ธุรกิจที่มีหลายสาขาแล้วต้องปิดตัวไปแค่สาขาเดียว มักสับสนว่าต้องแจ้งกรมสรรพากรเหมือนกับการเลิก VAT ทั้งบริษัทหรือไม่ และภาษีซื้อคงเหลือของสาขานั้นจะหายไปหรือเปล่า
บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของ SME ที่มีหลายสาขาโดยเฉพาะ
อธิบายขั้นตอนแจ้งปิดสาขาด้วยแบบ ภ.พ.09 กำหนดเวลาที่ต้องทำ เอกสารที่ต้องเตรียม และวิธีจัดการภาษีซื้อคงเหลือให้ถูกต้องตามรูปแบบการยื่น VAT ของบริษัท
พร้อมชี้ให้เห็นความต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการอย่างชัดเจน
เพื่อให้ปิดสาขาได้อย่างถูกต้องโดยไม่กระทบธุรกิจส่วนที่เหลือ
สารบัญบทความ
ปิดสาขาเดียว ไม่ใช่การเลิก VAT ทั้งกิจการ
สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจหลายสาขาต้องเข้าใจให้ชัดคือ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผูกอยู่กับ "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" ซึ่งคือนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเจ้าของกิจการ
ไม่ได้ผูกกับแต่ละสาขาแยกกันเป็นคนละราย สาขาแต่ละแห่งเป็นเพียง
"สถานประกอบการ" ที่มีใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของตัวเอง ไว้บอกที่ตั้งและใช้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น
เมื่อกิจการปิดสาขาใดสาขาหนึ่งแต่สำนักงานใหญ่และสาขาอื่นยังเปิดดำเนินงานตามปกติ นี่จึงเป็นเพียงการ แจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ลดจำนวนสาขา) ไม่ใช่การ "แจ้งเลิกกิจการ"
ที่ทำให้เลขผู้เสียภาษี VAT ของทั้งบริษัทถูกเพิกถอน สถานะ VAT
ของนิติบุคคลยังคงอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ตัดสาขานั้นออกจากทะเบียนเท่านั้น
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะการเลิก VAT ทั้งกิจการมีผลให้กรมสรรพากรถือว่าสินค้าคงเหลือและทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ "ถูกขาย" ออกไปตามมูลค่าราคาตลาด
(มาตรา 77/1(8)(ฉ) และมาตรา 79/3(5) แห่งประมวลรัษฎากร) ต้องคำนวณ
VAT นำส่งทันที แต่การปิดสาขาเดียวโดยกิจการยังดำเนินต่อ ไม่ได้เข้าเงื่อนไข "วันเลิกประกอบกิจการ" ตามกฎหมาย ตราบใดที่สินค้าและทรัพย์สินยังเป็นของนิติบุคคลเดิม
เพียงย้ายไปใช้งานที่สาขาอื่นหรือสำนักงานใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม
ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการก่อนสรุป เพราะรายละเอียดอาจต่างกันตามลักษณะทรัพย์สินและวิธียื่น VAT ของบริษัท
แจ้งปิดสาขาอย่างไร ใช้แบบไหน ภายในกี่วัน
การปิดสาขาต้องแจ้งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ.09 (คำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร) โดยเลือกช่อง "ลดจำนวนสาขา" ไม่ใช่ช่อง "เลิกประกอบกิจการ
โอนกิจการทั้งหมด ควบกิจการ" ที่ใช้เมื่อเลิก VAT ทั้งบริษัท
ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรว่าด้วยกำหนดเวลาการแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีปิดสถานประกอบการบางแห่งต้องยื่น ภ.พ.09 ภายใน 15 วัน นับจากวันปิดสถานประกอบการ
(กรณีเลิกกิจการทั้งบริษัทก็ใช้กำหนดเวลา 15 วันนับจากวันเลิกกิจการเช่นกัน
แต่ใช้ช่องแจ้งเปลี่ยนแปลงคนละรายการ)
เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบการยื่น ได้แก่
- แบบ ภ.พ.09 กรอกครบถ้วน (โดยทั่วไปกรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นพร้อมกัน 3 ฉบับ)
- ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ฉบับจริงของสาขาที่ปิด เพื่อคืนให้กรมสรรพากร
- สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล ควรเป็นฉบับที่ออกใหม่ไม่นานเกินไป (สรรพากรพื้นที่หลายแห่งขอฉบับไม่เกิน 6 เดือน แต่แนวปฏิบัติอาจต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ที่จะยื่นให้แน่ชัดก่อน)
- สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นยื่นแทน)
- เอกสารประกอบ เช่น สำเนาสัญญาเช่าสถานที่ หรือหนังสือแสดงการยกเลิก/สิ้นสุดการใช้สถานที่ของสาขาที่ปิด
ยื่นแบบ ภ.พ.09 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สาขานั้นตั้งอยู่ (กรณีอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร) หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สาขานั้นตั้งอยู่ (กรณีอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร)
เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว กรมสรรพากรจะปรับปรุงทะเบียนตัดสาขานั้นออก
โดยเลขผู้เสียภาษี VAT ของสำนักงานใหญ่และสาขาอื่นไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ยังคงออกใบกำกับภาษีและยื่น ภ.พ.30 ได้ตามปกติทุกเดือน
ภาษีซื้อคงเหลือของสาขาที่ปิด จัดการอย่างไร
นี่คือจุดที่เจ้าของกิจการมักสับสนที่สุด และเป็นจุดที่ต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการอย่างชัดเจน คำตอบขึ้นอยู่กับว่าบริษัทยื่นแบบ ภ.พ.30 แบบไหน
กรณีแยกยื่นรายสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติเริ่มต้นเมื่อกิจการมีหลายสาขาและแต่ละสาขายื่น ภ.พ.30 ของตัวเอง สาขาที่ปิดต้องยื่น ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายสำหรับเดือนที่ยังเปิดดำเนินงาน
หากเดือนนั้นมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เกิดภาษีซื้อคงเหลือ
ปกติจะยกไปหักในเดือนถัดไปของสาขาเดียวกัน แต่เมื่อสาขาปิดแล้วไม่มีเดือนถัดไปให้ยก จึงควรเลือก "ขอคืน" ในแบบ ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายนั้นแทนการปล่อยยกยอด
เพื่อไม่ให้เครดิตภาษีค้างอยู่โดยไม่มีที่ไป
กรณียื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่ ซึ่งต้องยื่นคำร้องขออนุมัติจากกรมสรรพากรก่อนจึงจะใช้ได้ ภาษีซื้อและภาษีขายของทุกสาขารวมถึงสาขาที่กำลังจะปิดจะถูกรวมไว้ใน ภ.พ.30
ฉบับเดียวของสำนักงานใหญ่อยู่แล้ว ธุรกรรมของสาขาก่อนวันปิดจึงถูกนับรวมไปตามปกติ
ภาษีซื้อคงเหลือจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยอดรวมทั้งบริษัท ไม่ต้องขอคืนแยกเป็นรายสาขา และไม่มีปัญหาเรื่อง "เครดิตค้าง" เพราะไม่เคยถูกแยกคำนวณเป็นรายสาขาตั้งแต่แรก
เจ้าของกิจการควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีว่าบริษัทของตนยื่นแบบไหนอยู่ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีซื้อคงเหลือ เพราะแนวทางจัดการต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากเลือกผิดจังหวะอาจทำให้เครดิตภาษีที่ควรได้คืนสูญเปล่าไปโดยไม่จำเป็น
ประเด็นอื่นที่ต้องเช็กตอนปิดสาขา
นอกจากภาษีซื้อคงเหลือ ยังมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบให้ครบก่อนปิดสาขาจริง
- การโอนสินค้าหรือทรัพย์สินไปสาขาอื่น ตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร คำว่า "ขาย" หมายรวมถึงการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า แม้ไม่มีค่าตอบแทนก็ตาม ดังนั้นหากบริษัทยื่น VAT แยกรายสถานประกอบการ การโอนสินค้าคงเหลือจากสาขาที่ปิดไปยังสาขาอื่นโดยทั่วไปต้องออกใบกำกับภาษีระหว่างสถานประกอบการตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ถ้าบริษัทยื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่ (ได้รับอนุมัติแล้ว) การเคลื่อนย้ายสินค้าภายในหน่วยภาษีเดียวกันโดยทั่วไปไม่ต้องออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้รายละเอียดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบก่อนย้ายสต๊อกจริง เพื่อไม่ให้พลาดจุดที่ต้องออกใบกำกับภาษี
- เอกสารภาษีซื้อภาษีขายของสาขา ต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร (อธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งขยายเป็นไม่เกิน 7 ปีได้ในบางกรณี) แม้สาขาจะปิดไปแล้วก็ตาม เผื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
- ใบกำกับภาษีที่ออกค้างไว้ก่อนปิด ต้องนำส่งภาษีขายตามรอบเดือนที่ออกใบกำกับตามปกติ ไม่ได้รับการยกเว้นเพียงเพราะสาขากำลังจะปิด
- แจ้งข้อมูลให้ลูกค้าและคู่ค้าทราบ เพื่อไม่ให้มีการออกใบกำกับภาษีระบุสาขาที่ปิดไปแล้วอีกหลังวันที่แจ้งเปลี่ยนแปลง
ปิดสาขาเดียว กับ เลิก VAT ทั้งกิจการ ต่างกันตรงไหนบ้าง
ตารางสรุปด้านล่างเปรียบเทียบสองสถานการณ์ให้เห็นภาพชัดขึ้น
| ประเด็น | ปิดสาขาเดียว (บริษัทแม่ยังเปิด) | เลิก VAT ทั้งกิจการ |
|---|---|---|
| แบบที่ใช้แจ้ง | ภ.พ.09 ช่อง "ลดจำนวนสาขา" | ภ.พ.09 ช่อง "เลิกประกอบกิจการ" |
| สถานะเลขผู้เสียภาษี VAT | ยังใช้งานได้ตามปกติ | ถูกเพิกถอน ออกใบกำกับภาษีไม่ได้อีก |
| สินค้าคงเหลือ/ทรัพย์สิน | ไม่ถือเป็นการขาย หากยังอยู่ในธุรกิจเดียวกัน | ถือเป็นการขายตามราคาตลาด ต้องคำนวณ VAT นำส่ง |
| ภาษีซื้อคงเหลือ | ขึ้นกับวิธียื่น (รวม หรือ แยกรายสถานประกอบการ) | ต้องขอคืนใน ภ.พ.30 ฉบับสุดท้าย เพราะไม่มีรอบถัดไปอีก |
| กำหนดเวลาแจ้ง | ภายใน 15 วันนับจากวันปิดสาขา | ภายใน 15 วันนับจากวันเลิกกิจการ |
ก่อนยื่นแบบภาษีของเดือนถัดไปหลังปิดสาขา ควรตรวจให้ครบว่า ยื่น ภ.พ.09 พร้อมคืน ภ.พ.20 ของสาขาที่ปิดภายใน 15 วัน ปิดยอดภาษีซื้อภาษีขายของสาขานั้นให้ครบก่อนวันปิดจริง
ตรวจสอบว่าบริษัทยื่น VAT
แบบรวมหรือแยกรายสถานประกอบการเพื่อวางแผนภาษีซื้อคงเหลือให้ถูกทาง และเก็บเอกสารทั้งหมดของสาขาที่ปิดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
รายละเอียดทั้งหมดควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบตามข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการอีกครั้งก่อนดำเนินการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ปิดสาขา VAT อย่างไรให้ถูก แจ้ง ภ.พ.09 และภาษีซื้อคงเหลือ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปิดสาขาเดียวต้องแจ้งกรมสรรพากรด้วยแบบอะไร
ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 เพื่อแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเลือกช่อง 'ลดจำนวนสาขา' ภายใน 15 วันนับจากวันปิดสถานประกอบการจริง พร้อมคืนใบ ภ.พ.20
ฉบับเดิมของสาขานั้นให้กรมสรรพากร ไม่ใช่การยื่นช่อง 'เลิกประกอบกิจการ' ที่ใช้เมื่อเลิก VAT
ทั้งบริษัท
ปิดสาขาเดียวต้องเสีย VAT จากสินค้าคงเหลือเหมือนเลิก VAT ทั้งบริษัทไหม
โดยหลักการไม่ต้อง ตราบใดที่สินค้าและทรัพย์สินของสาขาที่ปิดยังเป็นของนิติบุคคลเดิมและถูกย้ายไปใช้งานที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่น กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไข 'วันเลิกประกอบกิจการ'
ตามมาตรา 77/1(8)(ฉ) และ 79/3(5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ต้องคำนวณ VAT
จากสินค้าคงเหลือตามราคาตลาด ต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการที่สินค้าคงเหลือทั้งหมดถือเป็นการขายและต้องนำส่ง VAT อย่างไรก็ตามควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
โดยเฉพาะหากมีการโอนสินค้าไปสาขาอื่นซึ่งอาจต้องออกใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์การโอนสินค้าตามมาตรา 77/1(8)
ภาษีซื้อคงเหลือของสาขาที่ปิดหายไปเลยหรือไม่
ไม่หาย แต่วิธีจัดการต่างกันตามรูปแบบการยื่น VAT ของบริษัท ถ้าแยกยื่นรายสถานประกอบการ ควรเลือก 'ขอคืน' ภาษีซื้อคงเหลือในแบบ ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายของสาขานั้นแทนการยกยอด
เพราะไม่มีรอบเดือนถัดไปให้ยกแล้ว ถ้ายื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่
(ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน) ภาษีซื้อคงเหลือจะรวมเข้ากับยอดรวมของบริษัทโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องขอคืนแยก
ปิดสาขาแล้วสำนักงานใหญ่ยังต้องยื่น ภ.พ.30 ตามปกติไหม
ต้องยื่นตามปกติ เพราะเลขผู้เสียภาษี VAT ของนิติบุคคลยังใช้งานได้ครบถ้วน สำนักงานใหญ่และสาขาที่เหลือยังคงยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนเช่นเดิม
เพียงแต่ไม่มีข้อมูลของสาขาที่ปิดไปรวมอยู่อีกต่อไปเท่านั้น
ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน