คำตอบสั้นๆ คือ สินค้าฝากขาย (Consignment) ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฝากขายจนกว่าจะขายได้จริง จึงห้ามบันทึกเป็นยอดขายหรือตัดสต๊อกทันทีที่ส่งของ ต่างจากการซื้อขาดที่กรรมสิทธิ์โอนทันทีเมื่อส่งมอบ บทความนี้อธิบายความต่างของการบันทึกบัญชีทั้งสองแบบให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจง่าย

ความต่างพื้นฐาน: ใครเป็นเจ้าของสต๊อก

ธุรกิจที่กระจายสินค้าผ่านร้านค้าตัวแทน ห้างสรรพสินค้า หรือร้านพันธมิตร มักเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งใน 2 แบบ คือ ซื้อขาด (Outright Sale) ที่ร้านค้าตัวแทนซื้อสินค้าไปเป็นของตัวเองทันที กับ ฝากขาย (Consignment) ที่สินค้ายังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฝากขายอยู่ จนกว่าร้านค้าตัวแทนจะขายให้ลูกค้าปลายทางได้จริง ความต่างนี้ฟังดูเป็นเรื่องกฎหมาย แต่จริงๆ แล้วกระทบบัญชีและภาษีโดยตรง เพราะกำหนดว่าใครต้องบันทึกสต๊อกในงบดุลของตัวเอง และใครต้องรับรู้รายได้เมื่อไหร่

การบันทึกบัญชีแบบซื้อขาด (Outright Sale)

เมื่อผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายขายสินค้าให้ร้านค้าตัวแทนแบบซื้อขาด กรรมสิทธิ์โอนทันทีที่ส่งมอบสินค้า ผู้ขายจึงบันทึกรายได้จากการขายและตัดต้นทุนสินค้าออกจากสต๊อกทันที ไม่ว่าร้านค้าตัวแทนจะขายสินค้านั้นต่อให้ลูกค้าปลายทางได้หรือไม่ก็ตาม ฝั่งร้านค้าตัวแทนก็บันทึกสินค้าที่ซื้อมาเป็นสต๊อกของตัวเอง และรับความเสี่ยงเรื่องสินค้าขายไม่ออกหรือสินค้าเสียหายเองทั้งหมด

การบันทึกบัญชีแบบฝากขาย (Consignment)

ในทางตรงกันข้าม เมื่อส่งสินค้าไปฝากขาย ผู้ฝากขาย (Consignor) ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น แม้สินค้าจะอยู่ที่หน้าร้านของผู้รับฝากขาย (Consignee) แล้วก็ตาม ดังนั้นผู้ฝากขายจึงยัง ไม่บันทึกรายได้และไม่ตัดสต๊อกออกจากบัญชีหลัก เพียงแต่ย้ายประเภทบัญชีจาก "สินค้าสำเร็จรูป" ไปเป็น "สินค้าฝากขาย" เพื่อคุมยอดแยกต่างหาก รายได้จะรับรู้ก็ต่อเมื่อได้รับรายงานยืนยันจากผู้รับฝากขายว่าขายสินค้าให้ลูกค้าปลายทางได้จริงแล้วเท่านั้น

ตัวอย่างเปรียบเทียบการบันทึกบัญชี

ประเด็นซื้อขาด (Outright Sale)ฝากขาย (Consignment)
จุดโอนกรรมสิทธิ์ทันทีที่ส่งมอบสินค้าเมื่อขายให้ลูกค้าปลายทางได้จริงเท่านั้น
ใครบันทึกสต๊อกร้านค้าตัวแทนบันทึกเป็นสต๊อกของตัวเองผู้ฝากขายยังคงบันทึกเป็นสต๊อกของตัวเอง (แยกบัญชีสินค้าฝากขาย)
รับรู้รายได้เมื่อไหร่ทันทีที่ส่งมอบและออกใบกำกับภาษีเมื่อได้รับรายงานยอดขายจากผู้รับฝากขาย
ความเสี่ยงสินค้าขายไม่ออกตกเป็นของร้านค้าตัวแทนยังคงเป็นของผู้ฝากขาย
ค่าตอบแทนของผู้รับฝากขายกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชัน (Commission)

ตัวอย่างตัวเลขจริง

บริษัท A ผลิตเครื่องสำอาง ส่งสินค้ามูลค่าต้นทุน 200,000 บาท (ราคาขายปลีก 400,000 บาท) ไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยตกลงจ่ายค่าคอมมิชชันให้ห้าง 20% ของยอดขาย

  • ตอนส่งสินค้าไปฝากขาย: บริษัท A ย้ายสต๊อกจากบัญชี "สินค้าสำเร็จรูป" ไปเป็น "สินค้าฝากขาย" มูลค่า 200,000 บาท ยังไม่บันทึกรายได้ใดๆ
  • เมื่อได้รับรายงานว่าขายได้ 100,000 บาท (ราคาขายปลีก): บริษัท A บันทึกรายได้ 100,000 บาท ตัดต้นทุนขายตามสัดส่วน (50,000 บาท) และบันทึกค่าคอมมิชชันจ่าย 20,000 บาท (20% ของ 100,000 บาท) เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย
  • สต๊อกคงเหลือที่ยังฝากขายอยู่: 150,000 บาท (ต้นทุน) ยังคงอยู่ในบัญชี "สินค้าฝากขาย" ของบริษัท A

จะเห็นว่าหากบริษัท A บันทึกรายได้ 400,000 บาททันทีตอนส่งสินค้าไปห้าง (เหมือนขายขาด) จะทำให้รายได้และภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไปมากจากความเป็นจริง เพราะสินค้าอาจยังขายไม่ออกทั้งหมด

ผลกระทบต่อภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

จุดเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (Tax Point) ของสินค้าฝากขายก็เลื่อนตามหลักการรับรู้รายได้เช่นกัน คือยังไม่เกิดขึ้นตอนส่งของไปฝากขาย แต่จะเกิดเมื่อขายสินค้าให้ลูกค้าปลายทางได้จริง ผู้ฝากขายจึงยังไม่ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปตอนส่งของ แต่ออกเพียงเอกสารโอนย้ายสินค้าหรือใบส่งของชั่วคราวเท่านั้น ทั้งนี้ต้องมีสัญญาฝากขายที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ไม่เช่นนั้นอาจถูกตีความว่าเป็นการขายขาดตั้งแต่วันส่งมอบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • บันทึกรายได้และตัดสต๊อกทันทีที่ส่งของไปฝากขาย: ทำให้รายได้และภาษีคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เพราะสินค้าอาจขายไม่ออกทั้งหมดหรือถูกส่งคืน
  • ไม่มีสัญญาฝากขายที่ระบุเงื่อนไขชัดเจน: สรรพากรอาจตีความว่าเป็นการซื้อขาดตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า ทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลังตามยอดเต็ม
  • ไม่ตรวจนับสต๊อกที่อยู่หน้าร้านผู้รับฝากขายเป็นระยะ: ทำให้ไม่รู้ยอดสินค้าคงเหลือจริง เสี่ยงต่อการสูญหายหรือความเสียหายที่ไม่ถูกบันทึกทันเวลา
  • สับสนระหว่างค่าคอมมิชชันกับส่วนลดการค้า: ทำให้บันทึกค่าใช้จ่ายผิดหมวดและอาจกระทบการหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง
  • ไม่รับรายงานยอดขายจากผู้รับฝากขายตรงเวลา: ทำให้รับรู้รายได้ล่าช้ากว่าที่ควร กระทบการปิดบัญชีรายเดือนและการยื่นภาษี

เอกสารสำคัญที่ต้องมี

ธุรกิจที่ทำการฝากขายควรจัดเตรียมเอกสารดังนี้ให้ครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบและกระทบยอดบัญชีได้ถูกต้อง

  • สัญญาแต่งตั้งตัวแทนฝากขาย ระบุอัตราค่าคอมมิชชันและเงื่อนไขการคืนสินค้าที่ขายไม่ออก
  • ใบส่งของฝากขาย (ไม่ใช่ใบกำกับภาษีเต็มรูป) ระบุจำนวนและราคาต้นทุน/ราคาขายปลีกชัดเจน
  • รายงานยอดขายสินค้าฝากขายจากผู้รับฝากขายทุกรอบเดือน เพื่อใช้เป็นหลักฐานออกใบกำกับภาษี
  • ใบกำกับภาษีค่าคอมมิชชันจากผู้รับฝากขาย พร้อมหลักฐานหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้อง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ธุรกิจที่วางแผนจะขยายช่องทางขายผ่านการฝากขาย ควรเริ่มจากร่างสัญญาที่ระบุเงื่อนไขให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางภาษี แยกบัญชีสินค้าฝากขายออกจากสินค้าสำเร็จรูปที่ขายขาด และตกลงกับผู้รับฝากขายให้ส่งรายงานยอดขายตรงเวลาทุกเดือน เพื่อให้ปิดบัญชีและยื่นภาษีได้ถูกต้อง หากมีการฝากขายหลายช่องทางพร้อมกัน ควรใช้ระบบคุมสต๊อกที่แยกแยะได้ชัดเจนว่าสินค้าชิ้นไหนอยู่ที่ไหน และควรตรวจนับสต๊อกฝากขายอย่างน้อยไตรมาสละครั้งเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าสูญหายที่ไม่ถูกบันทึก

เมื่อไหร่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

หากธุรกิจมีรูปแบบผสมทั้งขายขาดและฝากขายในเวลาเดียวกัน หรือมีคู่ค้าหลายรายที่ใช้เงื่อนไขต่างกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อวางระบบบันทึกที่แยกแยะแต่ละรูปแบบได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะความผิดพลาดในการรับรู้รายได้และจุดเสียภาษีมักสะสมหลายเดือนก่อนถูกตรวจพบ และแก้ไขย้อนหลังยากกว่าการวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ฝากขายสินค้าคอนไซน์ (Consignment) บันทึกบัญชีต่างจากซื้อขาด ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ฝากขายสินค้าต่างจากขายขาดตรงไหนบ้าง

ต่างกันที่จุดโอนกรรมสิทธิ์ ขายขาดกรรมสิทธิ์โอนทันทีที่ส่งมอบสินค้า ส่วนฝากขายกรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ฝากขายจนกว่าจะขายให้ลูกค้าปลายทางได้จริง ซึ่งกระทบทั้งการบันทึกสต๊อกและจังหวะรับรู้รายได้

ส่งสินค้าไปฝากขาย ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปทันทีไหม

ไม่ต้อง เพราะยังไม่เกิดจุดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตอนส่งมอบ ให้ออกเพียงใบส่งของหรือเอกสารโอนย้ายสินค้าชั่วคราว แล้วค่อยออกใบกำกับภาษีเมื่อได้รับรายงานยืนยันยอดขายจริงจากผู้รับฝากขาย

สินค้าฝากขายที่อยู่หน้าร้านตัวแทน ใครต้องนับสต๊อก

ผู้ฝากขายยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงควรมีสิทธิ์และหน้าที่ตรวจนับสต๊อกที่อยู่หน้าร้านผู้รับฝากขายเป็นระยะ อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพื่อกระทบยอดกับรายงานที่ได้รับและป้องกันความเสี่ยงสินค้าสูญหาย

ค่าคอมมิชชันที่จ่ายให้ผู้รับฝากขาย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

โดยทั่วไปค่าคอมมิชชันหรือค่านายหน้าที่จ่ายให้ผู้รับฝากขายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรตามลักษณะสัญญาที่ทำจริง

ถ้าไม่มีสัญญาฝากขายที่ชัดเจน จะมีความเสี่ยงอะไร

สรรพากรอาจตีความว่าเป็นการซื้อขาดตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า ทำให้ต้องบันทึกรายได้และเสียภาษีจากยอดเต็มทันที ซึ่งอาจต่างจากยอดที่ขายได้จริงมาก จึงควรมีสัญญาที่ระบุเงื่อนไขฝากขายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

สินค้าฝากขายที่ขายไม่ออกและถูกส่งคืน ต้องบันทึกอย่างไร

เนื่องจากยังไม่เคยรับรู้รายได้จากสินค้าที่ยังไม่ขายได้ จึงเพียงย้ายสต๊อกกลับจากบัญชีสินค้าฝากขายมาเป็นสินค้าสำเร็จรูปตามปกติ ไม่ต้องบันทึกรายการลดยอดขายหรือรับคืนสินค้าเพราะยังไม่เคยมีรายได้เกิดขึ้น

SME ขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มฝากขาย ควรเริ่มวางระบบอย่างไร

ควรเริ่มจากร่างสัญญาฝากขายที่ระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน แยกบัญชีสินค้าฝากขายออกจากสต๊อกปกติ และตกลงกับผู้รับฝากขายให้ส่งรายงานยอดขายตรงเวลาทุกเดือน หากไม่มั่นใจควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อวางระบบตั้งแต่เริ่มต้น