เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนเริ่มได้ยินคำว่าบัญชีเข้าเกณฑ์ e-Payment แล้วรู้สึกกังวลว่าจะถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจภาษีทันที

บทความนี้อธิบายเกณฑ์ตัวเลขที่ธนาคารต้องใช้พิจารณาว่าจะรายงานบัญชีใครให้กรมสรรพากรบ้าง ข้อมูลที่ถูกส่งจริง ๆ มีอะไรบ้าง

และทำไมการถูกรายงานข้อมูลจึงไม่เท่ากับถูกประเมินภาษีในทันที พร้อมแนวทางเตรียมเอกสารให้พร้อมหากธุรกิจของคุณเข้าเกณฑ์นี้

สารบัญบทความ
  1. กฎหมาย e-Payment คืออะไร ทำไมธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีให้สรรพากร
  2. เกณฑ์ตัวเลขที่ต้องรู้ ฝากหรือรับโอนกี่ครั้งถึงถูกรายงาน
  3. ธนาคารส่งข้อมูลอะไรให้สรรพากร และไม่ได้ส่งอะไร
  4. ถูกส่งข้อมูลแล้ว ไม่เท่ากับถูกประเมินภาษีทันที
  5. เจ้าของ SME ควรเตรียมตัวอย่างไรให้เข้าเกณฑ์แล้วไม่มีปัญหา
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

กฎหมาย e-Payment คืออะไร ทำไมธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีให้สรรพากร

"กฎหมาย e-Payment" มาจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ซึ่งเพิ่มมาตรา 3 สัตตรส กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)

ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมเข้าเกณฑ์ที่กำหนดให้กรมสรรพากรทราบทุกปี กฎหมายนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2562 ไม่ใช่เรื่องใหม่

แต่หลายคนเพิ่งสนใจเพราะเริ่มมีธุรกิจถูกกรมสรรพากรติดต่อสอบถามมากขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่การเก็บภาษีจากยอดฝากหรือรับโอนโดยตรง แต่เพื่อให้กรมสรรพากรมี "ข้อมูลเส้นเงิน" ไว้เทียบกับรายได้ที่แจ้งไว้ตอนยื่นภาษี สำหรับ SME

ที่รับเงินลูกค้าผ่านการโอนเข้าบัญชีเป็นหลัก

บัญชีธุรกิจจึงเข้าเกณฑ์นี้ได้ง่ายกว่าบัญชีส่วนตัวทั่วไป

เกณฑ์ตัวเลขที่ต้องรู้ ฝากหรือรับโอนกี่ครั้งถึงถูกรายงาน

สถาบันการเงินต้องรายงานบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งใน 2 ข้อนี้ภายในปีภาษีเดียวกัน โดยนับรวมทุกบัญชีที่เจ้าของคนเดียวกันมีอยู่กับสถาบันการเงินแห่งนั้น

เกณฑ์จำนวนครั้งฝากหรือรับโอนยอดรวมทั้งปี
เกณฑ์ที่ 1ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปไม่จำกัดยอดเงิน
เกณฑ์ที่ 2ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป (ต้องเข้าคู่กัน)

เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็พอ คำว่า "ฝากหรือรับโอน" นับรวมเงินสดที่นำฝาก เงินที่ลูกค้าโอนชำระค่าสินค้า เงินที่รับผ่านพร้อมเพย์หรือแพลตฟอร์มขายของ

และการโอนเงินระหว่างบัญชีตัวเองที่อยู่ธนาคารเดียวกันด้วย

เจ้าของร้านที่โอนเงินไปมาระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้านบ่อย ๆ จึงอาจทำให้จำนวนครั้งพุ่งเร็วกว่าที่คิด

ธนาคารส่งข้อมูลอะไรให้สรรพากร และไม่ได้ส่งอะไร

ข้อมูลที่ต้องนำส่งมีเพียงชื่อ-นามสกุลหรือชื่อนิติบุคคล เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล เลขที่บัญชีที่เข้าเกณฑ์ จำนวนครั้งของการฝากหรือรับโอนทั้งปี

และยอดรวมทั้งปีเท่านั้น ธนาคารไม่ได้ส่งรายการเดินบัญชีแบบรายรายการ (statement)

ไม่ระบุชื่อผู้โอนแต่ละครั้ง และไม่ส่งยอดเงินคงเหลือในบัญชี กรมสรรพากรจึงยังไม่เห็น "ที่มา" ของเงินแต่ละก้อนจนกว่าจะขอเอกสารเพิ่มจากเจ้าของบัญชีเอง

ตามกฎหมาย สถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลของปีที่ผ่านมาให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เช่น ข้อมูลปี 2568 ต้องส่งภายในมีนาคม 2569

ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบยอดเงินเข้าบัญชีธุรกิจของปีก่อนหน้าให้เรียบร้อยก่อนช่วงนี้ทุกปี

ถูกส่งข้อมูลแล้ว ไม่เท่ากับถูกประเมินภาษีทันที

เจ้าของธุรกิจ SME มักเข้าใจผิดว่าเมื่อบัญชีเข้าเกณฑ์และถูกธนาคารส่งข้อมูลแล้ว จะถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจหรือประเมินภาษีทันที

ในทางปฏิบัติข้อมูลที่ส่งเป็นเพียงข้อมูลดิบใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเทียบกับรายได้ที่ยื่นแบบไว้ เช่น ภ.ง.ด.90/91

สำหรับบุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.50/51 และ ภ.พ.30 สำหรับนิติบุคคล ยังไม่ใช่การประเมินภาษีอัตโนมัติ

  • ยอดเงินสอดคล้องกับรายได้ที่ยื่นแบบตามปกติ ส่วนใหญ่จะไม่มีการติดต่อกลับมาเพิ่ม
  • ยอดเงินสูงผิดปกติเทียบกับรายได้ที่ยื่นแบบ อาจได้รับหนังสือขอให้ชี้แจงหรือนำส่งเอกสารเพิ่มเติม
  • ชี้แจงไม่ได้หรือไม่ตอบกลับตามกำหนด เจ้าพนักงานประเมินจึงจะมีอำนาจตรวจสอบภาษีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

พูดง่าย ๆ การถูกส่งข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการคัดกรอง ไม่ใช่บทสรุปของการประเมินภาษี ธุรกิจที่ทำบัญชีถูกต้อง ยื่นภาษีตรงกับรายได้จริง และมีเอกสารครบ

จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหากบัญชีเข้าเกณฑ์นี้

เจ้าของ SME ควรเตรียมตัวอย่างไรให้เข้าเกณฑ์แล้วไม่มีปัญหา

สิ่งที่ควรทำคือทำให้ตัวเลขในบัญชีธนาคารกับตัวเลขที่ยื่นภาษีสอดคล้องกันตลอดเวลา ไม่ใช่เตรียมเฉพาะช่วงที่กังวลว่าจะถูกตรวจ

  • แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวออกจากกันอย่างเด็ดขาด
  • เก็บเอกสารประกอบรายรับทุกรายการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน สัญญาซื้อขาย หรือหลักฐานเงินโอนคืนกรรมการ/เงินกู้ยืม
  • กระทบยอดเงินเข้าบัญชีธุรกิจกับยอดขายที่บันทึกบัญชีและยื่น ภ.พ.30 หรือ ภ.ง.ด.50/51 ให้ตรงกันทุกเดือน
  • ระวังการโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีตัวเองบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น เพราะถูกนับเป็นจำนวนครั้งฝากหรือรับโอนด้วยเช่นกัน
  • หากได้รับหนังสือให้ชี้แจงยอดเงินในบัญชี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตอบกลับ เพื่อให้คำชี้แจงสอดคล้องกับเอกสารจริง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง บัญชีเข้าเกณฑ์ภาษี e-Payment 400 ครั้ง เสี่ยงถูกตรวจไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าธนาคารส่งข้อมูลบัญชีให้กรมสรรพากรแล้ว แปลว่าจะถูกเรียกตรวจภาษีแน่นอนหรือไม่

ไม่ใช่ การรายงานข้อมูลตามเกณฑ์ e-Payment เป็นเพียงการส่งจำนวนครั้งและยอดรวมของการฝากหรือรับโอนเข้าระบบของกรมสรรพากรเพื่อใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงเท่านั้น

ยังไม่ใช่การประเมินภาษีหรือออกหมายเรียกตรวจสอบ

กรมสรรพากรจะนำข้อมูลไปเทียบกับรายได้ที่ยื่นแบบภาษีไว้ก่อน หากตัวเลขสอดคล้องกันส่วนใหญ่จะไม่มีการติดต่อกลับมาเพิ่มเติม

เกณฑ์ 3,000 ครั้ง กับ 400 ครั้งบวก 2 ล้านบาท ต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกันหรือไม่

ไม่ต้อง เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็เพียงพอให้ธนาคารต้องรายงานแล้ว คือ (1) ฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปในปีนั้น ไม่ว่ายอดรวมจะเท่าไร หรือ (2) ฝากหรือรับโอนตั้งแต่

400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000

บาทขึ้นไปในปีเดียวกัน โดยสองเงื่อนไขนี้ต้องเข้าคู่กันเฉพาะภายในเกณฑ์ที่ 2 เท่านั้น

บัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวที่อยู่ธนาคารเดียวกันนับรวมกันไหม

ใช่ การนับจำนวนครั้งและยอดเงินจะนับรวมทุกบัญชีที่บุคคลหรือนิติบุคคลเดียวกันมีอยู่กับสถาบันการเงินแห่งเดียวกัน

ดังนั้นถ้าเจ้าของกิจการใช้บัญชีส่วนตัวควบคู่กับบัญชีร้านค้าที่ธนาคารเดียวกัน

ยอดของทั้งสองบัญชีจะถูกนับรวมกันเพื่อพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ควรแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวออกจากกันให้ชัดเจน

ถ้าได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรให้ชี้แจงยอดเงินในบัญชี ควรทำอย่างไร

ควรรวบรวมเอกสารประกอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน สัญญาซื้อขาย หรือหลักฐานเงินกู้ยืม/เงินโอนคืนกรรมการ แล้วตอบกลับภายในระยะเวลาที่หนังสือกำหนด

และควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนชี้แจง

เพื่อให้คำตอบสอดคล้องกับเอกสารและรายได้ที่ยื่นภาษีจริง

หลังจากจัดการเรื่องภาษีในแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว การกลับมาทบทวนภาพรวมทั้งปีร่วมกับบริการที่ปรึกษาภาษีและวางแผนภาษี จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมตัวได้ดีขึ้น