บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่ยังจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นเงินสดหรือกำลังพิจารณาทำเช่นนั้น
เพื่ออธิบายว่าทำไมการจ่ายเงินสดที่ไม่ผ่านบัญชีธนาคารจึงเป็นความเสี่ยงด้านภาษี โดยเฉพาะประเด็นการพิสูจน์ตัวผู้รับเงินตามมาตรา 65 ตรี
แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมแนวทางเก็บเอกสารทดแทนที่ช่วยลดความเสี่ยงหากยังจำเป็นต้องจ่ายเป็นเงินสดในบางกรณี เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของธุรกิจท่านก่อนตัดสินใจ
สารบัญบทความ
- จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสด ผิดกฎหมายหรือไม่ แล้วความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
- มาตรา 65 ตรี (18): ทำไม "พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ" ถึงเป็นประเด็นใหญ่
- ผลกระทบเมื่อสรรพากรตั้งประเด็น: บวกกลับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
- แนวทางเก็บเอกสารทดแทนเมื่อยังจำเป็นต้องจ่ายเงินสด
- เปรียบเทียบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน: โอนผ่านธนาคาร กับ จ่ายเงินสด
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสด ผิดกฎหมายหรือไม่ แล้วความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
การจ่ายเงินเดือนเป็นเงินสดไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวเอง ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านอาหาร งานก่อสร้าง หรือกิจการที่จ้างแรงงานรายวัน ยังคงจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดตามความเคยชิน
แต่ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ เมื่อบริษัทนำ "เงินเดือน"
มาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาระในการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับเงินจำนวนนั้นจริง ตกอยู่ที่บริษัท ไม่ใช่กรมสรรพากร
เมื่อโอนเงินผ่านธนาคาร รายการเดินบัญชี (bank statement) จะทำหน้าที่เป็นหลักฐานจากบุคคลที่สาม ยืนยันว่าเงินออกจากบัญชีบริษัทและเข้าบัญชีของพนักงานคนนั้นจริง
แต่เมื่อจ่ายเป็นเงินสด ทุกอย่างต้องพึ่งเอกสารที่บริษัททำขึ้นเอง เช่น
ใบสำคัญจ่ายหรือลายมือชื่อผู้รับเงิน ซึ่งในสายตาผู้ตรวจสอบภาษีถือเป็นหลักฐานที่ "อ่อน" กว่าและถูกตั้งคำถามได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเมื่อยอดเงินเดือนรวมต่อเดือนมีมูลค่าสูง
มาตรา 65 ตรี (18): ทำไม "พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ" ถึงเป็นประเด็นใหญ่
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี กำหนดรายการรายจ่ายต้องห้ามที่ห้ามนำมาหักคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล อนุมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจ่ายเงินสดคือ มาตรา 65 ตรี (18)
ซึ่งกำหนดว่า "รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ"
ให้ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม กล่าวคือแม้จะมีการจ่ายเงินเดือนจริง แต่หากแสดงไม่ได้ว่าเงินแต่ละบาทจ่ายให้ใคร เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิไม่ยอมรับรายจ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี
ในทางกลับกัน หากบริษัทมีหลักฐานการจ่ายเงินที่ระบุชื่อ ที่อยู่
เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปี จำนวนเงิน และมีลายมือชื่อผู้รับเงิน ก็สามารถใช้พิสูจน์ตัวผู้รับได้และไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรานี้
ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบมักตั้งข้อสังเกตกับรายการเงินเดือนสดในกรณีต่อไปนี้เป็นพิเศษ
- ยอดถอนเงินสดจากบัญชีธนาคารบริษัทไม่สอดคล้องกับจำนวนพนักงานหรือยอดเงินเดือนที่แจ้งไว้
- ใบสำคัญจ่ายไม่มีลายมือชื่อผู้รับเงินรายงวด หรือเซ็นล่วงหน้ารวดเดียวทั้งปี
- ไม่มีสำเนาบัตรประชาชนหรือทะเบียนพนักงานอ้างอิงเพื่อยืนยันตัวตนผู้รับเงิน
- จำนวนพนักงานตามบัญชีเงินเดือนมากกว่าที่ปรากฏจริงในสถานประกอบการ ซึ่งเข้าข่ายความเสี่ยงเรื่อง "พนักงานผี"
ผลกระทบเมื่อสรรพากรตั้งประเด็น: บวกกลับ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพิจารณาว่ารายจ่ายเงินเดือนสดเข้าข่ายมาตรา 65 ตรี (18) ยอดที่พิสูจน์ไม่ได้จะถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิ (add back)
ทำให้ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มจากยอดที่บวกกลับ
กรณีทั่วไปที่บริษัทยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แล้วแต่เจ้าพนักงานตรวจพบภายหลังว่าแสดงรายการไม่ถูกต้อง จะมีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร
ส่วนกรณีที่รุนแรงกว่า เช่น ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเลย
เบี้ยปรับอาจสูงถึงสองเท่าของภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 26 นอกจากนี้ยังมีเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง
นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันชำระภาษี ตามมาตรา 27
โดยกฎหมายกำหนดเพดานเงินเพิ่มส่วนนี้ไว้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ทั้งนี้เบี้ยปรับตามกฎหมายอาจขอให้พิจารณาลดหรืองดได้ในบางกรณีตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
แต่ไม่ใช่สิทธิที่จะได้รับโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ไม่ว่าจ่ายเงินสดหรือโอนผ่านธนาคาร บริษัทยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน
รวมถึงขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง หากยอดที่แจ้งใน ภ.ง.ด.1
หรือฐานเงินสมทบประกันสังคมไม่ตรงกับยอดที่นำมาหักเป็นรายจ่ายในงบการเงิน ความไม่สอดคล้องนี้มักเป็นจุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม
แนวทางเก็บเอกสารทดแทนเมื่อยังจำเป็นต้องจ่ายเงินสด
สำหรับ SME ที่มีเหตุผลทางธุรกิจต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสด เช่น แรงงานรายวันหรือพนักงานที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ควรสร้างชุดเอกสารทดแทนให้แน่นที่สุด
เพื่อพิสูจน์ตัวผู้รับเงินได้หากถูกตรวจสอบภายหลัง
- สัญญาจ้างงานหรือทะเบียนพนักงานระบุอัตราค่าจ้างชัดเจน พร้อมสำเนาบัตรประชาชนเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่จ้าง
- ใบสำคัญจ่ายเงินเดือนแยกรายบุคคลทุกงวด ระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน วันที่จ่าย พร้อมลายมือชื่อผู้รับเงินในวันที่รับจริง
- บันทึกเวลาเข้า-ออกงาน เพื่อสนับสนุนว่ามีการทำงานจริงตามจำนวนที่จ่ายเงินเดือน
- ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ให้ตรงกับจำนวนพนักงานและยอดที่จ่ายจริงทุกเดือน พร้อมออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกสิ้นปี
- ขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง ให้ข้อมูลทั้งสองหน่วยงานสอดคล้องกัน
เปรียบเทียบหลักฐานการจ่ายเงินเดือน: โอนผ่านธนาคาร กับ จ่ายเงินสด
เมื่อเทียบหลักฐานระหว่างสองวิธี จะเห็นชัดว่าการโอนผ่านธนาคารมีความได้เปรียบด้านการพิสูจน์มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ตารางนี้สรุปประเด็นหลักที่เจ้าของกิจการควรพิจารณาก่อนเลือกวิธีจ่ายเงินเดือนของพนักงานแต่ละกลุ่ม
| ประเด็นเปรียบเทียบ | จ่ายผ่านธนาคาร | จ่ายเป็นเงินสด |
|---|---|---|
| หลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวผู้รับเงิน | Bank statement เป็นหลักฐานจากบุคคลที่สาม ตรงชื่อบัญชีอัตโนมัติ | ต้องพึ่งเอกสารภายในทั้งหมด เช่น ใบสำคัญจ่ายและลายมือชื่อ |
| ความเสี่ยงถูกตั้งประเด็นตามมาตรา 65 ตรี (18) | ต่ำกว่า เพราะมีหลักฐานอิสระยืนยันการโอน | สูงกว่า หากเอกสารทดแทนไม่ครบหรือมีข้อบกพร่อง |
| ภาระงานบัญชีและ HR ต่อรอบจ่าย | ทำไฟล์โอนครั้งเดียว ตรวจสอบและกระทบยอดได้ง่าย | ต้องเก็บเอกสารและลายเซ็นของทุกคนทุกงวด เสี่ยงตกหล่น |
| การกระทบยอดกับ ภ.ง.ด.1 และประกันสังคม | อ้างอิงยอดโอนได้โดยตรง ตรวจสอบง่าย | ต้องกระทบยอดด้วยมือ เสี่ยงคลาดเคลื่อนมากกว่า |
แนวทางที่แนะนำคือให้พนักงานประจำที่มีบัญชีธนาคารรับเงินเดือนผ่านการโอนเป็นวิธีหลักเสมอ และสงวนการจ่ายเงินสดไว้เฉพาะกรณีจำเป็นจริง
โดยจัดเก็บเอกสารทดแทนตามแนวทางข้างต้นให้ครบทุกงวด เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการ
ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะกรณี รายละเอียดของแต่ละกิจการอาจแตกต่างกัน จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนปรับเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินเดือนหรือระบบเอกสารภายใน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง จ่ายเงินเดือนเงินสดไม่ผ่านบัญชี เสี่ยงภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จ่ายเงินเดือนเป็นเงินสดโดยไม่โอนผ่านธนาคาร ผิดกฎหมายไหม
การจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสดไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวเอง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ด้านภาษี เพราะบริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงินตามมาตรา 65 ตรี (18) แห่งประมวลรัษฎากร
หากพิสูจน์ไม่ได้ สรรพากรมีสิทธิไม่ยอมรับรายจ่ายนั้นเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี
ถ้าถูกสรรพากรตั้งประเด็นว่าพิสูจน์ผู้รับเงินไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น
ยอดเงินเดือนที่พิสูจน์ไม่ได้จะถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิ ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มจากยอดนั้น พร้อมเบี้ยปรับตามมาตรา 22 แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งกรณีทั่วไปคือหนึ่งเท่าของภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม
(กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการเลยอาจสูงถึงสองเท่าตามมาตรา 26) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบ
ทั้งนี้เบี้ยปรับอาจขอพิจารณาลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรในบางกรณี
จำเป็นต้องจ่ายเงินสดจริงๆ ควรเก็บเอกสารอะไรบ้าง
ควรมีสัญญาจ้างหรือทะเบียนพนักงานพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ใบสำคัญจ่ายเงินเดือนที่มีลายมือชื่อผู้รับเงินทุกงวด บันทึกเวลาทำงาน และยื่น ภ.ง.ด.1 ให้ยอดตรงกับที่จ่ายจริงทุกเดือน
เพื่อให้มีชุดหลักฐานเชื่อมโยงเงินกับตัวบุคคลได้
จ่ายเงินสดแล้วยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งประกันสังคมหรือไม่
ต้องทำเช่นเดียวกับการจ่ายผ่านธนาคาร บริษัทยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน
รวมถึงขึ้นทะเบียนลูกจ้างกับประกันสังคมและนำส่งเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง วิธีจ่ายเงินไม่ได้ทำให้หน้าที่เหล่านี้หายไป
หากธุรกิจของคุณมีงานค้างที่ยังไม่ได้จัดการ ลองดูบริการเสริมด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อวางแผนแก้ไขทีละขั้นตอน