หุ้นบริษัทไม่จดทะเบียนไม่มีราคาตลาดอ้างอิงเหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ กรมสรรพากรจึงกำหนดวิธีคำนวณมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) โดยหลักที่ใช้บ่อยที่สุดคือการคำนวณจากมูลค่าตามบัญชี

(Book Value) ของงบการเงินล่าสุด

ซึ่งเจ้าของกิจการต้องเข้าใจก่อนโอน ขาย หรือให้หุ้นแก่ทายาท เพื่อคำนวณภาษีเงินได้และอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง

เมื่อเจ้าของกิจการต้องการโอนหุ้น ขายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ หรือส่งต่อหุ้นให้ทายาท คำถามแรกที่มักเจอคือ "หุ้นบริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร"

เพราะบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

จึงไม่มีราคาซื้อขายรายวันให้อ้างอิงเหมือนหุ้นบริษัทมหาชน

การประเมินมูลค่าหุ้นจึงต้องอาศัยหลักเกณฑ์ทางบัญชีและภาษีเพื่อให้ได้ตัวเลขที่สรรพากรยอมรับและใช้เป็นฐานคำนวณภาษีได้อย่างถูกต้อง

เจ้าของกิจการที่ไม่เคยผ่านกระบวนการนี้มาก่อนมักตกใจเมื่อพบว่ามูลค่าหุ้นจริงสูงกว่าที่คิดไว้มาก โดยเฉพาะกิจการที่ดำเนินมาหลายปีและสะสมกำไรไว้จำนวนมาก

สารบัญบทความ
  1. ทำไมต้องประเมินมูลค่าหุ้นให้ถูกต้อง
  2. วิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่นิยมใช้
  3. ตัวอย่างการคำนวณมูลค่าหุ้นตามบัญชี
  4. เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อประเมินมูลค่าหุ้น
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. เมื่อไรควรใช้ผู้ประเมินอิสระ
  7. ผลกระทบต่อผู้รับโอนหุ้น
  8. บทบาทของผู้ทำบัญชีในการประเมินมูลค่าหุ้น
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมต้องประเมินมูลค่าหุ้นให้ถูกต้อง

การโอนหรือขายหุ้นบริษัทไม่จดทะเบียนมีผลกระทบทางภาษีหลายด้าน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไรที่ได้จากการขายหุ้น (Capital Gain) อากรแสตมป์ในการโอนหุ้น

และในกรณีที่เป็นการให้โดยเสน่หาแก่ทายาทอาจเกี่ยวข้องกับภาษีการรับให้หรือภาษีมรดกด้วย

หากประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อลดภาระภาษี อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังและประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ดังนั้นการมีวิธีคำนวณที่อ้างอิงได้จึงสำคัญมาก

วิธีประเมินมูลค่าหุ้นที่นิยมใช้

1. มูลค่าตามบัญชี (Book Value)

เป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็ก คำนวณจาก ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดในงบแสดงฐานะการเงินล่าสุด หารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด

วิธีนี้อ้างอิงตัวเลขจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบหรือจัดทำโดยผู้ทำบัญชีแล้ว

จึงมีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย

2. มูลค่าตามรายได้หรือกระแสเงินสด (Income Approach)

ใช้สำหรับกิจการที่มีกำไรและกระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยประเมินจากความสามารถในการทำกำไรในอนาคตคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

วิธีนี้ซับซ้อนกว่าและมักใช้เมื่อมีการซื้อขายกิจการทั้งหมดหรือมีนักลงทุนภายนอกเข้าร่วมทุน

3. มูลค่าจากสินทรัพย์สุทธิที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Net Asset Value)

เหมาะกับกิจการที่มีสินทรัพย์ถาวรมูลค่าสูง เช่น ที่ดิน อาคาร โดยปรับมูลค่าสินทรัพย์ในบัญชีให้ใกล้เคียงราคาตลาดจริงมากขึ้น

ก่อนนำมาหักหนี้สินเพื่อหามูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นที่แท้จริง

ตัวอย่างการคำนวณมูลค่าหุ้นตามบัญชี

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 50,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท จากงบการเงินล่าสุดพบว่าส่วนของผู้ถือหุ้นรวม

(ทุนจดทะเบียน+กำไรสะสม-ขาดทุนสะสม) เท่ากับ 8,000,000 บาท

ดังนั้นมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นจะเท่ากับ 8,000,000 หารด้วย 50,000 หุ้น เท่ากับ 160 บาทต่อหุ้น หากผู้ถือหุ้นรายหนึ่งต้องการโอนหุ้น 1,000 หุ้นให้บุตร

มูลค่าหุ้นที่ใช้อ้างอิงในการคำนวณภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 160,000 บาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้

(Par Value) ที่ 100,000 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

รายการจำนวน
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม8,000,000 บาท
จำนวนหุ้นทั้งหมด50,000 หุ้น
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น160 บาท
มูลค่าหุ้นที่โอน (1,000 หุ้น)160,000 บาท

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อประเมินมูลค่าหุ้น

  • งบการเงินล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบหรือจัดทำโดยผู้ทำบัญชี
  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ฉบับล่าสุด
  • หนังสือรับรองบริษัทและหนังสือบริคณห์สนธิ
  • รายละเอียดสินทรัพย์ถาวรและภาระหนี้สินที่อาจต้องปรับมูลค่าให้ใกล้เคียงราคาตลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) แทนมูลค่าตามบัญชี — ทำให้ประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และอาจถูกตรวจสอบย้อนหลัง
  • ใช้งบการเงินเก่าที่ไม่สะท้อนสถานะปัจจุบัน — ควรใช้งบล่าสุดที่ปิดบัญชีแล้วเท่านั้น
  • ลืมปรับมูลค่าสินทรัพย์ถาวรที่มีมูลค่าตลาดต่างจากราคาทุน — เช่น ที่ดินที่ราคาตลาดสูงกว่าราคาบันทึกบัญชีมาก
  • ไม่มีเอกสารหรือรายงานประเมินมูลค่าที่อ้างอิงได้ — เมื่อถูกตรวจสอบจะไม่มีหลักฐานยืนยันวิธีคำนวณ
  • ลืมพิจารณาภาษีอากรแสตมป์จากการโอนหุ้น — การโอนหุ้นต้องติดอากรแสตมป์ตามมูลค่าที่ตราไว้หรือราคาที่ชำระแล้วแต่กรณี ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อไรควรใช้ผู้ประเมินอิสระ

สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ซับซ้อน มีธุรกิจหลายสายงาน หรือมีมูลค่าการโอนหุ้นสูง ควรพิจารณาว่าจ้างผู้ประเมินมูลค่าอิสระ (Independent Valuer) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เพื่อจัดทำรายงานประเมินมูลค่าที่น่าเชื่อถือ

ใช้อ้างอิงกับกรมสรรพากรได้ในกรณีที่มีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยเฉพาะกรณีโอนหุ้นมูลค่าสูงระหว่างญาติหรือเตรียมส่งต่อกิจการให้ทายาท

ผลกระทบต่อผู้รับโอนหุ้น

นอกจากผู้โอนหุ้นต้องพิจารณาภาระภาษีแล้ว ผู้รับโอนหุ้นก็ควรตรวจสอบมูลค่าที่รับมาให้ชัดเจนเช่นกัน เนื่องจากในอนาคตหากผู้รับโอนต้องการขายหุ้นต่อ

มูลค่าต้นทุนที่รับโอนมาจะเป็นฐานคำนวณกำไรจากการขายหุ้นในภายหลัง

หากไม่มีเอกสารยืนยันมูลค่าตอนรับโอนที่ชัดเจน อาจทำให้คำนวณกำไรที่ต้องเสียภาษีคลาดเคลื่อนได้

ดังนั้นทั้งผู้โอนและผู้รับโอนควรเก็บรายงานประเมินมูลค่าและเอกสารการโอนหุ้นไว้เป็นหลักฐานอย่างครบถ้วน

บทบาทของผู้ทำบัญชีในการประเมินมูลค่าหุ้น

ผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการมีบทบาทสำคัญในการช่วยคำนวณมูลค่าตามบัญชีให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพราะต้องอาศัยตัวเลขจากงบการเงินที่ปิดบัญชีแล้วเท่านั้น

หากบริษัทยังไม่ได้ปิดงบปีล่าสุด ควรเร่งปิดงบให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการโอนหุ้น

เพื่อให้มูลค่าที่ใช้อ้างอิงสะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง และลดความเสี่ยงจากการถูกตั้งคำถามในภายหลังว่าใช้ตัวเลขที่ล้าสมัยหรือไม่ถูกต้อง

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของกิจการที่วางแผนโอน ขาย หรือให้หุ้นแก่ทายาทควรเริ่มจากการปิดงบการเงินให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องก่อน จากนั้นคำนวณมูลค่าตามบัญชีเป็นฐานเบื้องต้น

หากมีสินทรัพย์มูลค่าสูงที่ราคาตลาดต่างจากบัญชีมาก

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อปรับปรุงมูลค่าให้เหมาะสมและเตรียมเอกสารประกอบให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการโอนหุ้นทุกครั้ง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หุ้นบริษัทไม่จดทะเบียนมีมูลค่าอย่างไร

โดยทั่วไปใช้มูลค่าตามบัญชี (Book Value) จากงบการเงินล่าสุด คำนวณจากส่วนของผู้ถือหุ้นรวมหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด เป็นวิธีที่นิยมและตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายที่สุด

ทำไมใช้มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ไม่ได้

มูลค่าที่ตราไว้เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีตอนจดทะเบียนบริษัท ไม่ได้สะท้อนฐานะการเงินจริง หากใช้ Par Value อาจประเมินมูลค่าต่ำกว่าจริงมากและถูกตรวจสอบย้อนหลังได้

โอนหุ้นให้บุตรต้องเสียภาษีอะไรบ้าง

อาจเกี่ยวข้องกับอากรแสตมป์จากการโอนหุ้นและภาษีการรับให้ตามมูลค่าหุ้นที่ประเมินได้ ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

ต้องใช้งบการเงินปีไหนในการประเมินมูลค่าหุ้น

ควรใช้งบการเงินล่าสุดที่ปิดบัญชีและตรวจสอบแล้ว เพื่อให้มูลค่าที่คำนวณได้สะท้อนสถานะทางการเงินปัจจุบันของบริษัทมากที่สุด

จำเป็นต้องจ้างผู้ประเมินอิสระทุกครั้งหรือไม่

ไม่จำเป็นสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่โอนหุ้นมูลค่าไม่สูงมาก แต่หากมีสินทรัพย์ซับซ้อนหรือมูลค่าการโอนสูง ควรพิจารณาจ้างผู้ประเมินอิสระเพื่อความน่าเชื่อถือ

มูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าตลาดต่างกันอย่างไร

มูลค่าตามบัญชีอ้างอิงจากราคาทุนในงบการเงิน ขณะที่มูลค่าตลาดสะท้อนราคาที่ผู้ซื้อผู้ขายยินดีตกลงกัน ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีได้

โดยเฉพาะกิจการที่มีสินทรัพย์มูลค่าตลาดสูงกว่าราคาบันทึกบัญชี

หากประเมินมูลค่าหุ้นผิดจะเกิดอะไรขึ้น

หากกรมสรรพากรตรวจพบว่ามูลค่าที่ใช้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้