ค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากร (ชิปปิ้ง) ถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อลูกค้านิติบุคคลเป็นผู้จ่ายค่าบริการ มักมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากยอดค่าบริการนั้นด้วย

บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณทั้งสองส่วนพร้อมตัวอย่างการออกใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. ทำความเข้าใจโครงสร้างค่าบริการชิปปิ้งก่อนคิดภาษี
  2. วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าบริการชิปปิ้ง
  3. วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) สำหรับค่าบริการชิปปิ้ง
  4. ตัวอย่างการออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการชิปปิ้งอย่างถูกต้อง
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีค่าบริการชิปปิ้ง
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ควรระวัง
  7. การเก็บเอกสารประกอบให้ครบเพื่อรองรับการตรวจสอบ
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำความเข้าใจโครงสร้างค่าบริการชิปปิ้งก่อนคิดภาษี

ก่อนจะคำนวณ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกสินค้าแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่

ค่าอากรและภาษีนำเข้าที่ต้องชำระให้กรมศุลกากรตามมูลค่าสินค้า (ซึ่งลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

บริษัทชิปปิ้งเป็นเพียงผู้ดำเนินการชำระแทน) กับค่าบริการดำเนินพิธีการที่บริษัทชิปปิ้งเรียกเก็บจากลูกค้าเป็นรายได้ของตัวเอง

ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่กล่าวถึงในบทความนี้ คำนวณจาก "ค่าบริการดำเนินการ" เท่านั้น ไม่ใช่จากยอดอากรหรือมูลค่าสินค้าทั้งหมด

วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับค่าบริการชิปปิ้ง

เมื่อบริษัทชิปปิ้งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากรที่เรียกเก็บจากลูกค้าต้องบวก VAT ในอัตรา 7%

(ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง) โดยคำนวณจากฐานค่าบริการล้วนๆ

ไม่รวมยอดอากรที่สำรองจ่ายแทนลูกค้า

ตัวอย่างการคำนวณ VAT

สมมติบริษัทชิปปิ้งเรียกเก็บค่าบริการดำเนินพิธีการนำเข้า 20,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จะเท่ากับ 1,400 บาท รวมเป็นยอดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั้งสิ้น 21,400 บาท

(ไม่นับรวมยอดอากรและภาษีนำเข้าที่สำรองจ่ายแทนลูกค้าซึ่งเรียกเก็บคืนตามจริงแยกต่างหาก)

วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) สำหรับค่าบริการชิปปิ้ง

เมื่อลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจ่ายค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากรให้บริษัทชิปปิ้ง โดยทั่วไปลูกค้ามีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดค่าบริการ (ก่อนรวม VAT)

ตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะการให้บริการและสถานะของผู้รับเงิน จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนออกและรับใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง

เพื่อป้องกันการหักผิดอัตราซึ่งอาจสร้างปัญหาให้ทั้งสองฝ่ายภายหลัง

เมื่อลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว จะต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้บริษัทชิปปิ้งเก็บไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีของบริษัทชิปปิ้งเอง

ตัวอย่างการออกใบแจ้งหนี้ค่าบริการชิปปิ้งอย่างถูกต้อง

สมมติบริษัทชิปปิ้งเรียกเก็บค่าบริการดำเนินพิธีการนำเข้า 20,000 บาท และลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดค่าบริการนี้ (อัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ)

ใบแจ้งหนี้ควรแสดงรายการดังนี้

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ค่าบริการดำเนินพิธีการศุลกากร20,000.00
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%1,400.00
รวมเป็นเงิน21,400.00
หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ตามอัตราที่ตรวจสอบแล้ว)ตามอัตราที่กำหนด
ยอดเงินสุทธิที่ต้องชำระคำนวณจากยอดรวมหักด้วยภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ส่วนยอดอากรและภาษีนำเข้าที่สำรองจ่ายแทนลูกค้า ควรออกเป็นเอกสารแยกต่างหากพร้อมแนบหลักฐานการชำระจากกรมศุลกากร เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบได้ว่าเป็นการเรียกคืนเงินสำรองจ่าย

ไม่ใช่รายได้ค่าบริการที่ต้องเสีย VAT

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีค่าบริการชิปปิ้ง

  • คำนวณ VAT จากยอดรวมทั้งค่าอากรและค่าบริการ ทำให้เรียกเก็บ VAT เกินจริงจากลูกค้าโดยไม่จำเป็น
  • ลืมแยกเอกสารเรียกคืนเงินสำรองจ่ายค่าอากรออกจากใบแจ้งหนี้ค่าบริการ ทำให้ลูกค้าสับสนว่าอะไรคือรายได้ที่ต้องเสียภาษี
  • ไม่ขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกครั้ง ทำให้ขาดหลักฐานใช้เป็นเครดิตภาษีตอนสิ้นปี
  • ใช้อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท เพราะไม่ได้ตรวจสอบลักษณะบริการให้ตรงกับหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ลูกค้าไม่สามารถนำภาษีซื้อไปหักลบได้

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ควรระวัง

บริษัทชิปปิ้งแห่งหนึ่งสำรองจ่ายค่าอากรแทนลูกค้า 300,000 บาท และเรียกเก็บค่าบริการ 18,000 บาท หากออกใบแจ้งหนี้รวมยอด 318,000 บาทเป็นก้อนเดียวแล้วบวก VAT 7% จากยอดทั้งหมด

จะกลายเป็นเรียกเก็บ VAT ถึง 22,260 บาท ทั้งที่ควรคิด VAT จากค่าบริการ

18,000 บาทเท่านั้น คือ 1,260 บาท ความผิดพลาดนี้ไม่เพียงทำให้ลูกค้าเสียเงินเกินจำเป็น แต่ยังอาจทำให้บริษัทชิปปิ้งยื่นภาษีขายผิดพลาดและถูกตรวจสอบย้อนหลังได้

การเก็บเอกสารประกอบให้ครบเพื่อรองรับการตรวจสอบ

เนื่องจากธุรกิจชิปปิ้งเกี่ยวข้องกับเงินหลายก้อนต่อธุรกรรมเดียว ทั้งค่าอากร ค่าภาษีนำเข้า และค่าบริการ การเก็บเอกสารประกอบให้ครบถ้วนจึงสำคัญมากเมื่อถูกกรมสรรพากรตรวจสอบภายหลัง

เอกสารที่ควรเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ ได้แก่

ใบขนสินค้าขาเข้าหรือขาออก หลักฐานการชำระอากรจากกรมศุลกากร ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีค่าบริการ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกฉบับ

และหนังสือมอบอำนาจจากลูกค้าที่ให้บริษัทดำเนินพิธีการแทน

ควรจัดเก็บแยกตามลูกค้าและตามธุรกรรมเพื่อให้ค้นหาและตรวจสอบย้อนหลังได้สะดวกเมื่อจำเป็น

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

บริษัทชิปปิ้งควรออกแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ที่แยกรายการค่าบริการ (ที่ต้องเสีย VAT) ออกจากยอดอากรและค่าใช้จ่ายที่สำรองจ่ายแทนลูกค้าอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น และควรตรวจสอบอัตราภาษีหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะบริการหรือคู่สัญญา

เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจกระทบทั้งกระแสเงินสดและความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว หากไม่แน่ใจในรายละเอียด

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ด้านภาษีนำเข้าส่งออกโดยตรง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าบริการชิปปิ้งต้องเสีย VAT หรือไม่

ต้องเสีย เพราะถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร หากบริษัทชิปปิ้งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องบวก VAT ในอัตรา 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน) จากยอดค่าบริการ

ไม่รวมยอดอากรที่สำรองจ่ายแทนลูกค้า

ยอดอากรที่สำรองจ่ายแทนลูกค้าต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่

โดยหลักการไม่ต้องเสีย VAT เพราะเป็นเงินที่เรียกคืนตามจริงที่สำรองจ่ายแทนลูกค้า ไม่ใช่รายได้ค่าบริการของบริษัท

แต่ควรมีเอกสารแยกให้ชัดเจนและตรวจสอบรายละเอียดกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากยอดไหน

โดยทั่วไปหักจากยอดค่าบริการดำเนินการก่อนรวม VAT ไม่ใช่จากยอดอากรที่สำรองจ่ายแทน แต่อัตราที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะบริการ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการ

หากลูกค้าไม่ออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ ต้องทำอย่างไร

ควรติดต่อทวงถามลูกค้าให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการหักเงิน เพราะเอกสารนี้จำเป็นสำหรับใช้เป็นเครดิตภาษีตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีของบริษัท

บริษัทชิปปิ้งที่ยังไม่ได้จด VAT ต้องคิด VAT จากลูกค้าหรือไม่

หากยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ยังไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า แต่เมื่อรายได้ค่าบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีตามเกณฑ์กรมสรรพากร จะต้องจดทะเบียนและเริ่มเรียกเก็บ VAT ทันที

ควรแยกใบแจ้งหนี้ค่าบริการกับยอดอากรที่สำรองจ่ายหรือไม่

แนะนำให้แยกเอกสารให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการคำนวณ VAT ผิดพลาดจากยอดรวมที่ไม่ควรเสียภาษี และช่วยให้ลูกค้าตรวจสอบความถูกต้องของค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

หากคำนวณ VAT หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาดไปแล้ว ควรทำอย่างไร

ควรรีบตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด อาจต้องออกใบลดหนี้หรือใบแจ้งหนี้ใหม่ตามความเหมาะสม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินผลกระทบต่อการยื่นแบบภาษีที่ผ่านมา

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้