บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่เพิ่งได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีจากกรมสรรพากรและกำลังจะยื่นอุทธรณ์คัดค้าน
หลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อยื่นอุทธรณ์แล้วจะไม่ต้องจ่ายภาษีที่ถูกประเมินจนกว่าจะรู้ผล
แต่ความจริงกรมสรรพากรยังมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีค้างระหว่างรอผลอุทธรณ์ เว้นแต่จะยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีอากรและวางหลักประกันให้ถูกต้องครบถ้วน
บทความนี้จะอธิบายว่าการทุเลาการชำระภาษีคืออะไร ต่างจากการขอผ่อนชำระภาษีอย่างไร
ต้องเตรียมหลักประกันแบบไหน และมีขั้นตอนยื่นคำร้องอย่างไรให้ทันเวลาไม่ถูกอายัดทรัพย์สินระหว่างรอผล
สารบัญบทความ
- ยื่นอุทธรณ์แล้ว สรรพากรยังเรียกเก็บภาษีค้างได้จริงหรือ
- ทุเลาการชำระภาษีอากรคืออะไร ต่างจากการขอผ่อนชำระภาษีอย่างไร
- หลักประกันที่ต้องวาง: หนังสือค้ำประกันธนาคารและทางเลือกอื่น
- ขั้นตอนยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี
- สิ่งที่ต้องรู้ระหว่างรอผลอุทธรณ์ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ยื่นอุทธรณ์แล้ว สรรพากรยังเรียกเก็บภาษีค้างได้จริงหรือ
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเข้าใจผิดว่าเมื่อยื่นอุทธรณ์คัดค้านหนังสือแจ้งการประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
ภาระการชำระภาษีที่ถูกประเมินจะหยุดลงโดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริง มาตรา 31
แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ชัดเจนว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการเสียภาษีอากร หมายความว่าแม้เรื่องจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
กรมสรรพากรยังคงมีสิทธิ์ใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีค้างได้ตามปกติ เช่น แจ้งเตือนให้ชำระ
อายัดบัญชีธนาคาร หรือยึด/อายัดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษี เว้นแต่ผู้เสียภาษีจะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร (ในทางปฏิบัติมักดำเนินการผ่านสรรพากรพื้นที่ สรรพากรภาค
หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจ) ให้
"ทุเลาการชำระภาษีอากร" ไว้ก่อนเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกับการยื่นอุทธรณ์ และต้องยื่นคำร้องแยกต่างหากอย่างถูกต้อง
ทุเลาการชำระภาษีอากรคืออะไร ต่างจากการขอผ่อนชำระภาษีอย่างไร
ทุเลาการชำระภาษีอากรระหว่างอุทธรณ์ คือคำร้องขอให้กรมสรรพากรระงับการใช้มาตรการบังคับเรียกเก็บภาษีที่ถูกประเมินไว้ชั่วคราว
ระหว่างที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังพิจารณาข้อโต้แย้งไม่แล้วเสร็จ โดยผู้เสียภาษียังไม่ยอมรับยอดหนี้ที่ถูกประเมิน
ผู้ประกอบการหลายรายสับสนกับการขอผ่อนชำระภาษี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างหลักที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ
| ประเด็น | ทุเลาการชำระภาษีระหว่างอุทธรณ์ | ผ่อนชำระภาษี |
|---|---|---|
| สถานะหนี้ภาษี | ยังโต้แย้ง ไม่ยอมรับยอดที่ถูกประเมิน | ยอมรับยอดหนี้แล้ว เพียงขอเวลาผ่อนจ่าย |
| เงื่อนไขหลักประกัน | มักต้องวางหลักประกัน เช่น หนังสือค้ำประกันธนาคาร | พิจารณาจากสถานะการเงิน อาจไม่ต้องมีหลักประกัน |
| ผลเมื่อได้รับอนุมัติ | ระงับมาตรการบังคับชำระระหว่างรอผลอุทธรณ์ | แบ่งจ่ายเป็นงวดตามแผนที่เสนอ |
| เงินเพิ่ม | ยังคงคำนวณต่อเนื่อง (อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่เกินยอดภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27) จนกว่าจะทราบผลและชำระครบ | ยังคงคำนวณต่อเนื่อง (อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่เกินยอดภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27) จนกว่าจะชำระครบทุกงวด |
หลักประกันที่ต้องวาง: หนังสือค้ำประกันธนาคารและทางเลือกอื่น
มาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากรให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาอนุมัติทุเลาการชำระภาษี และตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2564
กำหนดรูปแบบหลักประกันที่ยอมรับไว้ชัดเจน ได้แก่ (1)
หนังสือค้ำประกันของธนาคารตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด (2) การจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์ (3) พันธบัตรรัฐบาลตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (4)
สมุดเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ที่มีเงื่อนไขห้ามถอนเงินระหว่างค้ำประกัน และ (5)
อสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาลของบุคคลอื่น ซึ่งใช้ได้เฉพาะกรณีขอทุเลาบางส่วนเท่านั้น ในทางปฏิบัติ หลักประกันที่ได้รับความนิยมและดำเนินการได้รวดเร็วที่สุดคือ
หนังสือค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ (Letter of Guarantee)
ที่ระบุวงเงินครอบคลุมยอดภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่เป็นข้อพิพาททั้งหมด เพราะกรมสรรพากรเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้รวดเร็วหากอุทธรณ์ไม่สำเร็จ
ส่วนหลักประกันรูปแบบอื่นมักใช้เวลาดำเนินการนานกว่า
เนื่องจากต้องประเมินราคาทรัพย์สินหรือดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเพิ่มเติม ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาการพิจารณาคำร้องไว้ตายตัว
ผู้ประกอบการจึงควรยื่นคำร้องพร้อมหลักประกันโดยเร็วที่สุดหลังยื่นอุทธรณ์
และควรติดต่อธนาคารที่ใช้บริการอยู่แล้วล่วงหน้า เพื่อสอบถามอัตราค่าธรรมเนียมออกหนังสือค้ำประกันและระยะเวลาดำเนินการ
เพราะการขอหนังสือค้ำประกันมีต้นทุนค่าธรรมเนียมที่ต้องนำมาชั่งน้ำหนักเทียบกับประโยชน์ที่ได้จากการชะลอการจ่ายภาษีไว้ก่อน
ขั้นตอนยื่นคำร้องขอทุเลาการชำระภาษี
การขอทุเลาการชำระภาษีอากรควรดำเนินการควบคู่กับการยื่นอุทธรณ์ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้กรมสรรพากรเริ่มมาตรการบังคับก่อนที่คำร้องจะได้รับการพิจารณา โดยทั่วไปมีลำดับขั้นตอนดังนี้
- ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายใน 30 วัน: นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน เช่น กรณีถูกประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมจากแบบ ภ.ง.ด.50 หรือภาษีมูลค่าเพิ่มจากแบบ ภ.พ.30 ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ผ่านสรรพากรพื้นที่ที่ออกหนังสือแจ้งประเมิน ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร
- ยื่นหนังสือคำร้องขอทุเลาการชำระภาษีอากรแยกต่างหาก: ระบุเหตุผลที่ขอทุเลา อ้างอิงมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมแนบสำเนาคำอุทธรณ์และเอกสารประกอบ ยื่นต่อสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรภาคที่รับผิดชอบ (หรือหน่วยงานที่ดูแลผู้เสียภาษีรายใหญ่ กรณีอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานดังกล่าว) ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2564
- จัดหาและแนบหลักประกันตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด: ส่วนใหญ่ประสานธนาคารให้ออกหนังสือค้ำประกันในวงเงินที่ครอบคลุมยอดภาษีพิพาท แล้วแนบต้นฉบับหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องไปพร้อมคำร้อง หากใช้หลักประกันรูปแบบอื่น เช่น จำนองอสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาล ต้องเตรียมเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์และเอกสารประกอบการประเมินราคาเพิ่มเติมด้วย
- รอผลการพิจารณาอนุมัติ: อธิบดีกรมสรรพากรหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจจะพิจารณาความเหมาะสมของหลักประกันและวงเงินเป็นรายกรณี รวมถึงพิจารณาว่ามีการดำเนินมาตรการบังคับ เช่น การยึด/อายัดทรัพย์สินไปแล้วหรือไม่ประกอบด้วย หากอนุมัติจะมีหนังสือแจ้งยืนยันการทุเลาการชำระ และระงับมาตรการบังคับเรียกเก็บภาษีไว้จนกว่าจะทราบผลอุทธรณ์
- หากยังไม่ได้รับอนุมัติหรือไม่ได้ยื่นคำร้อง: กรมสรรพากรยังมีสิทธิ์ดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีค้างตามปกติ แม้เรื่องอุทธรณ์จะยังไม่ถึงที่สุด ผู้ประกอบการจึงไม่ควรปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ยื่นคำร้อง
สิ่งที่ต้องรู้ระหว่างรอผลอุทธรณ์ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
แม้จะได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีแล้ว มีประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้วางแผนการเงินผิดพลาด
- เงินเพิ่มยังคงเดินต่อเนื่อง: การได้รับอนุมัติทุเลาการชำระเป็นเพียงการระงับมาตรการบังคับ ไม่ใช่การหยุดคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ค้างชำระ (รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย) หากผลอุทธรณ์ออกมาไม่เป็นคุณ ผู้ประกอบการต้องชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มที่สะสมมาตลอดช่วงเวลาที่ทุเลาไว้ด้วย
- หนังสือค้ำประกันมีอายุและอาจต้องต่ออายุ: หากกระบวนการอุทธรณ์ใช้เวลานานกว่าที่กำหนดในหนังสือค้ำประกันเดิม ต้องประสานธนาคารต่ออายุหลักประกันล่วงหน้า มิเช่นนั้นกรมสรรพากรอาจถือว่าหลักประกันขาดผลและกลับมาใช้มาตรการบังคับได้ทันที
- หากแพ้อุทธรณ์ กฎหมายกำหนดกรอบเวลาชำระที่ชัดเจน: ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้เสียภาษีที่ได้รับอนุมัติให้ทุเลาไว้ก่อนต้องชำระภาษีที่ค้างพร้อมเงินเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (หรือนับแต่ทราบคำพิพากษาถึงที่สุด กรณีมีการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรต่อ) หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วยังไม่ชำระ ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง และกรมสรรพากรมีสิทธิ์เรียกเก็บเงินจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันได้ทันที เพราะหนังสือค้ำประกันเป็นภาระผูกพันของธนาคารโดยตรง ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมแผนการเงินรองรับไว้ล่วงหน้าทั้งกรณีชนะและแพ้อุทธรณ์
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยื่นอุทธรณ์แล้วเข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไรต่อ ไม่ยื่นคำร้องทุเลาจนถูกอายัดบัญชีระหว่างรอผล หรือยื่นคำร้องทุเลาโดยไม่แนบหลักประกันที่กรมสรรพากรยอมรับ ทำให้คำร้องไม่ได้รับการอนุมัติทันเวลา
ผู้ประกอบการที่กำลังอยู่ระหว่างข้อพิพาทภาษี ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งประเมิน เพื่อประเมินโอกาสความสำเร็จของการอุทธรณ์
และตัดสินใจว่าควรยื่นขอทุเลาการชำระควบคู่กันหรือไม่
เพราะแต่ละทางเลือกมีต้นทุนค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น
รายละเอียดของแต่ละกรณีอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริง
จึงควรตรวจสอบกับสรรพากรพื้นที่หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรงก่อนตัดสินใจ เพื่อรักษาสภาพคล่องของธุรกิจไว้ได้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่กดดัน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ทุเลาการชำระภาษีอากรระหว่างอุทธรณ์ ต้องวางหลักประกันอะไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ยื่นอุทธรณ์ภาษีแล้ว ต้องจ่ายภาษีที่ถูกประเมินก่อนหรือไม่
การยื่นอุทธรณ์ไม่ได้ทำให้ภาระการชำระภาษีหยุดลงโดยอัตโนมัติ ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรยังมีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีค้างระหว่างรอผลอุทธรณ์
เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร (หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจ)
ให้ทุเลาการชำระภาษีไว้ก่อน จึงควรยื่นคำร้องขอทุเลาควบคู่กับการยื่นอุทธรณ์ทันทีหากต้องการชะลอการเรียกเก็บ
ทุเลาการชำระภาษีอากรต่างจากการขอผ่อนชำระภาษีอย่างไร
ทุเลาการชำระภาษีใช้ในกรณีที่ยังโต้แย้งยอดประเมินและรออุทธรณ์ โดยมักต้องวางหลักประกัน เช่น หนังสือค้ำประกันธนาคาร เพื่อระงับมาตรการบังคับชั่วคราว
ส่วนผ่อนชำระภาษีใช้เมื่อยอมรับยอดหนี้แล้วแต่ขอแบ่งจ่ายเป็นงวดเพราะขาดสภาพคล่อง
ทั้งสองกรณีเงินเพิ่มยังคงคำนวณต่อเนื่อง (อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ไม่เกินยอดภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27) จนกว่าจะชำระครบ
ต้องวางหลักประกันเท่าไหร่ และใช้อะไรได้บ้างนอกจากหนังสือค้ำประกันธนาคาร
โดยทั่วไปกรมสรรพากรจะพิจารณาวงเงินหลักประกันให้ครอบคลุมยอดภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่มีข้อพิพาท ตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร
พ.ศ. 2564 หลักประกันที่ยอมรับได้แก่ หนังสือค้ำประกันธนาคาร
การจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล สมุดเงินฝากประจำธนาคารพาณิชย์ที่มีเงื่อนไขห้ามถอน หรืออสังหาริมทรัพย์/พันธบัตรของบุคคลอื่น (เฉพาะกรณีขอทุเลาบางส่วน)
โดยหนังสือค้ำประกันธนาคารเป็นรูปแบบที่ใช้บ่อยและดำเนินการได้เร็วที่สุด
ควรสอบถามรายละเอียดที่แน่นอนกับสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรภาคที่รับผิดชอบโดยตรง
หากได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษีแล้ว แต่สุดท้ายแพ้อุทธรณ์ ต้องทำอย่างไร
ต้องชำระภาษีตามที่ประเมิน พร้อมเงินเพิ่มที่คำนวณต่อเนื่อง (อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ไม่เกินยอดภาษีที่ต้องเสีย) มาตลอดช่วงเวลาที่ขอทุเลาไว้ โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องชำระภายใน 30
วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 31
แห่งประมวลรัษฎากร หากไม่ชำระภายในกำหนดดังกล่าว ถือเป็นภาษีอากรค้าง และกรมสรรพากรมีสิทธิ์เรียกให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันที่วางไว้ทันที
จึงควรเตรียมแผนการเงินรองรับไว้ล่วงหน้าทั้งกรณีชนะและแพ้อุทธรณ์
สำหรับธุรกิจที่กำลังขยายตัวหรือมีธุรกรรมซับซ้อนขึ้น การศึกษารายละเอียดบริการวางแผนภาษี ไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนเรื่องภาษีได้