เมื่อ SME รับงานจ้างทำของและต้องการโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ หรือโอนให้บริษัทในเครือ

ผลทางภาษีที่ตามมามีความซับซ้อนกว่าที่คิด บทความนี้อธิบายหลักการโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง

ภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และอากรแสตมป์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าของกิจการและผู้บริหาร SME ไทยวางแผนได้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สารบัญบทความ
  1. สัญญาจ้างทำของคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในสัญญาจ้างทำของ: อัตราและประเด็นที่มักสับสน
  3. อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ
  4. การโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Rights) คืออะไร และทำไม SME ถึงทำ
  5. ผลทางภาษีของการโอนสิทธิเรียกร้อง: ใครยังต้องรับผิดชอบอะไร
  6. VAT กับการโอนสิทธิเรียกร้อง: จุดรับรู้ภาษีและการออกใบกำกับ
  7. การวางแผนภาษีสำหรับ SME ที่ต้องการโอนสิทธิเรียกร้อง
  8. กรณีศึกษา: SME รับงานก่อสร้างและโอนสิทธิค่าจ้างให้แบงก์
  9. เช็กลิสต์ก่อนโอนสิทธิเรียกร้องสัญญาจ้างทำของ
  10. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  11. ตารางนำบทความไปใช้

สัญญาจ้างทำของคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร

สัญญาจ้างทำของ (contract for work หรือ contract of hire of work) คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จ และผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเมื่องานสำเร็จ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ตัวอย่างทั่วไปในโลก SME ได้แก่

งานก่อสร้างปรับปรุงอาคาร งานพัฒนาซอฟต์แวร์ตามสเปก งานผลิตสินค้าตามแบบลูกค้า และงานออกแบบกราฟิกตามโจทย์ที่กำหนด

ความแตกต่างสำคัญจากสัญญาซื้อขายคือ เป้าหมายของสัญญาจ้างทำของอยู่ที่ผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์สินค้าสำเร็จรูป ความแตกต่างนี้กระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย

อากรแสตมป์ และจุดรับรู้รายได้เพื่อ VAT

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในสัญญาจ้างทำของ: อัตราและประเด็นที่มักสับสน

เมื่อนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของค่าจ้างและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 (กรณียื่นกระดาษ) หรือวันที่ 15 (กรณียื่น

e-Filing) ของเดือนถัดไป

ประเด็นที่ SME มักเข้าใจผิดมีดังนี้:

  • จ้างทำของที่รวมค่าวัสดุด้วย: หากออกใบแจ้งหนี้รวมเป็นก้อนเดียว กรมสรรพากรอาจถือว่าเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งหมด และหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดรวม หากต้องการแยกส่วนค่าวัสดุออก ต้องออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากอย่างชัดเจน
  • ค่าจ้างน้อยกว่า 1,000 บาทต่อครั้ง: หากจ่ายแต่ละครั้งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากสัญญาระบุยอดรวมเกิน 1,000 บาท ยังต้องหักตามปกติ
  • ผู้รับจ้างเป็นบุคคลธรรมดา: รายได้จากสัญญาจ้างทำของถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(7) หรือ (8) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ซึ่งมีผลต่อการคำนวณหักค่าใช้จ่าย

อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ

สัญญาจ้างทำของอยู่ใน บัญชีอัตราอากรแสตมป์ลำดับที่ 4 ของประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้าง (ผู้รับเงิน) เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท (หรือเศษของ 1,000 บาท)

ของมูลค่าสัญญา

  • สัญญามูลค่าต่ำกว่า 1,000,000 บาท: ปิดอากรแสตมป์ด้วยแสตมป์ปิดทับบนต้นฉบับ
  • สัญญามูลค่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป หรือสัญญากับหน่วยงานรัฐที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาท: ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินกับสรรพากรพื้นที่ ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทำสัญญา
  • หากมีการทำสำเนาสัญญา คู่สัญญาฝ่ายว่าจ้างต้องปิดอากรบนสำเนาด้วย (5 บาทหากต้นฉบับมีอากรเกิน 5 บาท)

ข้อควรระวัง: หากไม่ปิดอากรแสตมป์ สัญญาจะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ และยังเสี่ยงถูกเรียกเก็บอากรขาดพร้อมเบี้ยปรับ

การโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Rights) คืออะไร และทำไม SME ถึงทำ

การโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของ คือการที่ ผู้รับจ้าง (เจ้าหนี้ตามสัญญา) โอนสิทธิในการเรียกรับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้าง ไปให้บุคคลที่สาม (ผู้รับโอน)

โดยสิทธิในการทำงานและความรับผิดตามสัญญายังคงอยู่กับผู้รับจ้างเดิม

SME มักใช้กลไกนี้ใน 2 กรณีหลัก:

  • การรับโอนสิทธิเพื่อขอสินเชื่อ (Invoice Financing / Factoring): ผู้รับจ้างโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างในอนาคตให้สถาบันการเงินหรือบริษัท Factoring เพื่อได้รับเงินทุนหมุนเวียนก่อนที่ผู้ว่าจ้างจะจ่ายจริง
  • การโอนสิทธิให้บุคคลในเครือ: กรณีบริษัทแม่รับงานแล้วโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัทย่อยที่เป็นผู้ทำงานจริง ซึ่งต้องระวังเรื่องราคาโอนระหว่างกันและ Transfer Pricing

ตามกฎหมายแพ่ง การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือและ ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) ด้วย มิฉะนั้นการโอนไม่มีผลผูกพันผู้ว่าจ้าง

ผลทางภาษีของการโอนสิทธิเรียกร้อง: ใครยังต้องรับผิดชอบอะไร

ประเด็นที่ SME เข้าใจผิดมากที่สุดคือการคิดว่า เมื่อโอนสิทธิแล้วภาระภาษีทั้งหมดโอนไปด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรมีแนวบทวินิจฉัยที่ชัดเจนว่า:

ภาระที่ยังอยู่กับผู้โอนสิทธิ (ผู้รับจ้างเดิม)

  • หน้าที่ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม: ผู้รับจ้างเดิมยังถือว่าเป็นผู้ให้บริการตามสัญญา จึงต้องเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ผู้ว่าจ้างตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่าเงินจะไหลไปยังผู้รับโอนแล้วก็ตาม
  • ความรับผิดตามสัญญาจ้างทำของ: การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ระงับหน้าที่ทำงานให้สำเร็จ ผู้รับจ้างเดิมยังต้องส่งมอบงานตามที่ตกลง
  • รายได้จากสัญญายังต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล: แม้จะได้รับเงินจริงน้อยกว่า (เพราะส่วนต่างจ่ายให้ผู้รับโอนไปแล้ว) แต่รายได้ตามสัญญาจ้างทำของทั้งจำนวนยังเป็นรายได้ของผู้รับจ้างเดิมในทางภาษี ส่วนต้นทุนการโอนสิทธิ (ค่า discount หรือค่าธรรมเนียม Factoring) ต้องรับรู้เป็นรายจ่าย

ภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าจ้างเมื่อจ่ายให้ผู้รับโอน

  • ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%: แม้ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินให้ผู้รับโอน (เช่น สถาบันการเงิน) แทนผู้รับจ้างเดิม หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายยังคงมีอยู่ โดยผู้ว่าจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีในนามของผู้รับจ้างเดิม (ผู้โอนสิทธิ) ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ตามกฎหมายภาษี
  • ต้องแน่ใจว่าได้รับใบกำกับภาษีจากผู้รับจ้างเดิม: ผู้ว่าจ้างที่จดทะเบียน VAT ต้องได้รับใบกำกับภาษีจากผู้รับจ้างเดิม ไม่ใช่จากผู้รับโอน เพื่อใช้เป็น Input Tax

VAT กับการโอนสิทธิเรียกร้อง: จุดรับรู้ภาษีและการออกใบกำกับ

สำหรับสัญญาจ้างทำของที่ผู้รับจ้างเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อ:

  • ได้รับชำระราคาค่าจ้าง หรือ
  • ได้รับชำระราคาบางส่วน หรือ
  • ออกใบกำกับภาษี

แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้อง การที่ผู้รับโอน (สถาบันการเงิน) จ่ายเงิน "ก้อนแรก" ให้ผู้รับจ้าง

อาจถือเป็นจุดที่ผู้รับจ้างได้รับชำระราคาและต้องออกใบกำกับภาษีทันที SME

ต้องระวังไม่ให้เกิดความล่าช้าในการออกใบกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่เบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร

อัตรา VAT ที่บังคับใช้ในปัจจุบันคือ 7% (ลดลงจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยพระราชกฤษฎีกา) อย่างไรก็ตาม อัตรา 7% ต้องได้รับการต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นรายปี

ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ

การวางแผนภาษีสำหรับ SME ที่ต้องการโอนสิทธิเรียกร้อง

แนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับ SME ที่พิจารณาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของมีดังนี้:

  • วางโครงสร้างสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น: ระบุในสัญญาจ้างทำของว่ายอดค่าจ้างแต่ละงวดเป็นเท่าไร เพื่อให้การคำนวณอากรแสตมป์และ WHT ถูกต้อง และเมื่อโอนสิทธิจะระบุในหนังสือโอนสิทธิได้ชัดเจน
  • ทำหนังสือโอนสิทธิและบอกกล่าวผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร: เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง และผู้ว่าจ้างรู้ว่าต้องจ่ายเงินให้ใคร
  • ตกลงกับผู้รับโอนเรื่องหน้าที่ภาษีล่วงหน้า: ควรระบุในสัญญาโอนสิทธิว่าหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและการออกหนังสือรับรองเป็นของฝ่ายใด เพื่อป้องกันการโต้แย้งภายหลัง
  • บันทึกบัญชีให้ถูกต้อง: ต้นทุนของการโอนสิทธิ (ค่า discount หรือค่าธรรมเนียม) ให้รับรู้เป็นดอกเบี้ยจ่ายหรือค่าธรรมเนียมทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ไม่ใช่นำไปหักออกจากรายได้โดยตรง
  • ตรวจสอบสถานะ VAT ของทุกฝ่าย: ก่อนโอนสิทธิ ควรตรวจสอบว่าผู้รับโอนมีสถานะ VAT อย่างไร เพื่อวางแผนการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง
  • พิจารณาผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล: SME ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาทและทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท อาจได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 0% สำหรับกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท และ 15% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3 ล้านบาท การโอนสิทธิที่กระทบต่อการรับรู้รายได้อาจเปลี่ยนฐานภาษีและอัตราที่ใช้ได้

กรณีศึกษา: SME รับงานก่อสร้างและโอนสิทธิค่าจ้างให้แบงก์

สมมุติบริษัท ก. รับสัญญาจ้างทำของก่อสร้างโกดังมูลค่า 5,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) จากบริษัท ข. บริษัท ก. ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจึงโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงวดแรก 2,000,000

บาทให้ธนาคาร ซ. เพื่อขอสินเชื่อ:

  • อากรแสตมป์ที่บริษัท ก. ต้องเสียสำหรับสัญญาจ้างทำของทั้งฉบับ: 5,000 บาท (5,000,000 ÷ 1,000 × 1)
  • เมื่อบริษัท ข. จ่ายเงินงวดแรก 2,000,000 บาทให้ธนาคาร ซ.: บริษัท ข. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 60,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักในนามบริษัท ก.
  • บริษัท ก. ต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่บังคับใช้ ณ ขณะนั้น ให้บริษัท ข. สำหรับงานงวดแรก
  • บริษัท ก. รับรู้รายได้ 2,000,000 บาทในงบการเงิน และนำค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ธนาคารไปรับรู้เป็นรายจ่ายทางการเงิน

เช็กลิสต์ก่อนโอนสิทธิเรียกร้องสัญญาจ้างทำของ

ใช้รายการตรวจสอบนี้เพื่อลดความเสี่ยงทางภาษีและกฎหมายก่อนดำเนินการโอนสิทธิ:

ด้านเอกสารและกฎหมาย

  • สัญญาจ้างทำของระบุมูลค่าและงวดการชำระชัดเจน และปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้วหรือไม่
  • มีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
  • ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวการโอนให้ผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) รับทราบแล้วหรือไม่
  • สัญญาจ้างทำของอนุญาตให้โอนสิทธิได้หรือไม่ (ตรวจสอบเงื่อนไขห้ามโอน)

ด้านภาษีและบัญชี

  • ตกลงกับผู้ว่าจ้างแล้วหรือไม่ว่าจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามใคร
  • วางแผนการออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ ว่าจะออก ณ จุดใด
  • บันทึกค่าธรรมเนียมหรือ discount ของ Factoring เป็นรายจ่ายทางการเงินในบัญชีอย่างถูกต้องหรือไม่
  • ประเมินแล้วหรือไม่ว่าการรับรู้รายได้จากสัญญาจะกระทบต่อเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีนั้นอย่างไร

หากยังไม่แน่ใจในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ควรปรึกษาที่ปรึกษาบัญชีและภาษีก่อนดำเนินการ เนื่องจากข้อผิดพลาดในการโอนสิทธิอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลังและเบี้ยปรับได้

สามารถใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยงภาษีเบื้องต้น หรือ

ติดต่อทีมที่ปรึกษาวางแผนภาษี ของ A Plus Me เพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะของธุรกิจคุณ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
สัญญาจ้างทำของคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในสัญญาจ้างทำของ: อัตราและประเด็นที่มักสับสนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การวางแผนภาษีโอนสิทธิเรียกร้องสัญญาจ้างทำของ

เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของให้สถาบันการเงิน ใครต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ผู้รับจ้างเดิม (ผู้โอนสิทธิ) ยังคงมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ว่าจ้าง เนื่องจากกรมสรรพากรถือว่าผู้รับจ้างเดิมยังเป็นผู้ให้บริการตามสัญญา

การโอนสิทธิเรียกร้องไม่โอนหน้าที่ทางภาษี VAT ไปด้วย

เมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินให้ผู้รับโอนสิทธิ ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือไม่?

ใช่ ผู้ว่าจ้างยังคงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างที่จ่าย แม้จะจ่ายเงินให้ผู้รับโอนสิทธิ (เช่น สถาบันการเงิน) แทนผู้รับจ้างเดิม

และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีในนามผู้รับจ้างเดิม ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ตามกฎหมายภาษี

อากรแสตมป์สัญญาจ้างทำของคิดอัตราเท่าไร และใครเป็นผู้เสีย?

อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของอยู่ที่ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท (หรือเศษของ 1,000 บาท) ของมูลค่าสัญญา โดยผู้รับจ้าง (ผู้รับเงิน) เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร

สัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์จะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การวางแผนภาษีการโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Rights) ในสัญญาจ้างทำของ

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การวางแผนภาษีการโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Rights) ในสัญญาจ้างทำของ

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล