ธุรกิจที่มีหลายสาขาแล้วต้องปิดตัวไปแค่สาขาเดียว มักสับสนว่าต้องแจ้งกรมสรรพากรเหมือนกับการเลิก VAT ทั้งบริษัทหรือไม่ และภาษีซื้อคงเหลือของสาขานั้นจะหายไปหรือเปล่า

บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของ SME ที่มีหลายสาขาโดยเฉพาะ

อธิบายขั้นตอนแจ้งปิดสาขาด้วยแบบ ภ.พ.09 กำหนดเวลาที่ต้องทำ เอกสารที่ต้องเตรียม และวิธีจัดการภาษีซื้อคงเหลือให้ถูกต้องตามรูปแบบการยื่น VAT ของบริษัท

พร้อมชี้ให้เห็นความต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการอย่างชัดเจน

เพื่อให้ปิดสาขาได้อย่างถูกต้องโดยไม่กระทบธุรกิจส่วนที่เหลือ

สารบัญบทความ
  1. ปิดสาขาเดียว ไม่ใช่การเลิก VAT ทั้งกิจการ
  2. แจ้งปิดสาขาอย่างไร ใช้แบบไหน ภายในกี่วัน
  3. ภาษีซื้อคงเหลือของสาขาที่ปิด จัดการอย่างไร
  4. ประเด็นอื่นที่ต้องเช็กตอนปิดสาขา
  5. ปิดสาขาเดียว กับ เลิก VAT ทั้งกิจการ ต่างกันตรงไหนบ้าง
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ปิดสาขาเดียว ไม่ใช่การเลิก VAT ทั้งกิจการ

สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจหลายสาขาต้องเข้าใจให้ชัดคือ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผูกอยู่กับ "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" ซึ่งคือนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาเจ้าของกิจการ

ไม่ได้ผูกกับแต่ละสาขาแยกกันเป็นคนละราย สาขาแต่ละแห่งเป็นเพียง

"สถานประกอบการ" ที่มีใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ของตัวเอง ไว้บอกที่ตั้งและใช้ออกใบกำกับภาษีเท่านั้น

เมื่อกิจการปิดสาขาใดสาขาหนึ่งแต่สำนักงานใหญ่และสาขาอื่นยังเปิดดำเนินงานตามปกติ นี่จึงเป็นเพียงการ แจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ลดจำนวนสาขา) ไม่ใช่การ "แจ้งเลิกกิจการ"

ที่ทำให้เลขผู้เสียภาษี VAT ของทั้งบริษัทถูกเพิกถอน สถานะ VAT

ของนิติบุคคลยังคงอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ตัดสาขานั้นออกจากทะเบียนเท่านั้น

ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะการเลิก VAT ทั้งกิจการมีผลให้กรมสรรพากรถือว่าสินค้าคงเหลือและทรัพย์สินที่มีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกกิจการ "ถูกขาย" ออกไปตามมูลค่าราคาตลาด

(มาตรา 77/1(8)(ฉ) และมาตรา 79/3(5) แห่งประมวลรัษฎากร) ต้องคำนวณ

VAT นำส่งทันที แต่การปิดสาขาเดียวโดยกิจการยังดำเนินต่อ ไม่ได้เข้าเงื่อนไข "วันเลิกประกอบกิจการ" ตามกฎหมาย ตราบใดที่สินค้าและทรัพย์สินยังเป็นของนิติบุคคลเดิม

เพียงย้ายไปใช้งานที่สาขาอื่นหรือสำนักงานใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม

ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการก่อนสรุป เพราะรายละเอียดอาจต่างกันตามลักษณะทรัพย์สินและวิธียื่น VAT ของบริษัท

แจ้งปิดสาขาอย่างไร ใช้แบบไหน ภายในกี่วัน

การปิดสาขาต้องแจ้งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.พ.09 (คำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร) โดยเลือกช่อง "ลดจำนวนสาขา" ไม่ใช่ช่อง "เลิกประกอบกิจการ

โอนกิจการทั้งหมด ควบกิจการ" ที่ใช้เมื่อเลิก VAT ทั้งบริษัท

ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรว่าด้วยกำหนดเวลาการแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีปิดสถานประกอบการบางแห่งต้องยื่น ภ.พ.09 ภายใน 15 วัน นับจากวันปิดสถานประกอบการ

(กรณีเลิกกิจการทั้งบริษัทก็ใช้กำหนดเวลา 15 วันนับจากวันเลิกกิจการเช่นกัน

แต่ใช้ช่องแจ้งเปลี่ยนแปลงคนละรายการ)

เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบการยื่น ได้แก่

  • แบบ ภ.พ.09 กรอกครบถ้วน (โดยทั่วไปกรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นพร้อมกัน 3 ฉบับ)
  • ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ฉบับจริงของสาขาที่ปิด เพื่อคืนให้กรมสรรพากร
  • สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล ควรเป็นฉบับที่ออกใหม่ไม่นานเกินไป (สรรพากรพื้นที่หลายแห่งขอฉบับไม่เกิน 6 เดือน แต่แนวปฏิบัติอาจต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ที่จะยื่นให้แน่ชัดก่อน)
  • สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นยื่นแทน)
  • เอกสารประกอบ เช่น สำเนาสัญญาเช่าสถานที่ หรือหนังสือแสดงการยกเลิก/สิ้นสุดการใช้สถานที่ของสาขาที่ปิด

ยื่นแบบ ภ.พ.09 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สาขานั้นตั้งอยู่ (กรณีอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร) หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สาขานั้นตั้งอยู่ (กรณีอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร)

เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว กรมสรรพากรจะปรับปรุงทะเบียนตัดสาขานั้นออก

โดยเลขผู้เสียภาษี VAT ของสำนักงานใหญ่และสาขาอื่นไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ยังคงออกใบกำกับภาษีและยื่น ภ.พ.30 ได้ตามปกติทุกเดือน

ภาษีซื้อคงเหลือของสาขาที่ปิด จัดการอย่างไร

นี่คือจุดที่เจ้าของกิจการมักสับสนที่สุด และเป็นจุดที่ต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการอย่างชัดเจน คำตอบขึ้นอยู่กับว่าบริษัทยื่นแบบ ภ.พ.30 แบบไหน

กรณีแยกยื่นรายสถานประกอบการ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติเริ่มต้นเมื่อกิจการมีหลายสาขาและแต่ละสาขายื่น ภ.พ.30 ของตัวเอง สาขาที่ปิดต้องยื่น ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายสำหรับเดือนที่ยังเปิดดำเนินงาน

หากเดือนนั้นมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เกิดภาษีซื้อคงเหลือ

ปกติจะยกไปหักในเดือนถัดไปของสาขาเดียวกัน แต่เมื่อสาขาปิดแล้วไม่มีเดือนถัดไปให้ยก จึงควรเลือก "ขอคืน" ในแบบ ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายนั้นแทนการปล่อยยกยอด

เพื่อไม่ให้เครดิตภาษีค้างอยู่โดยไม่มีที่ไป

กรณียื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่ ซึ่งต้องยื่นคำร้องขออนุมัติจากกรมสรรพากรก่อนจึงจะใช้ได้ ภาษีซื้อและภาษีขายของทุกสาขารวมถึงสาขาที่กำลังจะปิดจะถูกรวมไว้ใน ภ.พ.30

ฉบับเดียวของสำนักงานใหญ่อยู่แล้ว ธุรกรรมของสาขาก่อนวันปิดจึงถูกนับรวมไปตามปกติ

ภาษีซื้อคงเหลือจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยอดรวมทั้งบริษัท ไม่ต้องขอคืนแยกเป็นรายสาขา และไม่มีปัญหาเรื่อง "เครดิตค้าง" เพราะไม่เคยถูกแยกคำนวณเป็นรายสาขาตั้งแต่แรก

เจ้าของกิจการควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีว่าบริษัทของตนยื่นแบบไหนอยู่ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีซื้อคงเหลือ เพราะแนวทางจัดการต่างกันโดยสิ้นเชิง

หากเลือกผิดจังหวะอาจทำให้เครดิตภาษีที่ควรได้คืนสูญเปล่าไปโดยไม่จำเป็น

ประเด็นอื่นที่ต้องเช็กตอนปิดสาขา

นอกจากภาษีซื้อคงเหลือ ยังมีรายละเอียดที่ควรตรวจสอบให้ครบก่อนปิดสาขาจริง

  • การโอนสินค้าหรือทรัพย์สินไปสาขาอื่น ตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร คำว่า "ขาย" หมายรวมถึงการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า แม้ไม่มีค่าตอบแทนก็ตาม ดังนั้นหากบริษัทยื่น VAT แยกรายสถานประกอบการ การโอนสินค้าคงเหลือจากสาขาที่ปิดไปยังสาขาอื่นโดยทั่วไปต้องออกใบกำกับภาษีระหว่างสถานประกอบการตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ถ้าบริษัทยื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่ (ได้รับอนุมัติแล้ว) การเคลื่อนย้ายสินค้าภายในหน่วยภาษีเดียวกันโดยทั่วไปไม่ต้องออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้รายละเอียดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบก่อนย้ายสต๊อกจริง เพื่อไม่ให้พลาดจุดที่ต้องออกใบกำกับภาษี
  • เอกสารภาษีซื้อภาษีขายของสาขา ต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร (อธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งขยายเป็นไม่เกิน 7 ปีได้ในบางกรณี) แม้สาขาจะปิดไปแล้วก็ตาม เผื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
  • ใบกำกับภาษีที่ออกค้างไว้ก่อนปิด ต้องนำส่งภาษีขายตามรอบเดือนที่ออกใบกำกับตามปกติ ไม่ได้รับการยกเว้นเพียงเพราะสาขากำลังจะปิด
  • แจ้งข้อมูลให้ลูกค้าและคู่ค้าทราบ เพื่อไม่ให้มีการออกใบกำกับภาษีระบุสาขาที่ปิดไปแล้วอีกหลังวันที่แจ้งเปลี่ยนแปลง

ปิดสาขาเดียว กับ เลิก VAT ทั้งกิจการ ต่างกันตรงไหนบ้าง

ตารางสรุปด้านล่างเปรียบเทียบสองสถานการณ์ให้เห็นภาพชัดขึ้น

ประเด็นปิดสาขาเดียว (บริษัทแม่ยังเปิด)เลิก VAT ทั้งกิจการ
แบบที่ใช้แจ้งภ.พ.09 ช่อง "ลดจำนวนสาขา"ภ.พ.09 ช่อง "เลิกประกอบกิจการ"
สถานะเลขผู้เสียภาษี VATยังใช้งานได้ตามปกติถูกเพิกถอน ออกใบกำกับภาษีไม่ได้อีก
สินค้าคงเหลือ/ทรัพย์สินไม่ถือเป็นการขาย หากยังอยู่ในธุรกิจเดียวกันถือเป็นการขายตามราคาตลาด ต้องคำนวณ VAT นำส่ง
ภาษีซื้อคงเหลือขึ้นกับวิธียื่น (รวม หรือ แยกรายสถานประกอบการ)ต้องขอคืนใน ภ.พ.30 ฉบับสุดท้าย เพราะไม่มีรอบถัดไปอีก
กำหนดเวลาแจ้งภายใน 15 วันนับจากวันปิดสาขาภายใน 15 วันนับจากวันเลิกกิจการ

ก่อนยื่นแบบภาษีของเดือนถัดไปหลังปิดสาขา ควรตรวจให้ครบว่า ยื่น ภ.พ.09 พร้อมคืน ภ.พ.20 ของสาขาที่ปิดภายใน 15 วัน ปิดยอดภาษีซื้อภาษีขายของสาขานั้นให้ครบก่อนวันปิดจริง

ตรวจสอบว่าบริษัทยื่น VAT

แบบรวมหรือแยกรายสถานประกอบการเพื่อวางแผนภาษีซื้อคงเหลือให้ถูกทาง และเก็บเอกสารทั้งหมดของสาขาที่ปิดไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด

รายละเอียดทั้งหมดควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบตามข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการอีกครั้งก่อนดำเนินการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ปิดสาขา VAT อย่างไรให้ถูก แจ้ง ภ.พ.09 และภาษีซื้อคงเหลือ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปิดสาขาเดียวต้องแจ้งกรมสรรพากรด้วยแบบอะไร

ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 เพื่อแจ้งเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเลือกช่อง 'ลดจำนวนสาขา' ภายใน 15 วันนับจากวันปิดสถานประกอบการจริง พร้อมคืนใบ ภ.พ.20

ฉบับเดิมของสาขานั้นให้กรมสรรพากร ไม่ใช่การยื่นช่อง 'เลิกประกอบกิจการ' ที่ใช้เมื่อเลิก VAT

ทั้งบริษัท

ปิดสาขาเดียวต้องเสีย VAT จากสินค้าคงเหลือเหมือนเลิก VAT ทั้งบริษัทไหม

โดยหลักการไม่ต้อง ตราบใดที่สินค้าและทรัพย์สินของสาขาที่ปิดยังเป็นของนิติบุคคลเดิมและถูกย้ายไปใช้งานที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่น กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไข 'วันเลิกประกอบกิจการ'

ตามมาตรา 77/1(8)(ฉ) และ 79/3(5) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ต้องคำนวณ VAT

จากสินค้าคงเหลือตามราคาตลาด ต่างจากการเลิก VAT ทั้งกิจการที่สินค้าคงเหลือทั้งหมดถือเป็นการขายและต้องนำส่ง VAT อย่างไรก็ตามควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

โดยเฉพาะหากมีการโอนสินค้าไปสาขาอื่นซึ่งอาจต้องออกใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์การโอนสินค้าตามมาตรา 77/1(8)

ภาษีซื้อคงเหลือของสาขาที่ปิดหายไปเลยหรือไม่

ไม่หาย แต่วิธีจัดการต่างกันตามรูปแบบการยื่น VAT ของบริษัท ถ้าแยกยื่นรายสถานประกอบการ ควรเลือก 'ขอคืน' ภาษีซื้อคงเหลือในแบบ ภ.พ.30 ฉบับสุดท้ายของสาขานั้นแทนการยกยอด

เพราะไม่มีรอบเดือนถัดไปให้ยกแล้ว ถ้ายื่นรวม ณ สำนักงานใหญ่

(ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน) ภาษีซื้อคงเหลือจะรวมเข้ากับยอดรวมของบริษัทโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องขอคืนแยก

ปิดสาขาแล้วสำนักงานใหญ่ยังต้องยื่น ภ.พ.30 ตามปกติไหม

ต้องยื่นตามปกติ เพราะเลขผู้เสียภาษี VAT ของนิติบุคคลยังใช้งานได้ครบถ้วน สำนักงานใหญ่และสาขาที่เหลือยังคงยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนเช่นเดิม

เพียงแต่ไม่มีข้อมูลของสาขาที่ปิดไปรวมอยู่อีกต่อไปเท่านั้น

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน