ค่ารับรองเป็นค่าใช้จ่ายที่ SME หักภาษีนิติบุคคลผิดพลาดบ่อยที่สุดประเภทหนึ่ง เพราะมีเพดานจำกัดและต้องมีเอกสารเฉพาะ

ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปฏิเสธการหักได้ทั้งหมด

สารบัญบทความ
  1. ค่ารับรองคืออะไรในทางภาษีนิติบุคคล
  2. เพดานการหักค่ารับรองที่กฎหมายกำหนด
  3. เอกสารที่ต้องมีสำหรับค่ารับรอง
  4. ข้อผิดพลาดที่ SME พบบ่อยเกี่ยวกับค่ารับรอง
  5. แนวทางการบริหารจัดการค่ารับรองให้ถูกต้อง
  6. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

ค่ารับรองคืออะไรในทางภาษีนิติบุคคล

ค่ารับรองหรือค่าบริการในทางธุรกิจ (Entertainment Expenses) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายไปเพื่อรับรองลูกค้า คู่ค้า หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น ค่าอาหารมื้อทางธุรกิจ ค่าสนามกอล์ฟ ค่าตั๋วคอนเสิร์ต

ค่าของขวัญให้ลูกค้า และค่าจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจ

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (4) ค่ารับรองหักได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 145 และฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เพดานการหักค่ารับรองที่กฎหมายกำหนด

บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักค่ารับรองได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือยอดเงินทุนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่รวมกันสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีบัญชี

ตัวอย่างการคำนวณเพดานค่ารับรอง

สถานการณ์รายได้รวม (บาท)ทุนชำระแล้ว (บาท)0.3% ของรายได้0.3% ของทุนเพดานที่ใช้
SME ขนาดเล็ก5,000,0001,000,00015,0003,00015,000
SME ขนาดกลาง20,000,0005,000,00060,00015,00060,000
บริษัทขนาดใหญ่500,000,000100,000,0001,500,000300,0001,500,000

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าสำหรับ SME ส่วนใหญ่ เพดานค่ารับรองมักคำนวณจาก 0.3% ของรายได้รวม เพราะมักสูงกว่า 0.3% ของทุนชำระแล้ว

เอกสารที่ต้องมีสำหรับค่ารับรอง

นอกจากเรื่องเพดาน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเอกสารหลักฐานประกอบ เพราะแม้จะอยู่ในเพดานแต่ถ้าขาดเอกสารก็ไม่สามารถหักได้ เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  • ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน ที่ระบุชื่อผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการสินค้า/บริการ และมูลค่า
  • ชื่อและความสัมพันธ์ของผู้รับการรับรอง ระบุว่าใครเป็นผู้รับการรับรอง เช่น ลูกค้าชื่อ คุณ ก. บริษัท ข. จำกัด
  • วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ระบุว่าการรับรองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อะไร เช่น ประชุมหารือสัญญา เจรจาขยายธุรกิจ
  • วันที่และสถานที่ ระบุให้ชัดเจนเพื่อให้ตรวจสอบได้
  • ลายเซ็นอนุมัติ ผู้มีอำนาจอนุมัติในบริษัทลงชื่อรับรองว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่แท้จริง

ข้อผิดพลาดที่ SME พบบ่อยเกี่ยวกับค่ารับรอง

ข้อผิดพลาดที่ 1: บันทึกค่ารับรองเกิน 0.3% โดยไม่รู้

SME หลายรายบันทึกค่าอาหารทางธุรกิจ ค่ากอล์ฟ และของขวัญลูกค้าตลอดทั้งปีโดยไม่ได้ติดตามว่าใกล้เกินเพดาน 0.3% หรือยัง พอถึงช่วงปิดงบจึงพบว่าค่าใช้จ่ายที่บันทึกไปเกินเพดาน

ส่วนที่เกินต้องบวกกลับเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี

ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่มีชื่อผู้รับการรับรอง

กรมสรรพากรกำหนดชัดเจนว่าต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้รับการรับรอง การจ่ายค่าอาหารแล้วเก็บแค่ใบเสร็จโดยไม่มีบันทึกว่าใครเป็นผู้รับการรับรองถือว่าเอกสารไม่ครบถ้วน

ข้อผิดพลาดที่ 3: นำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาบันทึกเป็นค่ารับรอง

ค่าอาหารที่เจ้าของหรือผู้บริหารกินกันเองโดยไม่มีลูกค้าร่วมด้วย ค่าท่องเที่ยวที่รวมสมาชิกครอบครัวไปด้วย หรือค่าของขวัญที่ให้ญาติพี่น้อง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ค่ารับรองทางธุรกิจและไม่สามารถหักได้

ข้อผิดพลาดที่ 4: ค่าของขวัญที่ไม่เข้าเงื่อนไข

ค่าของขวัญให้ลูกค้าสามารถบันทึกเป็นค่ารับรองได้ก็ต่อเมื่อเป็นของขวัญที่มีตราสัญลักษณ์ (Logo) ของบริษัทหรือเป็นของขวัญทั่วไปที่ให้เนื่องในโอกาสเทศกาลทางธุรกิจ

ของขวัญที่มีมูลค่าสูงมากโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจชัดเจนอาจถูกปฏิเสธ

ข้อผิดพลาดที่ 5: สับสนระหว่างค่ารับรองกับค่าโฆษณา

ค่าโฆษณาและค่ารับรองเป็นคนละประเภทกัน ค่าโฆษณา (เช่น ค่าลงโฆษณาในสื่อ ค่าสปอนเซอร์งานอีเวนต์ที่มีการโฆษณาตราสินค้า) หักได้ทั้งจำนวนไม่มีเพดาน 0.3% ในขณะที่ค่ารับรองมีเพดานจำกัด

การจัดประเภทให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก

แนวทางการบริหารจัดการค่ารับรองให้ถูกต้อง

เพื่อให้ SME สามารถหักค่ารับรองได้เต็มสิทธิโดยไม่มีปัญหากับกรมสรรพากร แนะนำแนวทางดังนี้

  • ติดตามยอดค่ารับรองสะสมรายเดือน เปรียบเทียบกับเพดาน 0.3% ของรายได้ปีปัจจุบัน (ประมาณการ) เพื่อไม่ให้เกิน
  • จัดทำใบรับรองค่ารับรอง (Entertainment Voucher) สำหรับทุกรายการ ระบุชื่อผู้รับการรับรอง ตำแหน่ง บริษัท วัตถุประสงค์ และให้ผู้มีอำนาจลงนาม
  • แยกบัญชีค่ารับรองออกจากค่าใช้จ่ายอื่น เพื่อให้ติดตามและตรวจสอบได้ง่าย
  • ทบทวนทุกไตรมาส ว่ายอดสะสมยังอยู่ในเพดานหรือไม่ และปรับแผนการรับรองให้เหมาะสม

การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นดีกว่าการแก้ไขภายหลัง เพราะหากกรมสรรพากร (rd.go.th) ตรวจพบความผิดปกติในการตรวจสอบ

อาจมีการประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระจริงได้มาก

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่ารับรองหักได้สูงสุดเท่าไหร่ต่อปี?

ค่ารับรองหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวมหรือทุนชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า แต่รวมกันทั้งปีสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท เช่น หากรายได้รวม 10 ล้านบาท หักได้สูงสุด 30,000 บาท

หากรายได้ 100 ล้านบาท หักได้สูงสุด 300,000 บาท

ค่าอาหารกับลูกค้าต้องมีเอกสารอะไรบ้างจึงจะหักภาษีได้?

ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร พร้อมบันทึกระบุชื่อและตำแหน่งของลูกค้าที่ร่วมรับประทาน บริษัทของลูกค้า วัตถุประสงค์ทางธุรกิจของการพบปะ

และลายเซ็นผู้มีอำนาจอนุมัติของบริษัท หากขาดเอกสารใดเอกสารหนึ่ง

กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการหักค่าใช้จ่ายรายการนั้น

ค่ากอล์ฟกับลูกค้านับเป็นค่ารับรองได้หรือไม่?

ได้ ค่าสนามกอล์ฟ ค่าเช่าไม้กอล์ฟ และค่าแคดดี้ที่จ่ายในการรับรองลูกค้าหรือคู่ค้าทางธุรกิจ นับเป็นค่ารับรองได้ภายใต้เพดาน 0.3%

แต่ต้องมีเอกสารครบถ้วนระบุว่าใครเป็นผู้รับการรับรองและมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอะไร

ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของเล่นกอล์ฟคนเดียวหรือกับครอบครัวไม่นับ

ของขวัญปีใหม่ที่ให้ลูกค้าหักเป็นค่ารับรองได้หรือไม่?

ได้ ของขวัญที่มอบให้ลูกค้าเนื่องในเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ในฐานะการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หักเป็นค่ารับรองได้ภายใต้เพดาน 0.3% โดยต้องระบุรายชื่อผู้รับ บริษัท

และมูลค่าของขวัญ รวมถึงมีใบเสร็จประกอบ หากเป็นของขวัญที่มีโลโก้บริษัทพิมพ์บน

อาจโต้แย้งว่าเป็นค่าโฆษณาได้ ซึ่งหักได้ทั้งจำนวนไม่มีเพดาน

ถ้าค่ารับรองเกินเพดาน 0.3% จะต้องทำอย่างไร?

ส่วนที่เกินเพดาน 0.3% ต้องบวกกลับเข้าเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล เช่น ถ้าจ่ายค่ารับรองไป 100,000 บาท แต่เพดานอยู่ที่ 60,000 บาท ส่วนเกิน 40,000

บาทต้องนำมารวมคำนวณภาษี โดยควรปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด. 50

และบันทึกในงบการเงินให้ถูกต้อง

ค่าจัดเลี้ยงพนักงานในบริษัทตัวเองถือเป็นค่ารับรองหรือไม่?

ไม่ถือเป็นค่ารับรอง ค่าเลี้ยงพนักงานในบริษัทถือเป็นค่าสวัสดิการพนักงาน ซึ่งหักได้ทั้งจำนวนโดยไม่มีเพดาน 0.3% แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่จัดให้พนักงานอย่างเป็นระบบและเท่าเทียม

ไม่ใช่จัดให้เฉพาะผู้บริหารหรือเจ้าของ และต้องมีเอกสารประกอบที่ชัดเจน

เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น