บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่ยังจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นเงินสดหรือกำลังพิจารณาทำเช่นนั้น

เพื่ออธิบายว่าทำไมการจ่ายเงินสดที่ไม่ผ่านบัญชีธนาคารจึงเป็นความเสี่ยงด้านภาษี โดยเฉพาะประเด็นการพิสูจน์ตัวผู้รับเงินตามมาตรา 65 ตรี

แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมแนวทางเก็บเอกสารทดแทนที่ช่วยลดความเสี่ยงหากยังจำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินสดในบางกรณี เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของธุรกิจท่านก่อนตัดสินใจ

สารบัญบทความ
  1. จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสด ผิดกฎหมายหรือไม่ แล้วความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
  2. มาตรา 65 ตรี (18): ทำไม "พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ" ถึงเป็นประเด็นใหญ่
  3. ผลกระทบเมื่อสรรพากรตั้งประเด็น: บวกกลับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
  4. แนวทางเก็บเอกสารทดแทนเมื่อยังจำเป็นต้องจ่ายเงินสด
  5. เปรียบเทียบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน: โอนผ่านธนาคาร กับ จ่ายเงินสด
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสด ผิดกฎหมายหรือไม่ แล้วความเสี่ยงอยู่ตรงไหน

การจ่ายเงินเดือนเป็นเงินสดไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวเอง ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านอาหาร งานก่อสร้าง หรือกิจการที่จ้างแรงงานรายวัน ยังคงจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดตามความเคยชิน

แต่ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ เมื่อบริษัทนำ "เงินเดือน"

มาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาระในการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับเงินจำนวนนั้นจริง ตกอยู่ที่บริษัท ไม่ใช่กรมสรรพากร

เมื่อโอนเงินผ่านธนาคาร รายการเดินบัญชี (bank statement) จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานจากบุคคลที่สาม ยืนยันว่าเงินออกจากบัญชีบริษัทและเข้าบัญชีของพนักงานคนนั้นจริง

แต่เมื่อจ่ายเป็นเงินสด ทุกอย่างต้องพึ่งเอกสารที่บริษัททำขึ้นเอง เช่น

ใบสำคัญจ่ายหรือลายมือชื่อผู้รับเงิน ซึ่งในสายตาผู้ตรวจสอบภาษีถือเป็นหลักฐานที่ "อ่อน" กว่าและถูกตั้งคำถามได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเมื่อยอดเงินเดือนรวมต่อเดือนมีมูลค่าสูง

มาตรา 65 ตรี (18): ทำไม "พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ" ถึงเป็นประเด็นใหญ่

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี กำหนดรายการรายจ่ายต้องห้ามที่ห้ามนำมาหักคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล อนุมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจ่ายเงินสดคือ มาตรา 65 ตรี (18)

ซึ่งกำหนดว่า "รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ"

ให้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม กล่าวคือแม้จะมีการจ่ายเงินเดือนจริง แต่หากแสดงไม่ได้ว่าเงินแต่ละบาทจ่ายให้ใคร เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิไม่ยอมรับรายจ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

ในทางกลับกัน หากบริษัทมีหลักฐานการจ่ายเงินที่ระบุชื่อ ที่อยู่

เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปี จำนวนเงิน และมีลายมือชื่อผู้รับเงิน ก็สามารถใช้พิสูจน์ตัวผู้รับได้และไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรานี้

ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมักตั้งข้อสังเกตกับรายการเงินเดือนสดในกรณีต่อไปนี้เป็นพิเศษ

  • ยอดถอนเงินสดจากบัญชีธนาคารบริษัทไม่สอดคล้องกับจำนวนพนักงานหรือยอดเงินเดือนที่แจ้งไว้
  • ใบสำคัญจ่ายไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงินรายงวด หรือเซ็นล่วงหน้ารวดเดียวทั้งปี
  • ไม่มีสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนพนักงานอ้างอิงเพื่อยืนยันตัวตนผู้รับเงิน
  • จำนวนพนักงานตามบัญชีเงินเดือนมากกว่าที่ปรากฏจริงในสถานประกอบการ ซึ่งเข้าข่ายความเสี่ยงเรื่อง "พนักงานผี"

ผลกระทบเมื่อสรรพากรตั้งประเด็น: บวกกลับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม

หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพิจารณาว่ารายจ่ายเงินเดือนสดเข้าข่ายมาตรา 65 ตรี (18) ยอดที่พิสูจน์ไม่ได้จะถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิ (add back)

ทำให้ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มจากยอดที่บวกกลับ

กรณีทั่วไปที่บริษัทยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แล้วแต่เจ้าพนักงานตรวจพบภายหลังว่าแสดงรายการไม่ถูกต้อง จะมีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร

ส่วนกรณีที่รุนแรงกว่า เช่น ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเลย

เบี้ยปรับอาจสูงถึงสองเท่าของภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 26 นอกจากนี้ยังมีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง

นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันชำระภาษี ตามมาตรา 27

โดยกฎหมายกำหนดเพดานเงินเพิ่มส่วนนี้ไว้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ทั้งนี้เบี้ยปรับตามกฎหมายอาจขอให้พิจารณาลดหรืองดได้ในบางกรณีตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

แต่ไม่ใช่สิทธิที่จะได้รับโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ไม่ว่าจ่ายเงินสดหรือโอนผ่านธนาคาร บริษัทยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน

รวมถึงขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง หากยอดที่แจ้งใน ภ.ง.ด.1

หรือฐานเงินสมทบประกันสังคมไม่ตรงกับยอดที่นำมาหักเป็นรายจ่ายในงบการเงิน ความไม่สอดคล้องนี้มักเป็นจุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม

แนวทางเก็บเอกสารทดแทนเมื่อยังจำเป็นต้องจ่ายเงินสด

สำหรับ SME ที่มีเหตุผลทางธุรกิจต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสด เช่น แรงงานรายวันหรือพนักงานที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ควรสร้างชุดเอกสารทดแทนให้แน่นที่สุด

เพื่อพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้หากถูกตรวจสอบภายหลัง

  • สัญญาจ้างงานหรือทะเบียนพนักงานระบุอัตราค่าจ้างชัดเจน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่จ้าง
  • ใบสำคัญจ่ายเงินเดือนแยกรายบุคคลทุกงวด ระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน วันที่จ่าย พร้อมลายมือชื่อผู้รับเงินในวันที่รับจริง
  • บันทึกเวลาเข้า-ออกงาน เพื่อสนับสนุนว่ามีการทำงานจริงตามจำนวนที่จ่ายเงินเดือน
  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ตรงกับจำนวนพนักงานและยอดที่จ่ายจริงทุกเดือน พร้อมออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกสิ้นปี
  • ขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง ให้ข้อมูลทั้งสองหน่วยงานสอดคล้องกัน

เปรียบเทียบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน: โอนผ่านธนาคาร กับ จ่ายเงินสด

เมื่อเทียบหลักฐานระหว่างสองวิธี จะเห็นชัดว่าการโอนผ่านธนาคารมีความได้เปรียบด้านการพิสูจน์มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ตารางนี้สรุปประเด็นหลักที่เจ้าของกิจการควรพิจารณาก่อนเลือกวิธีจ่ายเงินเดือนของพนักงานแต่ละกลุ่ม

ประเด็นเปรียบเทียบจ่ายผ่านธนาคารจ่ายเป็นเงินสด
หลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวผู้รับเงินBank statement เป็นหลักฐานจากบุคคลที่สาม ตรงชื่อบัญชีอัตโนมัติต้องพึ่งเอกสารภายในทั้งหมด เช่น ใบสำคัญจ่ายและลายมือชื่อ
ความเสี่ยงถูกตั้งประเด็นตามมาตรา 65 ตรี (18)ต่ำกว่า เพราะมีหลักฐานอิสระยืนยันการโอนสูงกว่า หากเอกสารทดแทนไม่ครบหรือมีข้อบกพร่อง
ภาระงานบัญชีและ HR ต่อรอบจ่ายทำไฟล์โอนครั้งเดียว ตรวจสอบและกระทบยอดได้ง่ายต้องเก็บเอกสารและลายเซ็นของทุกคนทุกงวด เสี่ยงตกหล่น
การกระทบยอดกับ ภ.ง.ด.1 และประกันสังคมอ้างอิงยอดโอนได้โดยตรง ตรวจสอบง่ายต้องกระทบยอดด้วยมือ เสี่ยงคลาดเคลื่อนมากกว่า

แนวทางที่แนะนำคือให้พนักงานประจำที่มีบัญชีธนาคารรับเงินเดือนผ่านการโอนเป็นวิธีหลักเสมอ และสงวนการจ่ายเงินสดไว้เฉพาะกรณีจำเป็นจริง

โดยจัดเก็บเอกสารทดแทนตามแนวทางข้างต้นให้ครบทุกงวด เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการ

ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี รายละเอียดของแต่ละกิจการอาจแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนปรับเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินเดือนหรือระบบเอกสารภายใน

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง จ่ายเงินเดือนเงินสดไม่ผ่านบัญชี เสี่ยงภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสดโดยไม่โอนผ่านธนาคาร ผิดกฎหมายไหม

การจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ด้านภาษี เพราะบริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร

หากพิสูจน์ไม่ได้ สรรพากรมีสิทธิไม่ยอมรับรายจ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

ถ้าถูกสรรพากรตั้งประเด็นว่าพิสูจน์ผู้รับเงินไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น

ยอดเงินเดือนที่พิสูจน์ไม่ได้จะถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิ ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มจากยอดนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งกรณีทั่วไปคือหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม

(กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการเลยอาจสูงถึงสองเท่าตามมาตรา 26) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบ

ทั้งนี้เบี้ยปรับอาจขอพิจารณาลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรในบางกรณี

จำเป็นต้องจ่ายเงินสดจริงๆ ควรเก็บเอกสารอะไรบ้าง

ควรมีสัญญาจ้างหรือทะเบียนพนักงานพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ใบสำคัญจ่ายเงินเดือนที่มีลายมือชื่อผู้รับเงินทุกงวด บันทึกเวลาทำงาน และยื่น ภ.ง.ด.1 ให้ยอดตรงกับที่จ่ายจริงทุกเดือน

เพื่อให้มีชุดหลักฐานเชื่อมโยงเงินกับตัวบุคคลได้

จ่ายเงินสดแล้วยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งประกันสังคมหรือไม่

ต้องทำเช่นเดียวกับการจ่ายผ่านธนาคาร บริษัทยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน

รวมถึงขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง วิธีจ่ายเงินไม่ได้ทำให้หน้าที่เหล่านี้หายไป

หากธุรกิจของคุณมีงานค้างที่ยังไม่ได้จัดการ ลองดูบริการเสริมด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อวางแผนแก้ไขทีละขั้นตอน