บทความนี้สำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้บริหารที่กำลังจะซื้อหรือขายหุ้นบริษัทไทยกับผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนต่างชาติ
การปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนเข้าตลาด หรือการขายกิจการบางส่วนให้พันธมิตรใหม่
คุณจะได้เข้าใจว่าเมื่อไหร่ที่ธุรกรรมนี้เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ฐานภาษีที่แท้จริงคำนวณจากอะไร ขั้นตอนนำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ทำอย่างไร
และทำไมสิทธิลดหย่อนตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA)
จึงต้องตรวจสอบเป็นรายประเทศก่อนปิดดีลทุกครั้ง
สารบัญบทความ
- ขายหุ้นบริษัทไทย ผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้าข่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อไหร่
- ฐานภาษีคือ "กำไร" ไม่ใช่ราคาขายหุ้นทั้งจำนวน
- ขั้นตอนหักและนำส่งภาษีด้วย ภ.ง.ด.54
- สิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) — ต้องตรวจสอบเป็นรายประเทศ
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ขายหุ้นบริษัทไทย ผู้ถือหุ้นต่างชาติเข้าข่ายภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อไหร่
หลักการตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า เมื่อนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในไทย (ไม่มีสาขา ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย)
ได้รับเงินได้พึงประเมินบางประเภทที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย
ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนโอนเงินออก แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน กรณีผู้ถือหุ้นต่างชาติที่เป็นนิติบุคคลขายหุ้นบริษัทไทย
กำไรที่ได้จากการขายจัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ช)
ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น (มาตราเดียวกันนี้ยังครอบคลุมถึงการโอนความเป็นหุ้นส่วน หน่วยลงทุน หุ้นกู้ พันธบัตร และตราสารหนี้อื่นด้วย)
เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน กล่าวคือเฉพาะส่วนที่เป็น กำไร
เท่านั้นที่ถือเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ราคาขายทั้งจำนวน
เงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบให้ครบก่อนสรุปว่าธุรกรรมเข้าข่ายมาตรา 70 มีสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือผู้ขายต้องเป็น นิติบุคคล ต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย
(หากผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดาต่างชาติ จะใช้หลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคนละชุด
ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตบทความนี้) ส่วนที่สองคือ ผู้จ่ายเงิน ต้องเป็นผู้จ่ายเงินได้จากหรือในประเทศไทย
ซึ่งในทางปฏิบัติมักหมายถึงผู้ซื้อหุ้นที่โอนเงินค่าซื้อขายจากบัญชีในไทยหรือในนามนิติบุคคลไทย หากโครงสร้างดีลซับซ้อนกว่านั้น เช่น
มีตัวกลางต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเงินไม่ได้ผ่านบัญชีในไทยเลย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นกรณีไปว่าเข้าข่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 70 หรือไม่
บทความนี้กล่าวถึงกรณีทั่วไปที่พบบ่อยที่สุดคือหุ้นบริษัทจำกัดที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนหุ้นที่ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์อาจมีแนวปฏิบัติต่างออกไป ควรตรวจสอบแยกต่างหาก
ฐานภาษีคือ "กำไร" ไม่ใช่ราคาขายหุ้นทั้งจำนวน
จุดที่เจ้าของธุรกิจมักเข้าใจผิดคือคิดว่าต้องหักภาษีจากราคาขายหุ้นทั้งก้อน แต่ตามนิยามในมาตรา 40(4)(ช) ฐานภาษีคือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนที่ผู้ขายลงทุนไปในหุ้นนั้น
เท่านั้น หากราคาขายไม่เกินต้นทุนเดิม (ไม่มีกำไร)
ธุรกรรมนั้นจะไม่มีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรานี้เลย ตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ: บริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่งลงทุนซื้อหุ้นบริษัทไทยไว้เดิมในราคา 10 ล้านบาท
ต่อมาขายหุ้นทั้งหมดให้ผู้ซื้อรายใหม่ในราคา 15 ล้านบาท ส่วนต่างกำไร 5
ล้านบาทนี้คือฐานภาษีที่ต้องนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ยอด 15 ล้านบาททั้งจำนวน
ประเด็นที่ต้องระวังในทางปฏิบัติคือ ผู้จ่ายเงิน (ผู้ซื้อ) จำเป็นต้องมี หลักฐานยืนยันต้นทุนเดิมของผู้ขาย ที่น่าเชื่อถือ เช่น สัญญาซื้อขายหุ้นครั้งก่อน
หลักฐานการโอนเงินชำระค่าหุ้น บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นย้อนหลัง หรืองบการเงินที่สะท้อนราคาทุน
หากไม่มีเอกสารเหล่านี้ครบถ้วน มีความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะตีความว่าผู้จ่ายไม่สามารถพิสูจน์ต้นทุนได้ และอาจพิจารณาให้ถือว่าเงินที่จ่ายทั้งจำนวนเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี
ซึ่งทำให้ภาระภาษีสูงกว่าความเป็นจริงมาก
ดังนั้นก่อนปิดดีลจึงควรให้ผู้ขายส่งมอบเอกสารต้นทุนหุ้นให้ผู้ซื้อและที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบล่วงหน้า ไม่ใช่รอจนถึงวันโอนเงิน
ขั้นตอนหักและนำส่งภาษีด้วย ภ.ง.ด.54
เมื่อคำนวณฐานกำไรได้แล้ว ผู้จ่ายเงิน (ผู้ซื้อหุ้นหรือผู้ที่โอนเงินค่าซื้อขายจากไทย) มีหน้าที่หักภาษีไว้ก่อนโอนเงินส่วนที่เหลือให้ผู้ขาย แล้วนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54
ซึ่งเป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิ สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ช) ในกรณีนี้ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 อยู่ที่ร้อยละ 15 ของกำไรที่คำนวณได้ (ต่างจากเงินปันผลตามมาตรา
40(4)(ข) ซึ่งใช้อัตราร้อยละ 10) เว้นแต่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA)
กำหนดอัตราหรือเงื่อนไขไว้แตกต่าง ทั้งนี้ก่อนคำนวณจริงทุกครั้งควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรว่าประกาศและแนวปฏิบัติล่าสุดยังคงเป็นเช่นเดิมหรือไม่
กำหนดเวลานำส่งคือภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน และหากยื่นแบบพร้อมชำระภาษีผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ปัจจุบันมีมาตรการขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ครบกำหนดประมาณ
15 วันนับจากวันสิ้นเดือน
(มาตรการขยายเวลานี้กรมสรรพากรออกประกาศทบทวนเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดก่อนยื่นแบบทุกครั้ง) กำหนดนี้สั้นมากเมื่อเทียบกับมูลค่าดีลที่มักมีขนาดใหญ่
จึงควรเตรียมเอกสารและคำนวณภาษีให้เสร็จก่อนวันโอนเงินจริง
ไม่ใช่รอให้เงินเข้าบัญชีผู้ขายก่อนแล้วค่อยจัดการภาษีย้อนหลัง เพราะหากนำส่งล่าช้าจะมีเงินเพิ่มตามกฎหมาย และหากผู้จ่ายลืมหักภาษีไว้ตั้งแต่ต้น
ผู้จ่ายในฐานะผู้มีหน้าที่หักอาจต้องร่วมรับผิดชอบชำระภาษีที่ควรหักไว้เองพร้อมเงินเพิ่ม
แม้จะโอนเงินเต็มจำนวนให้ผู้ขายไปแล้วก็ตาม
| รายการ | รายละเอียดโดยสรุป |
|---|---|
| ผู้มีหน้าที่หักภาษี | ผู้จ่ายเงิน (มักเป็นผู้ซื้อหุ้นที่โอนเงินจากหรือในประเทศไทย) |
| ฐานภาษี | ส่วนต่างกำไร (ราคาขาย ลบ ต้นทุนที่พิสูจน์ได้) ไม่ใช่ราคาขายทั้งจำนวน |
| อัตราภาษีทั่วไป | ร้อยละ 15 ของกำไร ตามมาตรา 70 (เงินได้มาตรา 40(4)(ช)) เว้นแต่ DTA กำหนดไว้แตกต่าง — ควรตรวจสอบฉบับล่าสุดก่อนคำนวณจริง |
| แบบที่ใช้นำส่ง | ภ.ง.ด.54 (ตามมาตรา 70 และ 70 ทวิ) |
| กำหนดเวลานำส่ง | ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย (ปัจจุบันมีมาตรการขยายเวลาสำหรับ e-Filing ราว 15 วัน ควรตรวจสอบประกาศล่าสุด) |
| เอกสารสำคัญที่ต้องเก็บ | สัญญาซื้อขายหุ้น หลักฐานต้นทุนเดิม แบบ ภ.ง.ด.54 ที่นำส่งแล้ว และหลักฐานการโอนเงิน |
สิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) — ต้องตรวจสอบเป็นรายประเทศ
ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement หรือ DTA) กับหลายสิบประเทศ ซึ่งอาจมีข้อกำหนดเกี่ยวกับกำไรจากการขายหุ้น (มักอยู่ในหมวด Capital Gains)
ที่แตกต่างจากอัตราปกติในประมวลรัษฎากร บาง DTA
ให้สิทธิเก็บภาษีเฉพาะประเทศที่ผู้ขายมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ไทยไม่มีสิทธิเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากกำไรนี้เลย ในขณะที่บาง DTA
ยังคงให้สิทธิไทยเก็บภาษีได้หากมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่มาจากอสังหาริมทรัพย์ในไทย
หรือผู้ขายถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างกันในแต่ละฉบับและมีการปรับปรุงเป็นระยะ จึงต้องตรวจสอบข้อบทที่เกี่ยวข้องของ DTA
ฉบับปัจจุบันระหว่างไทยกับประเทศที่ผู้ขายมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีทุกครั้งก่อนสรุปว่าจะได้รับยกเว้นหรือลดอัตราหรือไม่
หากผู้ขายต้องการใช้สิทธิตาม DTA จะต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) จากหน่วยงานภาษีของประเทศตนเอง และต้องพิสูจน์สถานะเป็น
"ผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง" (Beneficial Owner) ของเงินได้นั้นด้วย
ผู้ซื้อในฐานะผู้จ่ายเงินควรขอเอกสารเหล่านี้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเจรจาสัญญา ไม่ใช่รอจนถึงวันโอนเงิน เพราะการขอเอกสารรับรองจากต่างประเทศมักใช้เวลาหลายสัปดาห์
และหากไม่มีเอกสารครบถ้วนในวันที่ต้องนำส่งภาษี
ผู้ซื้อควรหักภาษีตามอัตราปกติไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย แล้วให้ผู้ขายไปดำเนินการขอคืนภาษีหรือใช้สิทธิ DTA ในภายหลังตามช่องทางที่กรมสรรพากรกำหนด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ
จากดีลลักษณะนี้ที่พบในทางปฏิบัติ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มีรูปแบบใกล้เคียงกัน ผู้ซื้อและผู้ขายจึงควรตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ก่อนปิดดีล
- เข้าใจผิดว่าขายหุ้นให้/จากนิติบุคคลต่างชาติไม่มีภาระภาษีในไทยเลย — ต้องพิจารณาตามมาตรา 70 และ DTA เป็นกรณีไป ไม่ใช่ได้รับยกเว้นอัตโนมัติทุกกรณี
- โอนเงินค่าซื้อหุ้นเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษีไว้ก่อน — หากลืมหัก ผู้จ่ายอาจต้องร่วมรับผิดชอบชำระภาษีที่ควรหักไว้เอง พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แม้เงินจะโอนไปถึงผู้ขายแล้วก็ตาม
- ไม่มีเอกสารพิสูจน์ต้นทุนเดิมของหุ้นที่ขาย — ทำให้เสี่ยงถูกตีความว่าราคาขายทั้งจำนวนเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี แทนที่จะเป็นเพียงส่วนต่างกำไรจริง
- อ้างสิทธิลดหย่อนตาม DTA โดยไม่มี Certificate of Residence ครบถ้วน — กรมสรรพากรอาจไม่ยอมรับการใช้สิทธิและเรียกเก็บภาษีในอัตราปกติแทน
- ไม่ตรวจสอบตั้งแต่ช่วงเจรจาสัญญาว่าใครเป็นผู้จ่ายเงินและจ่ายจากที่ใด — โครงสร้างการชำระเงินมีผลโดยตรงต่อว่าธุรกรรมเข้าข่ายมาตรา 70 หรือไม่
ธุรกิจที่กำลังจะซื้อหรือขายหุ้นบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ ควรเริ่มประเมินภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายและตรวจสอบ DTA ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนร่างสัญญาซื้อขาย
ไม่ใช่รอจนถึงวันโอนเงิน เพราะรายละเอียดอัตราภาษี เอกสารรับรอง
และแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงได้
การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตรวจสอบข้อเท็จจริงของดีลล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ขายหุ้นบริษัทไทย ผู้ถือหุ้นต่างชาติ หักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ผู้ถือหุ้นต่างชาติขายหุ้นบริษัทไทย ต้องเสียภาษีในไทยเสมอไปหรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาก่อนว่าผู้ขายเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทยหรือไม่ และเงินได้จากการขายหุ้นเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ช) ที่ต้องเสียภาษีในไทยตามมาตรา
70 หรือไม่ นอกจากนี้หากราคาขายไม่เกินต้นทุนเดิม (ไม่มีกำไร)
ก็ไม่มีฐานภาษีให้หัก และหากประเทศของผู้ขายมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) กับไทย อาจมีเงื่อนไขยกเว้นหรือลดอัตราภาษีในบางกรณี
จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโครงสร้างดีลและถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ขายก่อนสรุปภาระภาษีทุกครั้ง
ใครมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในธุรกรรมนี้ ผู้ซื้อหรือผู้ขาย
ผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีไว้ก่อนโอนเงิน ซึ่งในทางปฏิบัติมักหมายถึงผู้ซื้อหุ้นที่โอนเงินค่าซื้อขายจากหรือในประเทศไทย หากผู้ซื้อลืมหักภาษีและโอนเงินเต็มจำนวนไปแล้ว
ผู้ซื้ออาจต้องร่วมรับผิดชอบชำระภาษีที่ควรหักไว้เองพร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย จึงควรตรวจสอบภาระภาษีให้ครบก่อนโอนเงินทุกครั้ง
ถ้าไม่ทราบต้นทุนเดิมของหุ้นที่ผู้ขายลงทุนไปแต่แรก จะคำนวณภาษีอย่างไร
ฐานภาษีตามมาตรา 40(4)(ช) คือส่วนต่างกำไรระหว่างราคาขายกับต้นทุนที่พิสูจน์ได้เท่านั้น หากผู้จ่ายไม่มีเอกสารยืนยันต้นทุนเดิมของผู้ขาย เช่น
สัญญาซื้อขายหุ้นครั้งก่อนหรือหลักฐานการชำระค่าหุ้น
มีความเสี่ยงที่กรมสรรพากรจะตีความให้เงินที่จ่ายทั้งจำนวนเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี จึงควรให้ผู้ขายเตรียมเอกสารต้นทุนให้ผู้ซื้อและที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบตั้งแต่ช่วงเจรจาสัญญา
ผู้ขายต่างชาติจะขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตาม DTA ได้อย่างไร
ผู้ขายต้องแสดงหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) จากประเทศตนเอง และพิสูจน์สถานะผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) ของเงินได้นั้น
ผู้ซื้อควรขอเอกสารนี้ล่วงหน้าเพราะมักใช้เวลาหลายสัปดาห์
หากไม่มีเอกสารครบถ้วนในวันที่ต้องนำส่งภาษี ควรหักภาษีตามอัตราปกติไว้ก่อน แล้วให้ผู้ขายไปดำเนินการขอคืนภาษีในภายหลังตามช่องทางของกรมสรรพากร ทั้งนี้เงื่อนไขของแต่ละ DTA
แตกต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงได้
ควรตรวจสอบฉบับปัจจุบันกับผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง
นอกจากการจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้องตามกฎหมาย ควรวางระบบบัญชีและภาษีให้พร้อมตั้งแต่วันแรกด้วย จึงควรพิจารณาบริการจดบริษัทพร้อมวางฐานบัญชีของ A Plus Me
ที่ดูแลต่อเนื่องไปถึงงานหลังจดทะเบียน