เจ้าของ SME ที่กำลังพิจารณาระดมทุนด้วยหุ้นบุริมสิทธิ (Preference Share) ซึ่งกำหนดจ่ายปันผลในอัตราคงที่ทุกปี
มักเข้าใจผิดว่าเงินที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายดอกเบี้ยเงินกู้ จึงคิดว่าน่าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้
บทความนี้จะอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไมปันผลหุ้นบุริมสิทธิอัตราคงที่จึงยังคงสถานะเป็นเงินปันผลตามกฎหมาย ไม่ใช่ดอกเบี้ย บริษัทหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ และต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายเช่นเดียวกับปันผลหุ้นสามัญทุกประการ
พร้อมข้อควรระวังในการออกแบบโครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย
สารบัญบทความ
- หุ้นบุริมสิทธิจ่ายปันผลอัตราคงที่ คืออะไร
- ทำไมปันผลอัตราคงที่ยังเป็น "เงินปันผล" ไม่ใช่ "ดอกเบี้ยเงินกู้"
- ผลภาษีฝั่งบริษัท: ปันผลหุ้นบุริมสิทธินำไปหักเป็นรายจ่ายไม่ได้
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ต้องหักเหมือนปันผลหุ้นสามัญทุกกรณี
- ข้อควรระวังเมื่อออกแบบโครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิระดมทุน
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
หุ้นบุริมสิทธิจ่ายปันผลอัตราคงที่ คืออะไร
หุ้นบุริมสิทธิ (Preference Share) คือหุ้นอีกประเภทที่บริษัทจำกัดออกได้นอกเหนือจากหุ้นสามัญ โดยกำหนดสิทธิพิเศษไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับบริษัท เช่น
สิทธิได้รับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ หรือสิทธิได้คืนทุนก่อนเมื่อเลิกกิจการ SME
จำนวนไม่น้อยเลือกใช้หุ้นบุริมสิทธิระดมทุนจากนักลงทุนหรือญาติที่ต้องการผลตอบแทนแน่นอน โดยระบุทำนองว่า "ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้รับเงินปันผลอัตราคงที่ปีละ X%
ของมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว ก่อนแบ่งปันผลให้หุ้นสามัญ"
ตัวอย่าง บริษัท A จำกัด ออกหุ้นบุริมสิทธิ 1,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท รวม 1,000,000 บาท กำหนดจ่ายปันผลอัตราคงที่ 8% ต่อปี คิดเป็นเงิน 80,000 บาท
ให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่า
เพราะตัวเลขคงที่และจ่ายก่อนหุ้นสามัญ พฤติกรรมนี้จึงคล้ายดอกเบี้ยเงินกู้ และน่าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้เหมือนดอกเบี้ย
ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอาจนำไปสู่การยื่นภาษีผิดพลาด
ทำไมปันผลอัตราคงที่ยังเป็น "เงินปันผล" ไม่ใช่ "ดอกเบี้ยเงินกู้"
แม้จะกำหนดอัตราไว้ตายตัว แต่สถานะทางกฎหมายของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิยังคือ "เจ้าของกิจการ" (equity) ไม่ใช่ "เจ้าหนี้" (creditor) เหมือนผู้ให้กู้ ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ
- จ่ายได้เฉพาะเมื่อมีกำไรเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 ห้ามบริษัทแบ่งเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากเงินกำไร หากปีใดบริษัทขาดทุนหรือกำไรไม่พอ แม้ข้อบังคับจะระบุอัตรา 8% ไว้ บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายปันผลปีนั้น และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องเอาจากทรัพย์สินอื่นของบริษัทไม่ได้ ต่างจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลูกหนี้ต้องจ่ายตามสัญญาไม่ว่าธุรกิจจะมีกำไรหรือขาดทุน
- ต้องผ่านมติอนุมัติและตั้งสำรองตามกฎหมายก่อนเสมอ การจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิยังต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือคณะกรรมการในกรณีปันผลระหว่างกาล ตามมาตรา 1201 และทุกครั้งที่จ่ายปันผล บริษัทต้องกันสำรองตามกฎหมายไม่น้อยกว่า 5% ของกำไรสุทธิ จนกว่าสำรองจะครบ 10% ของทุนจดทะเบียน ตามมาตรา 1202 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่นเดียวกับหุ้นสามัญทุกประการ ซึ่งดอกเบี้ยเงินกู้ไม่มีขั้นตอนเหล่านี้เลย
- ไม่ใช่หนี้สินที่ต้องคืนตามกำหนดเวลา หุ้นบุริมสิทธิทั่วไปไม่มีวันครบกำหนดไถ่ถอนคืนทุนแบบเงินกู้ ผู้ถือหุ้นยังต้องแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจร่วมกับผู้ถือหุ้นสามัญ เพียงแต่ได้รับสิทธิพิเศษด้านลำดับการจ่ายปันผลเท่านั้น
สรุปคือ "อัตราคงที่" เป็นเพียงสูตรที่ใช้ คำนวณจำนวนเงินปันผล เมื่อบริษัทมีกำไรและมีมติจ่ายเท่านั้น ไม่ใช่ภาระหนี้ตายตัวที่บริษัทต้องจ่ายทุกปีเหมือนดอกเบี้ย
นี่คือสาระสำคัญที่แยกหุ้นบุริมสิทธิออกจากเงินกู้อย่างชัดเจนตามกฎหมาย
ผลภาษีฝั่งบริษัท: ปันผลหุ้นบุริมสิทธินำไปหักเป็นรายจ่ายไม่ได้
เงินปันผลไม่ว่าจะจ่ายให้หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ล้วนเป็นการ "จัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว" ให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ "รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ"
จึงไม่มีการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนตั้งแต่ต้น
และไม่สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.50 ได้ ไม่ว่าจะระบุอัตราคงที่หรือไม่ก็ตาม
จุดนี้ต่างจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอย่างชัดเจน เพราะดอกเบี้ยบันทึกเป็นต้นทุนทางการเงินในงบกำไรขาดทุนก่อนคำนวณกำไรสุทธิ
และหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตราบใดที่กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้ชัดเจน และเป็นรายจ่ายที่ไม่ต้องห้ามตามมาตรา
65 ตรี
ลองเทียบให้เห็นภาพ หากบริษัทระดมทุน 1,000,000 บาท ด้วยหุ้นบุริมสิทธิอัตราคงที่ 8% ต่อปี (จ่ายปันผล 80,000 บาท) เทียบกับกู้ยืมเงินจำนวนเดียวกันในอัตราดอกเบี้ย 8% ต่อปี
กรณีกู้ยืม บริษัทนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณภาษีได้
ช่วยลดกำไรก่อนภาษี แต่กรณีหุ้นบุริมสิทธิ บริษัทต้องมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเพียงพอจึงจะจ่ายปันผลได้เต็มจำนวน โดยไม่มีผลลดภาระภาษีนิติบุคคลแต่อย่างใด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ต้องหักเหมือนปันผลหุ้นสามัญทุกกรณี
ในทางภาษี เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินปันผลหุ้นสามัญทุกประการ
บริษัทผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราเดียวกัน โดยแยกตามประเภทผู้รับได้ดังนี้
| ผู้รับเงินปันผล | อัตราหัก ณ ที่จ่าย | แบบยื่นและหมายเหตุ |
|---|---|---|
| บุคคลธรรมดา | 10% | ยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร) ของเดือนถัดไป ผู้รับเลือกให้เป็นภาษีสุดท้ายหรือนำไปรวมยื่นภาษีปลายปีเพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ ก็ได้ |
| นิติบุคคลไทย | 10% | ยื่น ภ.ง.ด.53 เว้นแต่ผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเป็นบริษัทจำกัดที่ถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง โดยถือมาไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนและหลังจ่ายปันผล และบริษัทผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นไขว้กลับในบริษัทผู้รับ กรณีนี้เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ทวิ (10) และได้รับยกเว้นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 (แก้ไขเพิ่มเติม) ควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ครบก่อนงดหัก เพราะหากเข้าเงื่อนไขไม่ครบยังต้องหัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ตามปกติ |
| นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย | 10% | ยื่น ภ.ง.ด.54 ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร หากประเทศนั้นมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับไทย ต้องเทียบอัตราตาม DTA กับอัตรา 10% ของกฎหมายไทยเป็นรายกรณี เพราะ DTA บางฉบับกำหนดอัตราเงินปันผลไว้สูงกว่า 10% จึงไม่ได้ช่วยลดภาระภาษีเสมอไป |
ไม่ว่าผู้รับจะเป็นผู้ถือหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ ทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจริง บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้ถือหุ้น
เพื่อให้ผู้ถือหุ้นนำไปใช้เป็นหลักฐานยื่นภาษีของตนเองต่อไป
ส่วนกรณีที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่กล่าวข้างต้น บริษัทควรเก็บหลักฐานสัดส่วนการถือหุ้นและระยะเวลาการถือครองไว้ให้พร้อมตรวจสอบแทน
ข้อควรระวังเมื่อออกแบบโครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิระดมทุน
เพราะหุ้นบุริมสิทธิให้ผลตอบแทนคล้ายดอกเบี้ยเงินกู้ เจ้าของกิจการบางรายจึงพยายามออกแบบเงื่อนไขให้ใกล้เคียงตราสารหนี้ยิ่งขึ้น เช่น
ค้ำประกันผลตอบแทนแน่นอนไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรหรือไม่ หรือกำหนดวันไถ่ถอนคืนทุนพร้อมผลตอบแทนคงที่คล้ายเงินกู้
ซึ่งมีความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะพิจารณาเนื้อหาที่แท้จริงของธุรกรรม (Substance over Form) แล้วเห็นว่าแท้จริงเป็นการกู้ยืมเงินแฝงในรูปหุ้น ไม่ใช่การร่วมลงทุน
อาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลังทั้งฝั่งบริษัทและผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้บริษัทจำกัดทั่วไปยังมีข้อจำกัดตามกฎหมายเรื่องการซื้อหุ้นของตนเองคืน ต่างจากบริษัทมหาชนจำกัดที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับหุ้นบุริมสิทธิชนิดไถ่ถอนได้ชัดเจนกว่า
จึงควรตรวจสอบรูปแบบให้รอบคอบก่อนออกแบบเงื่อนไขลักษณะนี้
- ระบุอัตราปันผล ลำดับสิทธิ และเงื่อนไขสะสม (Cumulative) หรือไม่สะสมให้ชัดเจนในหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับบริษัท
- เก็บรายงานการประชุมอนุมัติจ่ายปันผล งบการเงินที่แสดงกำไรสะสมเพียงพอ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ครบทุกครั้งที่มีการหักภาษี
- หลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่ทำให้ผลตอบแทนกลายเป็นภาระผูกพันตายตัวไม่ขึ้นกับผลกำไร เพราะเสี่ยงถูกตีความใหม่เป็นเงินกู้ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและภาษีก่อนออกแบบโครงสร้างที่ซับซ้อน เนื่องจากรายละเอียดเงื่อนไขยกเว้นภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง หุ้นบุริมสิทธิจ่ายปันผลคงที่ ภาษีต่างจากหุ้นสามัญไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หุ้นบุริมสิทธิจ่ายปันผลอัตราคงที่ทุกปีได้จริงหรือไม่ แม้บริษัทขาดทุน
ไม่ได้ กฎหมายห้ามบริษัทแบ่งเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากเงินกำไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 หากปีใดบริษัทขาดทุนหรือกำไรไม่พอ แม้ข้อบังคับจะระบุอัตราคงที่ไว้
บริษัทก็ไม่มีหน้าที่ต้องจ่าย
และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียกร้องจากทรัพย์สินอื่นของบริษัทไม่ได้
บริษัทนำเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิไปหักเป็นรายจ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม
ไม่ได้ เพราะเงินปันผลเป็นการจัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่รายจ่ายในการดำเนินธุรกิจ จึงนำไปหักเป็นรายจ่ายในแบบ ภ.ง.ด.50 ไม่ได้
ต่างจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซึ่งเป็นต้นทุนทางการเงินที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หากเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 65 ตรี
จ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่
หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เช่นเดียวกับปันผลหุ้นสามัญ ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร)
และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้ถือหุ้นทุกครั้ง
ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิที่เป็นบุคคลธรรมดามีสิทธิขอเครดิตภาษีเงินปันผลเหมือนผู้ถือหุ้นสามัญไหม
มีสิทธิเช่นเดียวกัน หากเลือกนำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีแทนการให้ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีสุดท้าย ก็สามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ
ได้เช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นสามัญ
ถ้าต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจผู้ถือหุ้น กรรมการ ทุน และเอกสารตั้งแต่ต้น ลองดูบริการจดทะเบียนบริษัทของ A Plus Me ที่ครอบคลุมไปถึงการเปิดบัญชีธนาคารและบัญชีรายเดือนหลังจด