ชาวต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจในไทยต้องเข้าใจกฎหมายการถือหุ้น ใบอนุญาต และเงื่อนไขต่างๆ ที่แตกต่างจากคนไทย บทความนี้รวบรวมทุกสิ่งที่ต้องรู้ก่อนจดทะเบียนบริษัท
กฎหมายหลักที่ควบคุมธุรกิจของชาวต่างชาติในไทย
การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) ซึ่งกำหนดประเภทธุรกิจที่ห้ามหรือจำกัดการเข้าของชาวต่างชาติไว้ใน 3 บัญชี
- บัญชี 1: ธุรกิจที่ห้ามชาวต่างชาติประกอบกิจการเด็ดขาด เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์ ที่ดิน การทำนาหรือไร่
- บัญชี 2: ธุรกิจที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือศิลปวัฒนธรรม ชาวต่างชาติทำได้แต่ต้องขอรับใบอนุญาตจากคณะรัฐมนตรี
- บัญชี 3: ธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
หากธุรกิจที่ต้องการทำไม่อยู่ในบัญชีทั้งสามนี้ ชาวต่างชาติสามารถประกอบได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษ แต่ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสัดส่วนการถือหุ้น
สัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติ
โดยหลักการ บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49% จะถูกถือว่าเป็น บริษัทต่างชาติ ตาม FBA ซึ่งหมายความว่า
- หุ้นของผู้ถือหุ้นไทยต้องมีอย่างน้อย 51% จึงถือว่าเป็นบริษัทไทยและไม่ต้องขอใบอนุญาต FBA
- ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นสูงสุด 49% ในบริษัททั่วไปโดยไม่ต้องขอ FBA License
- หากต้องการถือหุ้นเกิน 49% ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว หรือใช้ช่องทางพิเศษอื่น
ช่องทางพิเศษสำหรับการถือหุ้น 100% หรือมากกว่า 49%
ชาวต่างชาติที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจเต็มร้อยหรือถือหุ้นเกิน 49% มีช่องทางที่ถูกกฎหมายดังนี้
1. ใบอนุญาตส่งเสริมการลงทุน BOI
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติในธุรกิจที่รัฐต้องการส่งเสริม เช่น เทคโนโลยี การผลิต เกษตรกรรมสมัยใหม่ โดยบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม BOI สามารถถือหุ้นต่างชาติได้ถึง 100% พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการประกอบธุรกิจ
2. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBA License)
ยื่นขอที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า dbd.go.th สำหรับธุรกิจในบัญชี 3 โดยต้องแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนั้นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยและไม่เป็นการแย่งอาชีพคนไทย กระบวนการอนุมัติใช้เวลานานและต้องมีเงินทุนขั้นต่ำ
3. เขตเศรษฐกิจพิเศษและ EEC
ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ชาวต่างชาติได้รับสิทธิพิเศษในการถือหุ้นและประกอบธุรกิจที่ยืดหยุ่นกว่าพื้นที่ทั่วไป
ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทสำหรับชาวต่างชาติ
หากบริษัทมีผู้ถือหุ้นไทยเกิน 51% หรือได้รับอนุมัติ BOI แล้ว ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทจำกัดจะเหมือนกับบริษัทไทยทั่วไป คือ
| ขั้นตอน | รายละเอียด | ระยะเวลาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| 1. จองชื่อบริษัท | ยื่นขอจองที่ dbd.go.th หรือสำนักงาน | 1–3 วัน |
| 2. จัดประชุมผู้ก่อการ | ร่างข้อบังคับ กำหนดทุนจดทะเบียน | 1 วัน |
| 3. จดทะเบียนบริษัท | ยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า | 1–3 วัน |
| 4. ขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี | ยื่นที่กรมสรรพากร | 1 วัน |
| 5. เปิดบัญชีธนาคาร | ใช้เอกสารบริษัทและหนังสือมอบอำนาจ | 3–7 วัน |
เอกสารที่ชาวต่างชาติต้องเตรียม
นอกจากเอกสารมาตรฐานของการจดทะเบียนบริษัท ชาวต่างชาติต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่
- หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริงพร้อมสำเนาที่รับรองถูกต้อง
- วีซ่าที่อนุญาตให้พำนักในไทย (Non-Immigrant B Visa หรือ Non-B อื่น)
- หลักฐานที่อยู่อาศัยในไทย เช่น ใบอยู่อาศัยชั่วคราว
- เอกสารรับรองสถานภาพ เช่น สำเนาใบสำคัญถิ่นที่อยู่ (ถ้ามี)
- หากมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ผ่านการรับรองโนตารีพับลิก
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติ
สำหรับบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นหรือเป็นผู้บริหาร กฎหมายกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำแตกต่างกัน
- บริษัทที่ต้องการ FBA License: ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 3,000,000 บาท
- บริษัทที่ต้องการ Work Permit สำหรับชาวต่างชาติ 1 คน: ทุนชำระแล้วอย่างน้อย 2,000,000 บาท
- บริษัท BOI: ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการที่ขอรับการส่งเสริม
ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
ชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในบริษัทที่จดทะเบียนในไทย รวมถึงการเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร ต้องได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยเงื่อนไขสำคัญคือสัดส่วนพนักงานไทยต่อต่างชาติต้องไม่น้อยกว่า 4:1 และบริษัทต้องชำระทุนครบตามที่กำหนดก่อนยื่นขอ
การทำธุรกิจในไทยในฐานะชาวต่างชาติมีความซับซ้อนทางกฎหมายพอสมควร การปรึกษาทนายความหรือสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในระยะยาว
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ชาวต่างชาติจดทะเบียนบริษัทในไทย: เงื่อนไข สัดส่วนหุ้น และขั้นตอนที่ต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ชาวต่างชาติถือหุ้นบริษัทไทยได้กี่เปอร์เซ็นต์
โดยทั่วไปตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ชาวต่างชาติถือหุ้นได้สูงสุด 49% สำหรับธุรกิจในบัญชีที่จำกัด หากต้องการถือหุ้นเกิน 49% หรือ 100% ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคนต่างด้าว หรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งอาจอนุญาตให้ถือหุ้น 100% ได้
ชาวต่างชาติจำเป็นต้องมีหุ้นส่วนชาวไทยไหม
ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ หากธุรกิจอยู่ในบัญชีจำกัดของ FBA และไม่มีใบอนุญาตพิเศษหรือ BOI จำเป็นต้องมีผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% แต่หากได้รับการส่งเสริม BOI หรือธุรกิจไม่อยู่ในบัญชีจำกัด ไม่จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนชาวไทยก็ได้
ชาวต่างชาติเป็นกรรมการบริษัทไทยได้ไหม
ได้ ชาวต่างชาติสามารถเป็นกรรมการบริษัทจำกัดในไทยได้ แต่หากต้องการทำงานในบริษัทในฐานะกรรมการที่มีอำนาจบริหาร ต้องมีวีซ่า Non-Immigrant B และใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จากกรมการจัดหางานก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่
BOI คืออะไร และช่วยชาวต่างชาติได้อย่างไร
BOI คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งให้สิทธิประโยชน์แก่ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่รัฐต้องการส่งเสริม สิทธิประโยชน์หลักสำหรับนักลงทุนต่างชาติคือการอนุญาตให้ถือหุ้น 100% ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วงหนึ่ง และได้รับวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นเท่าไหร่
หากบริษัทต้องการ Work Permit สำหรับชาวต่างชาติ 1 คน ต้องมีทุนชำระแล้วอย่างน้อย 2,000,000 บาท สำหรับบริษัทที่ยื่นขอ FBA License ต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 3,000,000 บาท ทุนจดทะเบียนที่สูงกว่าจะช่วยให้ขอ Work Permit ได้จำนวนมากขึ้น
ชาวต่างชาติทำธุรกิจออนไลน์หรือ e-Commerce ในไทยต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง
ธุรกิจ e-Commerce ที่เป็นการขายสินค้าออนไลน์ทั่วไปอาจไม่อยู่ในบัญชีจำกัดของ FBA แต่ชาวต่างชาติยังต้องปฏิบัติตามกฎสัดส่วนหุ้น จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหากมีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปีต้องจด VAT กับกรมสรรพากรด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินกรณีของตนเอง