ซึ่งนักลงทุนได้รับส่วนแบ่งกำไรในลักษณะเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรจากการขายโครงการ การแยกให้ชัดว่าธุรกรรมของตนเป็นรูปแบบใดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคำนวณภาษี

เพราะกฎหมายภาษีปฏิบัติต่อดอกเบี้ยและเงินปันผลแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ภาษีฝั่งผู้ระดมทุน (เจ้าของโครงการ) แบบเงินกู้ยืม

หากผู้พัฒนาโครงการระดมทุนในรูปแบบเงินกู้ยืมจากนักลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม เงินที่ได้รับถือเป็นเงินกู้ ไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในขณะที่รับเงิน

แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยให้นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการซึ่งเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้นักลงทุนแต่ละรายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) และนำส่งด้วยแบบที่เกี่ยวข้องภายในกำหนดเวลา อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่แน่นอนสำหรับดอกเบี้ยแต่ละประเภทควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง เนื่องจากอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้ลงทุนและลักษณะตราสาร

ภาษีฝั่งผู้ระดมทุนแบบร่วมลงทุนถือหุ้น

ในกรณีระดมทุนแบบร่วมลงทุนถือหุ้นหรือหน่วยลงทุนในนิติบุคคลเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อโครงการนั้น เงินที่ได้รับจากนักลงทุนถือเป็นทุนของกิจการ ไม่ใช่หนี้สิน

เมื่อโครงการมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น กิจการมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากเงินปันผลตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) ซึ่งเป็นคนละอัตราและคนละหลักเกณฑ์จากการหักภาษีดอกเบี้ย

ผู้ประกอบการที่จัดโครงสร้างระดมทุนแบบนี้จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบตราสารการลงทุน

เพื่อให้การจ่ายผลตอบแทนแต่ละงวดหักภาษีถูกประเภทและถูกอัตราตั้งแต่ต้น

เอกสารที่ผู้ระดมทุนควรเตรียม

สัญญากู้ยืมหรือหนังสือชี้ชวนการลงทุน ทะเบียนผู้ลงทุนแต่ละราย ตารางจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้นักลงทุน และงบการเงินแยกตามโครงการ

(กรณีมีหลายโครงการพร้อมกัน)

ภาษีฝั่งนักลงทุนรายย่อย

สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding ผลตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนแบบเงินกู้ยืมถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก)

ส่วนเงินปันผลจากการลงทุนแบบถือหุ้นถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) ซึ่งนักลงทุนมีสิทธิเลือกว่าจะนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีประจำปีพร้อมขอเครดิตภาษีเงินปันผล หรือเลือกให้ภาษีหัก ณ

ที่จ่ายเป็นภาษีสุดท้าย (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณ

ขึ้นอยู่กับว่าวิธีใดทำให้นักลงทุนเสียภาษีน้อยกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับฐานภาษีของแต่ละคน

รูปแบบการลงทุนผลตอบแทนที่ได้รับประเภทเงินได้
Debt-based (ให้กู้ยืม)ดอกเบี้ยมาตรา 40(4)(ก)
Equity-based (ถือหุ้น/หน่วยลงทุน)เงินปันผล/ส่วนแบ่งกำไรมาตรา 40(4)(ข)
ขายหน่วยลงทุนได้กำไรกำไรจากการขาย (Capital Gain)ต้องพิจารณาตามลักษณะตราสารเฉพาะ

ตัวอย่างการคำนวณผลตอบแทนนักลงทุน

สมมตินักลงทุนรายหนึ่งลงทุนในโครงการอสังหาฯ ผ่านแพลตฟอร์ม Crowdfunding แบบเงินกู้ยืมจำนวน 100,000 บาท ได้รับผลตอบแทนดอกเบี้ยปีละ 8% หรือ 8,000 บาทต่อปี

เมื่อผู้พัฒนาโครงการจ่ายดอกเบี้ยให้ จะต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนโอนเงินสุทธิให้นักลงทุน พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย นักลงทุนต้องนำเงินได้ดอกเบี้ย 8,000

บาทไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีของตนเอง โดยใช้ภาษีที่ถูกหักไว้แล้วเป็นเครดิตภาษี

หากอัตราภาษีของนักลงทุนสูงกว่าอัตราหัก ณ ที่จ่าย อาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติม แต่หากต่ำกว่าก็มีสิทธิขอคืนภาษีส่วนต่าง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ผู้ระดมทุนไม่แยกโครงสร้างเงินกู้ยืมกับเงินร่วมลงทุนถือหุ้นให้ชัดเจนในสัญญา ทำให้ไม่แน่ใจว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายประเภทใด
  • ไม่ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้นักลงทุนทุกรายครบถ้วน ทำให้นักลงทุนขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี
  • นักลงทุนไม่นำดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีให้ถูกต้อง ทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ
  • ผู้ระดมทุนที่มีหลายโครงการพร้อมกันไม่แยกบัญชีและงบการเงินตามโครงการ ทำให้ตรวจสอบกระแสเงินสดของนักลงทุนแต่ละโครงการยาก
  • ไม่ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์ม Crowdfunding ที่ใช้ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ก่อนเข้าร่วมระดมทุนหรือลงทุน

ประเด็นกฎหมายที่ต้องพิจารณาควบคู่กับภาษี

นอกจากภาระภาษี การระดมทุนผ่าน Crowdfunding อาจเข้าข่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหลักทรัพย์หรือการกู้ยืมเงินจากประชาชน

ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทางที่แตกต่างจากประเด็นภาษีโดยตรง

ผู้ประกอบการที่วางแผนระดมทุนลักษณะนี้ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านหลักทรัพย์และการเงินควบคู่ไปกับที่ปรึกษาภาษี

เพื่อให้โครงสร้างการระดมทุนถูกต้องตามกฎหมายทั้งสองด้านตั้งแต่เริ่มออกแบบโครงการ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้พัฒนาโครงการที่วางแผนระดมทุนผ่าน Crowdfunding ควรกำหนดโครงสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเป็นเงินกู้ยืมหรือเงินร่วมลงทุนถือหุ้น

จัดทำสัญญาและหนังสือชี้ชวนที่ระบุอัตราผลตอบแทนและภาระภาษีให้นักลงทุนเข้าใจ ออกหนังสือรับรองหัก ณ

ที่จ่ายให้ครบถ้วนทุกงวด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายก่อนเปิดระดมทุนจริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านภาษีและด้านกฎหมายหลักทรัพย์

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ระดมทุนอสังหาฯ ผ่าน Crowdfunding มีกี่รูปแบบหลัก

มีสองรูปแบบหลักคือแบบเงินกู้ยืม (Debt-based) ที่นักลงทุนรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย และแบบร่วมลงทุนถือหุ้น (Equity-based) ที่นักลงทุนรับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไร

ผู้ระดมทุนต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยหรือไม่

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้นักลงทุนตามมาตรา 40(4)(ก) อัตราที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง

เงินปันผลจากการลงทุนแบบถือหุ้นต้องเสียภาษีอย่างไร

ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) ซึ่งนักลงทุนมีสิทธิเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปีพร้อมขอเครดิตภาษี หรือให้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีสุดท้ายโดยไม่ต้องรวมคำนวณ

นักลงทุนรายย่อยต้องนำผลตอบแทนไปยื่นภาษีเองหรือไม่

ต้องนำดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยใช้ภาษีที่ถูกหักไว้แล้วเป็นเครดิตภาษีหรือเลือกให้เป็นภาษีสุดท้ายตามความเหมาะสม

เงินที่ได้รับจากการระดมทุนถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีทันทีหรือไม่

หากเป็นเงินกู้ยืมไม่ถือเป็นรายได้ในขณะรับเงิน แต่หากเป็นเงินร่วมลงทุนถือหุ้นจะถือเป็นทุนของกิจการ ไม่ใช่รายได้เช่นกัน ภาระภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายผลตอบแทน

ต้องปรึกษาใครก่อนเปิดระดมทุนผ่าน Crowdfunding

ควรปรึกษาทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและที่ปรึกษากฎหมายด้านหลักทรัพย์ เพราะการระดมทุนลักษณะนี้อาจเข้าข่ายกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะทางนอกเหนือจากประเด็นภาษี

หากมีหลายโครงการระดมทุนพร้อมกัน ควรบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรแยกบัญชีและงบการเงินตามแต่ละโครงการ เพื่อให้ตรวจสอบกระแสเงินสดและผลตอบแทนของนักลงทุนแต่ละโครงการได้ชัดเจน ไม่ปะปนกัน

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ