Current Ratio และ Quick Ratio เป็นอัตราส่วนสภาพคล่องที่วัดความสามารถของกิจการในการชำระหนี้สินระยะสั้น ธนาคารมักใช้ตัวเลขทั้งสองนี้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ SME เพราะบอกว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอรองรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดหรือไม่

Current Ratio คืออะไร

Current Ratio หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง เป็นตัวชี้วัดว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพียงพอที่จะชำระหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่ สูตรคำนวณคือ

Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และสินทรัพย์อื่นที่คาดว่าจะแปลงเป็นเงินสดภายใน 1 ปี ส่วนหนี้สินหมุนเวียนคือเจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น และภาระผูกพันที่ต้องชำระภายใน 1 ปีเช่นกัน

ตัวอย่าง: บริษัท A มีสินทรัพย์หมุนเวียนรวม 3,000,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียนรวม 1,500,000 บาท
Current Ratio = 3,000,000 ÷ 1,500,000 = 2.0 เท่า

หมายความว่าทุก 1 บาทของหนี้สินระยะสั้น กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนรองรับ 2 บาท ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคง

Quick Ratio คืออะไร และต่างจาก Current Ratio อย่างไร

Quick Ratio (หรือ Acid-Test Ratio) เป็นอัตราส่วนที่เข้มงวดกว่า Current Ratio เพราะตัดสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เนื่องจากสินค้าคงเหลือใช้เวลานานกว่าจะแปลงเป็นเงินสดเมื่อเทียบกับเงินสดหรือลูกหนี้การค้า สูตรคำนวณคือ

Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน − สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน

หรืออีกวิธีคือ Quick Ratio = (เงินสด + เงินลงทุนระยะสั้น + ลูกหนี้การค้า) ÷ หนี้สินหมุนเวียน

ตัวอย่างต่อเนื่อง: บริษัท A มีสินค้าคงเหลือ 1,200,000 บาท จากสินทรัพย์หมุนเวียนรวม 3,000,000 บาท
Quick Ratio = (3,000,000 − 1,200,000) ÷ 1,500,000 = 1,800,000 ÷ 1,500,000 = 1.2 เท่า

จะเห็นว่า Quick Ratio ต่ำกว่า Current Ratio เสมอ (ยกเว้นกิจการที่ไม่มีสินค้าคงเหลือเลย) เพราะเป็นการวัดสภาพคล่องแบบระมัดระวังมากกว่า โดยตัดสินทรัพย์ที่ขายออกยากออกไปก่อน

ธนาคารใช้ตัวเลขนี้อย่างไรในการพิจารณาสินเชื่อ SME

เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์จะนำ Current Ratio และ Quick Ratio มาวิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนอื่นในหลัก 5C (Character, Capacity, Capital, Collateral, Conditions) โดยตัวเลขทั้งสองนี้อยู่ในหมวด Capacity ซึ่งสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น

  • Current Ratio ต่ำกว่า 1.0: หนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน เป็นสัญญาณเตือนว่ากิจการอาจมีปัญหาสภาพคล่อง ธนาคารจะพิจารณาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • Current Ratio 1.0–2.0: อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับธุรกิจทั่วไป
  • Current Ratio สูงกว่า 2.0–3.0 มาก: อาจดูดีในแง่สภาพคล่อง แต่บางครั้งสะท้อนว่ากิจการถือสินทรัพย์หมุนเวียน (เช่น สต๊อกหรือลูกหนี้) มากเกินความจำเป็น ซึ่งไม่ได้นำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • Quick Ratio ต่ำกว่า 1.0: หากตัดสินค้าคงเหลือออกแล้วสินทรัพย์สภาพคล่องสูงไม่พอชำระหนี้ระยะสั้น ธนาคารอาจขอดูกระแสเงินสดและแผนการชำระหนี้เพิ่มเติมประกอบ

ตัวอย่างในทางปฏิบัติ: ทำไมสองอัตราส่วนนี้บอกเรื่องต่างกัน

ธุรกิจค้าปลีกที่มีสต๊อกสินค้าจำนวนมากมักมี Current Ratio สูงแต่ Quick Ratio ต่ำกว่ามาก เพราะสินค้าคงเหลือเป็นสัดส่วนใหญ่ของสินทรัพย์หมุนเวียน ในทางกลับกันธุรกิจบริการหรือที่ปรึกษาที่แทบไม่มีสต๊อกสินค้าเลย Current Ratio กับ Quick Ratio มักใกล้เคียงกันมาก การดูทั้งสองตัวเลขคู่กันจึงช่วยให้เห็นภาพว่าสภาพคล่องของกิจการพึ่งพาการขายสต๊อกมากแค่ไหน

ลักษณะธุรกิจความสัมพันธ์ Current Ratio กับ Quick Ratio
ค้าปลีก / ค้าส่งCurrent Ratio สูงกว่า Quick Ratio มาก เพราะสต๊อกเป็นสัดส่วนใหญ่
ธุรกิจบริการ / ที่ปรึกษาทั้งสองตัวใกล้เคียงกัน เพราะแทบไม่มีสต๊อก
โรงงานผลิตมีช่องว่างปานกลาง ขึ้นกับสัดส่วนวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคงเหลือ
ร้านอาหารทั้งสองตัวมักใกล้เคียงกัน เพราะสต๊อกวัตถุดิบหมุนเวียนเร็วและมูลค่าไม่สูงมาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวิเคราะห์สภาพคล่อง

  • ดูแค่ Current Ratio โดยไม่ดู Quick Ratio ประกอบ: ทำให้มองข้ามความเสี่ยงว่าสภาพคล่องส่วนใหญ่พึ่งพาสต๊อกที่อาจขายไม่ออกทันเวลา
  • ไม่ตรวจสอบคุณภาพของลูกหนี้การค้า: ลูกหนี้ที่ค้างชำระนานเกินไปหรือมีความเสี่ยงเก็บเงินไม่ได้ แม้จะนับรวมในสินทรัพย์หมุนเวียน แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้แปลงเป็นเงินสดได้จริงตามที่ตัวเลขแสดง
  • มองอัตราส่วนสูงว่าดีเสมอ: Current Ratio สูงเกินไปบางครั้งสะท้อนว่าบริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เก็บเงินสดไว้เฉยๆ มากเกินไปแทนที่จะนำไปลงทุนขยายกิจการ
  • ไม่เปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง: การดูตัวเลข ณ จุดใดจุดหนึ่งอย่างเดียวอาจไม่เห็นแนวโน้ม ควรเทียบกับไตรมาสหรือปีก่อนหน้าเพื่อดูทิศทางว่าดีขึ้นหรือแย่ลง
  • ใช้ตัวเลข ณ วันสิ้นปีที่ไม่ใช่ภาพปกติของธุรกิจ: ธุรกิจที่มีฤดูกาลอาจมีสภาพคล่อง ณ วันสิ้นรอบบัญชีที่ไม่สะท้อนสถานการณ์ปกติทั้งปี ควรพิจารณาข้อมูลหลายจุดเวลาประกอบ

วิธีปรับปรุง Current Ratio และ Quick Ratio ก่อนยื่นขอสินเชื่อ

  • เร่งเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้า: ทบทวนนโยบายเครดิตเทอมและติดตามลูกหนี้ค้างนานให้ชำระเร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มเงินสดในมือ
  • เจรจายืดระยะเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้: การยืดเครดิตเทอมกับซัพพลายเออร์ช่วยลดหนี้สินหมุนเวียนที่ต้องจ่ายในระยะสั้น
  • ระบายสต๊อกที่หมุนช้า: เปลี่ยนสินค้าคงเหลือที่ขายไม่ออกให้เป็นเงินสด จะช่วยทั้ง Current Ratio (ทางอ้อม) และเพิ่มเงินสดที่ใช้ปรับปรุง Quick Ratio โดยตรง
  • แปลงหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว: หากมีเงินกู้ระยะสั้นที่สามารถรีไฟแนนซ์เป็นระยะยาวได้ จะช่วยลดหนี้สินหมุนเวียนและเพิ่ม Current Ratio ทันที
  • เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น: การเพิ่มทุนช่วยเสริมเงินสดในกิจการโดยตรง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสองอัตราส่วน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งมี Current Ratio อยู่ที่ 1.8 เท่า ซึ่งดูเหมือนอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่เมื่อคำนวณ Quick Ratio พบว่าเหลือเพียง 0.6 เท่า เนื่องจากสินค้าคงเหลือคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมด เมื่อบริษัทยื่นขอสินเชื่อหมุนเวียนกับธนาคาร เจ้าหน้าที่สินเชื่อได้ขอดูรายละเอียดอายุของสต๊อก (Aging) เพิ่มเติม เพราะกังวลว่าหากสต๊อกขายไม่ออกตามแผน บริษัทอาจไม่มีสภาพคล่องเพียงพอชำระหนี้ระยะสั้นจริง กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการดูแค่ Current Ratio อาจทำให้เจ้าของธุรกิจประเมินสภาพคล่องของตัวเองสูงเกินจริง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนยื่นขอสินเชื่อ เจ้าของธุรกิจควรคำนวณทั้ง Current Ratio และ Quick Ratio ควบคู่กัน และเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปีเพื่อดูแนวโน้ม หากพบว่าตัวเลขทั้งสองมีช่องว่างมากเกินไป ควรเริ่มวางแผนบริหารสต๊อกและลูกหนี้การค้าล่วงหน้าก่อนยื่นขอสินเชื่อ เพื่อให้ภาพสภาพคล่องที่นำเสนอต่อธนาคารมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น หากต้องการให้ทีมบัญชีช่วยวิเคราะห์งบการเงินและเตรียมเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ สามารถปรึกษา A Plus Me ได้เพื่อวางแผนอย่างเป็นระบบ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง Current Ratio และ Quick Ratio เช็กสภาพคล่องก่อนขอกู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Current Ratio และ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร

Current Ratio คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนทั้งหมดหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน ส่วน Quick Ratio ตัดสินค้าคงเหลือออกจากสินทรัพย์หมุนเวียนก่อนคำนวณ เพราะสินค้าคงเหลือใช้เวลานานกว่าจะแปลงเป็นเงินสดเมื่อเทียบกับเงินสดหรือลูกหนี้การค้า

Current Ratio เท่าไหร่ที่ธนาคารมองว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

โดยทั่วไป Current Ratio ระหว่าง 1.0–2.0 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้สำหรับ SME ทั่วไป แต่ธนาคารจะพิจารณาประกอบกับ Quick Ratio คุณภาพลูกหนี้ และกระแสเงินสดจริงด้วย

ทำไม Quick Ratio ถึงต่ำกว่า Current Ratio เสมอ

เพราะ Quick Ratio ตัดสินค้าคงเหลือออกจากตัวตั้ง ซึ่งสินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เวลานานกว่าจะแปลงเป็นเงินสดเมื่อเทียบกับเงินสดหรือลูกหนี้การค้า ยกเว้นกิจการที่ไม่มีสต๊อกสินค้าเลย ตัวเลขทั้งสองจะใกล้เคียงกัน

Current Ratio สูงมากถือว่าดีเสมอไปหรือไม่

ไม่เสมอไป Current Ratio ที่สูงเกินไปบางครั้งสะท้อนว่ากิจการบริหารเงินทุนหมุนเวียนไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ถือเงินสดหรือสต๊อกมากเกินความจำเป็นแทนที่จะนำไปลงทุนขยายกิจการ

ธุรกิจที่มีสต๊อกเยอะควรให้ความสำคัญกับอัตราส่วนไหนมากกว่า

ควรดูทั้งสองตัวคู่กัน แต่ Quick Ratio จะให้ภาพที่ระมัดระวังกว่า เพราะสะท้อนสภาพคล่องที่ไม่พึ่งพาการขายสต๊อก ซึ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มีสินค้าคงเหลือสัดส่วนสูง

วิธีเร็วที่สุดในการปรับปรุงสภาพคล่องก่อนยื่นขอสินเชื่อคืออะไร

เร่งเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้า ระบายสต๊อกที่หมุนช้าเป็นเงินสด และเจรจายืดระยะเวลาชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้า ซึ่งช่วยปรับปรุงทั้ง Current Ratio และ Quick Ratio ได้ในเวลาไม่นาน

ควรคำนวณ Current Ratio และ Quick Ratio ตอนไหนก่อนขอสินเชื่อ

ควรคำนวณล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนก่อนยื่นขอสินเชื่อ เพื่อให้มีเวลาปรับปรุงตัวเลขหากพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ธนาคารอาจกังวล และควรเตรียมคำอธิบายประกอบหากมีปัจจัยเฉพาะที่ทำให้ตัวเลขต่างจากปกติ