คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) คือคลังที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรให้เก็บสินค้านำเข้าโดยยังไม่ต้องชำระอากรและ VAT จนกว่าจะนำสินค้าออกมาใช้หรือขายในประเทศจริง

ทางบัญชีต้องแยกสต๊อกในคลังทัณฑ์บนออกจากสต๊อกทั่วไป

และรับรู้ภาษีเฉพาะเมื่อสินค้าออกจากคลังเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น

สารบัญบทความ
  1. คลังสินค้าทัณฑ์บนคืออะไร
  2. หลักการบันทึกสต๊อกสินค้าในคลังทัณฑ์บน
  3. เมื่อนำสินค้าออกจากคลังทัณฑ์บนเพื่อใช้ในประเทศ (Ex-Bond)
  4. เมื่อส่งออกสินค้าจากคลังทัณฑ์บนไปต่างประเทศ
  5. ตารางสรุปการบันทึกบัญชีตามสถานการณ์
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน
  9. ผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจ
  10. ความแตกต่างระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรี
  11. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  12. สรุป
  13. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คลังสินค้าทัณฑ์บนคืออะไร

คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) เป็นสถานที่เก็บสินค้าที่ได้รับอนุญาตจากกรมศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร ให้ผู้ประกอบการนำสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาเก็บไว้ได้โดย

ยังไม่ต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มทันที

จนกว่าจะมีการนำสินค้าออกจากคลังเพื่อใช้ในประเทศ (Ex-Bond) จึงจะเกิดภาระภาษีเต็มจำนวน แต่หากนำสินค้าออกเพื่อส่งออกต่อไปยังต่างประเทศ จะไม่ต้องเสียอากรขาเข้าเลย

ธุรกิจที่นิยมใช้คลังสินค้าทัณฑ์บน ได้แก่ ผู้นำเข้าสินค้าปริมาณมากที่ยังไม่แน่ใจว่าจะขายในประเทศหรือส่งออกต่อ ผู้ประกอบการที่ต้องการเลื่อนภาระภาษีเพื่อบริหารกระแสเงินสด

และธุรกิจที่ทำ Re-export หรือกระจายสินค้าไปหลายประเทศจากไทยเป็นศูนย์กลาง

หลักการบันทึกสต๊อกสินค้าในคลังทัณฑ์บน

ประเด็นสำคัญทางบัญชีคือต้อง แยกบัญชีสต๊อกสินค้าในคลังทัณฑ์บนออกจากสต๊อกสินค้าทั่วไปที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว เนื่องจากสถานะภาษีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แนะนำให้ตั้งบัญชีย่อยแยก เช่น

  • "สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน" (Bonded Warehouse Inventory)
  • "สินค้าคงเหลือทั่วไป" (General Inventory) สำหรับสินค้าที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้วพร้อมขายในประเทศ

เมื่อรับสินค้าเข้าคลังทัณฑ์บน ให้บันทึก เดบิต: สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน (ตามราคาทุน CIF หรือราคาที่ตกลงตาม Incoterms) และเครดิต: เจ้าหนี้การค้าต่างประเทศ

หรือเงินสด/เงินฝากธนาคาร โดย ยังไม่บันทึกอากรขาเข้าและ VAT เพราะยังไม่เกิดภาระภาษี

ณ จุดนี้

เมื่อนำสินค้าออกจากคลังทัณฑ์บนเพื่อใช้ในประเทศ (Ex-Bond)

เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจนำสินค้าออกจากคลังทัณฑ์บนเพื่อขายหรือใช้ในประเทศไทย ต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและชำระอากรขาเข้ากับ VAT นำเข้าให้ครบถ้วนก่อน จึงจะนำสินค้าออกจากคลังได้

ทางบัญชีให้บันทึกดังนี้

  • เดบิต: สินค้าคงเหลือทั่วไป (ราคาทุนเดิม + อากรขาเข้า + ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง)
  • เดบิต: ภาษีซื้อ (VAT นำเข้า 7% หากจด VAT และเครดิตได้)
  • เครดิต: สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน (โอนออกตามราคาทุนเดิม)
  • เครดิต: เงินสด/เงินฝากธนาคาร หรือเจ้าหนี้กรมศุลกากร (อากรขาเข้า + VAT ที่ชำระ)

เมื่อส่งออกสินค้าจากคลังทัณฑ์บนไปต่างประเทศ

หากสินค้าถูกส่งออกจากคลังทัณฑ์บนไปต่างประเทศโดยตรง (Re-export) โดยไม่ผ่านการใช้ในประเทศไทย จะ ไม่มีภาระอากรขาเข้าและ VAT นำเข้าเลย

ทางบัญชีเพียงบันทึกตัดสินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บนออก และรับรู้รายได้จากการขายส่งออกตามปกติ ซึ่งได้รับสิทธิ

VAT อัตรา 0% ตามเงื่อนไขการส่งออกของกรมสรรพากร

ตารางสรุปการบันทึกบัญชีตามสถานการณ์

สถานการณ์รายการบัญชีภาระภาษี
รับสินค้าเข้าคลังทัณฑ์บนเดบิต สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน / เครดิต เจ้าหนี้การค้ายังไม่เกิดภาระภาษี
นำสินค้าออกใช้ในประเทศ (Ex-Bond)เดบิต สินค้าคงเหลือทั่วไป + ภาษีซื้อ / เครดิต สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน + เงินสด/เจ้าหนี้ศุลกากรชำระอากรขาเข้า + VAT 7% เต็มจำนวน
ส่งออกจากคลังทัณฑ์บนไปต่างประเทศเครดิต สินค้าคงเหลือในคลังทัณฑ์บน / เดบิต ต้นทุนขาย + รับรู้รายได้ส่งออกไม่มีอากรขาเข้า VAT ส่งออก 0%

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

บริษัท ค. นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 5,000,000 บาท เก็บไว้ในคลังทัณฑ์บนเพื่อรอกระจายขายทั้งในประเทศและส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน หลังจาก 3 เดือน บริษัทตัดสินใจนำสินค้า

60% (3,000,000 บาท) ออกมาขายในประเทศ และส่งออกอีก 40% (2,000,000

บาท) ไปประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงจากคลัง สมมติอากรขาเข้า 5% และ VAT 7%

รายการมูลค่า (บาท)
ส่วนที่นำออกใช้ในประเทศ (ราคาทุน)3,000,000
อากรขาเข้า 5% ของส่วนนี้150,000
VAT นำเข้า 7% (คำนวณจากฐานราคา+อากร)220,500
ส่วนที่ส่งออกโดยตรง (ไม่มีอากร ไม่มี VAT นำเข้า)2,000,000

*อัตราอากรขาเข้าเป็นตัวอย่างสมมติ ขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากรจริงของสินค้าแต่ละประเภท ส่วน VAT 7% อ้างอิงอัตราปัจจุบันตามพระราชกฤษฎีกาที่มีผลถึงเดือนกันยายน 2569

ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงกับกรมสรรพากรก่อนคำนวณ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกบัญชีสต๊อกในคลังทัณฑ์บนออกจากสต๊อกทั่วไป: ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าสินค้าส่วนใดยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร เสี่ยงต่อการรายงานภาษีผิดพลาดเมื่อนำออกใช้จริง
  • ลืมบันทึกอากรขาเข้าและ VAT ทันทีที่นำสินค้าออกจากคลัง: ทำให้เกิดรายการภาษีค้างจ่ายที่ไม่ถูกต้องตามรอบเดือน
  • ตีความว่าสินค้าที่อยู่ในคลังทัณฑ์บนเป็นสินค้าที่ขายในประเทศได้แล้ว: ทำให้ออกใบกำกับภาษีขายก่อนที่จะผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง
  • ไม่มีการกระทบยอดสต๊อกในคลังทัณฑ์บนกับรายงานของกรมศุลกากรอย่างสม่ำเสมอ: อาจทำให้ตัวเลขบัญชีไม่ตรงกับที่กรมศุลกากรบันทึกไว้ เสี่ยงถูกตรวจสอบ

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน

ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการคลังสินค้าทัณฑ์บนสามารถเลือกได้สองแนวทาง คือ ใช้บริการคลังสินค้าทัณฑ์บนสาธารณะที่มีผู้ประกอบการรายอื่นได้รับใบอนุญาตจากกรมศุลกากรอยู่แล้ว

หรือขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนของตนเอง (Private Bonded

Warehouse) ซึ่งเหมาะกับธุรกิจที่มีปริมาณนำเข้าสูงและต้องการควบคุมสต๊อกด้วยตนเอง การขอจัดตั้งคลังของตนเองต้องยื่นคำขอต่อกรมศุลกากร วางหลักประกัน

และปฏิบัติตามระเบียบการควบคุมสต๊อกอย่างเคร่งครัด

รวมถึงต้องจัดทำบัญชีคุมสินค้าที่กรมศุลกากรสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา

ผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจ

ประโยชน์หลักของคลังสินค้าทัณฑ์บนในมุมบัญชีการเงินคือการช่วยเลื่อนภาระอากรขาเข้าและ VAT ออกไปจนกว่าสินค้าจะถูกนำไปใช้จริง

ทำให้ธุรกิจไม่ต้องสำรองเงินสดจำนวนมากไว้จ่ายภาษีล่วงหน้าสำหรับสินค้าที่ยังไม่ได้ขาย

โดยเฉพาะธุรกิจที่นำเข้าสินค้าปริมาณมากแต่ขายออกช้า การใช้คลังทัณฑ์บนจึงเป็นเครื่องมือบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม

ธุรกิจต้องชั่งน้ำหนักกับต้นทุนค่าเช่าคลังและค่าธรรมเนียมการจัดการที่เพิ่มขึ้น

เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ความแตกต่างระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรี

ผู้ประกอบการมักสับสนระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร (Free Zone) และเขตประกอบการเสรี (I-EA-T Free Zone) เนื่องจากทั้งสามรูปแบบล้วนช่วยเลื่อนภาระภาษีนำเข้าออกไปเช่นกัน

แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือคลังสินค้าทัณฑ์บนเน้นการ เก็บรักษาสินค้า

โดยทั่วไปไม่อนุญาตให้แปรรูปหรือผลิตสินค้าภายในคลัง ในขณะที่เขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีอนุญาตให้นำสินค้าเข้ามาผลิต ประกอบ หรือแปรรูปก่อนส่งออกได้

ธุรกิจที่มีแผนนำเข้าวัตถุดิบมาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกจึงควรพิจารณาใช้เขตปลอดอากรแทนคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป โดยปรึกษาที่ปรึกษาบัญชีเพื่อเลือกรูปแบบที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจมากที่สุด

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

ธุรกิจที่ใช้คลังสินค้าทัณฑ์บนควรจัดทำทะเบียนคุมสินค้าคงคลังแยกเฉพาะ ระบุวันที่รับเข้า ปริมาณ มูลค่าทุน และสถานะล่าสุด (ยังอยู่ในคลัง / นำออกใช้ในประเทศแล้ว / ส่งออกแล้ว)

พร้อมกระทบยอดกับรายงานของกรมศุลกากรทุกเดือน

และควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ด้านศุลกากรเพื่อวางผังบัญชีและขั้นตอนการบันทึกที่รองรับทั้งกรณีนำออกใช้ในประเทศและส่งออกไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ควรกำหนดรอบเวลาตรวจนับสต๊อกจริงในคลังทัณฑ์บนเทียบกับบัญชีคุมอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อลดความเสี่ยงจากสินค้าสูญหายหรือความคลาดเคลื่อนที่อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อกรมศุลกากรเข้าตรวจสอบ

สรุป

คลังสินค้าทัณฑ์บนช่วยให้ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้นด้วยการเลื่อนภาระภาษีจนกว่าจะนำสินค้าออกใช้จริง แต่ต้องมีระบบบัญชีที่แยกสต๊อกและติดตามสถานะภาษีอย่างชัดเจน

เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า

ซึ่งอาจกระทบทั้งงบการเงินและความเสี่ยงถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สินค้าที่เก็บในคลังทัณฑ์บนต้องเสียภาษีทันทีหรือไม่

ไม่ต้อง สินค้าที่เก็บในคลังทัณฑ์บนจะยังไม่เกิดภาระอากรขาเข้าและ VAT จนกว่าจะมีการนำออกจากคลังเพื่อใช้หรือขายในประเทศไทย หากส่งออกต่อไปต่างประเทศโดยตรงจะไม่มีอากรขาเข้าเลย

ต้องแยกบัญชีสต๊อกในคลังทัณฑ์บนออกจากสต๊อกทั่วไปหรือไม่

ควรแยกอย่างเคร่งครัด เพราะสถานะภาษีของสินค้าสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน การแยกบัญชีช่วยให้ติดตามได้ว่าสินค้าส่วนใดยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและป้องกันการรับรู้ภาษีผิดรอบ

นำสินค้าออกจากคลังทัณฑ์บนไปใช้ในประเทศต้องทำอย่างไรก่อน

ต้องยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและชำระอากรขาเข้าพร้อม VAT นำเข้าให้ครบถ้วนกับกรมศุลกากรก่อน จึงจะสามารถนำสินค้าออกจากคลังมาขายหรือใช้งานในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย

ธุรกิจขนาดเล็กควรใช้คลังสินค้าทัณฑ์บนหรือไม่

ควรพิจารณาความคุ้มค่า เพราะการใช้คลังทัณฑ์บนมีต้นทุนค่าเช่าคลังและค่าดำเนินการเพิ่มเติม เหมาะกับธุรกิจที่นำเข้าปริมาณมากหรือมีแผนกระจายสินค้าไปหลายประเทศ

ควรปรึกษาที่ปรึกษาก่อนตัดสินใจ

VAT นำเข้าที่ชำระตอนนำสินค้าออกจากคลังขอคืนได้ไหม

หากกิจการจดทะเบียน VAT และมีสิทธิเครดิตภาษีซื้อ สามารถนำ VAT นำเข้าที่ชำระไปหักลบกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ควรกระทบยอดสต๊อกในคลังทัณฑ์บนบ่อยแค่ไหน

แนะนำให้กระทบยอดกับรายงานของกรมศุลกากรทุกเดือน เพื่อให้ตัวเลขบัญชีตรงกับข้อมูลที่หน่วยงานราชการบันทึกไว้ ลดความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนสะสมที่ตรวจพบยาก

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน