ค่ารับรองเป็นค่าใช้จ่ายที่ SME หักภาษีนิติบุคคลผิดพลาดบ่อยที่สุดประเภทหนึ่ง เพราะมีเพดานจำกัดและต้องมีเอกสารเฉพาะ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปฏิเสธการหักได้ทั้งหมด

ค่ารับรองคืออะไรในทางภาษีนิติบุคคล

ค่ารับรองหรือค่าบริการในทางธุรกิจ (Entertainment Expenses) หมายถึงค่าใช้จ่ายที่บริษัทจ่ายไปเพื่อรับรองลูกค้า คู่ค้า หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น ค่าอาหารมื้อทางธุรกิจ ค่าสนามกอล์ฟ ค่าตั๋วคอนเสิร์ต ค่าของขวัญให้ลูกค้า และค่าจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจ

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (4) ค่ารับรองหักได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 145 และฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เพดานการหักค่ารับรองที่กฎหมายกำหนด

บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักค่ารับรองได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือยอดเงินทุนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่รวมกันสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีบัญชี

ตัวอย่างการคำนวณเพดานค่ารับรอง

สถานการณ์รายได้รวม (บาท)ทุนชำระแล้ว (บาท)0.3% ของรายได้0.3% ของทุนเพดานที่ใช้
SME ขนาดเล็ก5,000,0001,000,00015,0003,00015,000
SME ขนาดกลาง20,000,0005,000,00060,00015,00060,000
บริษัทขนาดใหญ่500,000,000100,000,0001,500,000300,0001,500,000

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าสำหรับ SME ส่วนใหญ่ เพดานค่ารับรองมักคำนวณจาก 0.3% ของรายได้รวม เพราะมักสูงกว่า 0.3% ของทุนชำระแล้ว

เอกสารที่ต้องมีสำหรับค่ารับรอง

นอกจากเรื่องเพดาน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเอกสารหลักฐานประกอบ เพราะแม้จะอยู่ในเพดานแต่ถ้าขาดเอกสารก็ไม่สามารถหักได้ เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  • ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน ที่ระบุชื่อผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการสินค้า/บริการ และมูลค่า
  • ชื่อและความสัมพันธ์ของผู้รับการรับรอง ระบุว่าใครเป็นผู้รับการรับรอง เช่น ลูกค้าชื่อ คุณ ก. บริษัท ข. จำกัด
  • วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ระบุว่าการรับรองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อะไร เช่น ประชุมหารือสัญญา เจรจาขยายธุรกิจ
  • วันที่และสถานที่ ระบุให้ชัดเจนเพื่อให้ตรวจสอบได้
  • ลายเซ็นอนุมัติ ผู้มีอำนาจอนุมัติในบริษัทลงชื่อรับรองว่าเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่แท้จริง

ข้อผิดพลาดที่ SME พบบ่อยเกี่ยวกับค่ารับรอง

ข้อผิดพลาดที่ 1: บันทึกค่ารับรองเกิน 0.3% โดยไม่รู้

SME หลายรายบันทึกค่าอาหารทางธุรกิจ ค่ากอล์ฟ และของขวัญลูกค้าตลอดทั้งปีโดยไม่ได้ติดตามว่าใกล้เกินเพดาน 0.3% หรือยัง พอถึงช่วงปิดงบจึงพบว่าค่าใช้จ่ายที่บันทึกไปเกินเพดาน ส่วนที่เกินต้องบวกกลับเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี

ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่มีชื่อผู้รับการรับรอง

กรมสรรพากรกำหนดชัดเจนว่าต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้รับการรับรอง การจ่ายค่าอาหารแล้วเก็บแค่ใบเสร็จโดยไม่มีบันทึกว่าใครเป็นผู้รับการรับรองถือว่าเอกสารไม่ครบถ้วน

ข้อผิดพลาดที่ 3: นำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาบันทึกเป็นค่ารับรอง

ค่าอาหารที่เจ้าของหรือผู้บริหารกินกันเองโดยไม่มีลูกค้าร่วมด้วย ค่าท่องเที่ยวที่รวมสมาชิกครอบครัวไปด้วย หรือค่าของขวัญที่ให้ญาติพี่น้อง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ค่ารับรองทางธุรกิจและไม่สามารถหักได้

ข้อผิดพลาดที่ 4: ค่าของขวัญที่ไม่เข้าเงื่อนไข

ค่าของขวัญให้ลูกค้าสามารถบันทึกเป็นค่ารับรองได้ก็ต่อเมื่อเป็นของขวัญที่มีตราสัญลักษณ์ (Logo) ของบริษัทหรือเป็นของขวัญทั่วไปที่ให้เนื่องในโอกาสเทศกาลทางธุรกิจ ของขวัญที่มีมูลค่าสูงมากโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจชัดเจนอาจถูกปฏิเสธ

ข้อผิดพลาดที่ 5: สับสนระหว่างค่ารับรองกับค่าโฆษณา

ค่าโฆษณาและค่ารับรองเป็นคนละประเภทกัน ค่าโฆษณา (เช่น ค่าลงโฆษณาในสื่อ ค่าสปอนเซอร์งานอีเวนต์ที่มีการโฆษณาตราสินค้า) หักได้ทั้งจำนวนไม่มีเพดาน 0.3% ในขณะที่ค่ารับรองมีเพดานจำกัด การจัดประเภทให้ถูกต้องจึงสำคัญมาก

แนวทางการบริหารจัดการค่ารับรองให้ถูกต้อง

เพื่อให้ SME สามารถหักค่ารับรองได้เต็มสิทธิโดยไม่มีปัญหากับกรมสรรพากร แนะนำแนวทางดังนี้

  • ติดตามยอดค่ารับรองสะสมรายเดือน เปรียบเทียบกับเพดาน 0.3% ของรายได้ปีปัจจุบัน (ประมาณการ) เพื่อไม่ให้เกิน
  • จัดทำใบรับรองค่ารับรอง (Entertainment Voucher) สำหรับทุกรายการ ระบุชื่อผู้รับการรับรอง ตำแหน่ง บริษัท วัตถุประสงค์ และให้ผู้มีอำนาจลงนาม
  • แยกบัญชีค่ารับรองออกจากค่าใช้จ่ายอื่น เพื่อให้ติดตามและตรวจสอบได้ง่าย
  • ทบทวนทุกไตรมาส ว่ายอดสะสมยังอยู่ในเพดานหรือไม่ และปรับแผนการรับรองให้เหมาะสม

การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ต้นดีกว่าการแก้ไขภายหลัง เพราะหากกรมสรรพากร (rd.go.th) ตรวจพบความผิดปกติในการตรวจสอบ อาจมีการประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งสูงกว่าภาษีที่ต้องชำระจริงได้มาก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่ารับรองหักภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน: เพดาน เอกสารที่ต้องมี และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่ารับรองหักได้สูงสุดเท่าไหร่ต่อปี?

ค่ารับรองหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวมหรือทุนชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดสูงกว่า แต่รวมกันทั้งปีสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท เช่น หากรายได้รวม 10 ล้านบาท หักได้สูงสุด 30,000 บาท หากรายได้ 100 ล้านบาท หักได้สูงสุด 300,000 บาท

ค่าอาหารกับลูกค้าต้องมีเอกสารอะไรบ้างจึงจะหักภาษีได้?

ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร พร้อมบันทึกระบุชื่อและตำแหน่งของลูกค้าที่ร่วมรับประทาน บริษัทของลูกค้า วัตถุประสงค์ทางธุรกิจของการพบปะ และลายเซ็นผู้มีอำนาจอนุมัติของบริษัท หากขาดเอกสารใดเอกสารหนึ่ง กรมสรรพากรอาจปฏิเสธการหักค่าใช้จ่ายรายการนั้น

ค่ากอล์ฟกับลูกค้านับเป็นค่ารับรองได้หรือไม่?

ได้ ค่าสนามกอล์ฟ ค่าเช่าไม้กอล์ฟ และค่าแคดดี้ที่จ่ายในการรับรองลูกค้าหรือคู่ค้าทางธุรกิจ นับเป็นค่ารับรองได้ภายใต้เพดาน 0.3% แต่ต้องมีเอกสารครบถ้วนระบุว่าใครเป็นผู้รับการรับรองและมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอะไร ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของเล่นกอล์ฟคนเดียวหรือกับครอบครัวไม่นับ

ของขวัญปีใหม่ที่ให้ลูกค้าหักเป็นค่ารับรองได้หรือไม่?

ได้ ของขวัญที่มอบให้ลูกค้าเนื่องในเทศกาลปีใหม่หรือสงกรานต์ในฐานะการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หักเป็นค่ารับรองได้ภายใต้เพดาน 0.3% โดยต้องระบุรายชื่อผู้รับ บริษัท และมูลค่าของขวัญ รวมถึงมีใบเสร็จประกอบ หากเป็นของขวัญที่มีโลโก้บริษัทพิมพ์บน อาจโต้แย้งว่าเป็นค่าโฆษณาได้ ซึ่งหักได้ทั้งจำนวนไม่มีเพดาน

ถ้าค่ารับรองเกินเพดาน 0.3% จะต้องทำอย่างไร?

ส่วนที่เกินเพดาน 0.3% ต้องบวกกลับเข้าเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล เช่น ถ้าจ่ายค่ารับรองไป 100,000 บาท แต่เพดานอยู่ที่ 60,000 บาท ส่วนเกิน 40,000 บาทต้องนำมารวมคำนวณภาษี โดยควรปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด. 50 และบันทึกในงบการเงินให้ถูกต้อง

ค่าจัดเลี้ยงพนักงานในบริษัทตัวเองถือเป็นค่ารับรองหรือไม่?

ไม่ถือเป็นค่ารับรอง ค่าเลี้ยงพนักงานในบริษัทถือเป็นค่าสวัสดิการพนักงาน ซึ่งหักได้ทั้งจำนวนโดยไม่มีเพดาน 0.3% แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่จัดให้พนักงานอย่างเป็นระบบและเท่าเทียม ไม่ใช่จัดให้เฉพาะผู้บริหารหรือเจ้าของ และต้องมีเอกสารประกอบที่ชัดเจน