หลายคนยังสับสนระหว่างผู้ตรวจสอบภาษี (Tax Auditor: TA) กับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant: CPA) ทั้งสองวิชาชีพมีบทบาทที่แตกต่างกันชัดเจนตามกฎหมายไทย และ SME ที่เข้าใจความแตกต่างนี้จะสามารถใช้บริการได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า

ผู้ตรวจสอบภาษี (TA) คือใคร และมีอำนาจอะไร

ผู้ตรวจสอบภาษีหรือ Tax Auditor (TA) ในบริบทของประเทศไทยมีสองความหมายที่ควรแยกออกจากกัน ความหมายแรกคือเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่มีอำนาจตาม ป.รัษฎากร ในการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีและประเมินภาษีเพิ่มเติม ความหมายที่สองคือนักบัญชีภาษีภาคเอกชนที่ให้บริการวางแผนและตรวจสอบภาษีให้กับกิจการ

สำหรับบทความนี้จะเน้นที่ TA ในฐานะผู้ให้บริการภาคเอกชน ซึ่งมักเป็นนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญด้านประมวลรัษฎากร แต่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต CPA ขอบเขตงานหลักของ TA ภาคเอกชนได้แก่การวิเคราะห์ความเสี่ยงทางภาษี การตรวจสอบว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีถูกต้องหรือไม่ และการเตรียมเอกสารเพื่อรับมือการตรวจสอบจากกรมสรรพากร

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คือใคร และมีหน้าที่อะไร

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant: CPA) คือบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 หน้าที่หลักของ CPA ตามกฎหมายคือการแสดงความเห็นต่องบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS/TFRS for SMEs) หรือไม่

บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนทุกแห่งในประเทศไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องให้ CPA ตรวจสอบงบการเงินประจำปีก่อนนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร CPA ต้องเป็นอิสระจากกิจการที่ตรวจสอบและไม่มีส่วนได้เสียทางการเงินกับกิจการนั้น

ตารางเปรียบเทียบขอบเขตงาน TA กับ CPA

ประเด็นผู้ตรวจสอบภาษี (TA)ผู้สอบบัญชี CPA
วัตถุประสงค์หลักตรวจสอบความถูกต้องด้านภาษีแสดงความเห็นต่องบการเงิน
กฎหมายที่ใช้ประมวลรัษฎากร, กฎกระทรวงพ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี 2547, มาตรฐานบัญชี
ใบอนุญาตไม่บังคับ (บางกรณีใช้ CPA ทำหน้าที่นี้ด้วย)บังคับโดยสภาวิชาชีพบัญชี
ผลลัพธ์ของงานรายงานภาษี, แผนภาษี, การยื่นแบบรายงานการสอบบัญชีพร้อมความเห็น
จำเป็นตามกฎหมายสำหรับบริษัทไม่บังคับโดยตรง แต่จำเป็นในทางปฏิบัติบังคับสำหรับบริษัทจำกัดทุกแห่ง
ความถี่ที่ใช้งานรายเดือน หรือตามต้องการรายปี

กรณีที่ SME ต้องการ CPA และกรณีที่ต้องการ TA

เมื่อไหร่ต้องใช้ CPA

บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องใช้ CPA ทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีทุนจดทะเบียน รายได้ หรือสินทรัพย์เกินกว่าที่กำหนดก็ต้องจัดให้มีการตรวจสอบบัญชีด้วย สถาบันการเงินและนักลงทุนส่วนใหญ่ยังกำหนดให้งบการเงินต้องผ่านการรับรองจาก CPA ก่อนพิจารณาสินเชื่อ

เมื่อไหร่ต้องการ TA

SME ควรพิจารณาใช้บริการ TA หรือที่ปรึกษาภาษีในกรณีต่อไปนี้ ได้แก่ เมื่อได้รับหมายเรียกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร เมื่อต้องการวางแผนภาษีเพื่อลดภาระภาษีอย่างถูกกฎหมาย เมื่อมีธุรกรรมซับซ้อนเช่นการโอนราคาระหว่างบริษัทในเครือ และเมื่อต้องการยื่นอุทธรณ์ภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของ SME

ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดคือเจ้าของกิจการหลายรายคิดว่า CPA ที่ตรวจงบการเงินจะดูแลเรื่องภาษีให้ครบถ้วนด้วย ในความเป็นจริงหน้าที่หลักของ CPA คือการตรวจสอบว่างบการเงินนำเสนออย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีเท่านั้น CPA ไม่ได้รับประกันว่าภาษีที่กิจการยื่นไปถูกต้องหรือครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร

ในทางกลับกัน TA ที่ดูแลเรื่องภาษีอย่างดีก็ไม่สามารถทดแทน CPA ได้ เพราะรายงานของ TA ไม่มีผลทางกฎหมายในการรับรองงบการเงินสำหรับการนำส่งตามกฎหมาย SME จึงมักต้องใช้บริการทั้งสองประเภทควบคู่กัน

ค่าใช้จ่ายและการวางแผนงบประมาณสำหรับ SME

ค่าธรรมเนียม CPA สำหรับ SME ขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาทโดยทั่วไปอยู่ที่ 15,000–40,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน ส่วนค่าบริการด้านภาษีจาก TA หรือที่ปรึกษาภาษีอาจอยู่ในรูปแบบ Retainer รายเดือน 3,000–15,000 บาท หรือจ้างเป็นโปรเจกต์สำหรับกรณีเฉพาะ SME ควรวางแผนงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนในแต่ละปี

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ผู้ตรวจสอบภาษี (TA) กับผู้สอบบัญชี (CPA): ขอบเขตงานต่างกันอย่างไรสำหรับ SME ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

SME ขนาดเล็กต้องจ้าง CPA หรือ TA ก่อน?

บริษัทจำกัดต้องมี CPA ก่อนเป็นอันดับแรกตามกฎหมาย ส่วน TA หรือที่ปรึกษาภาษีเป็นทางเลือกเสริมที่ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของธุรกิจและความเสี่ยงทางภาษีของกิจการ

CPA สามารถทำหน้าที่เป็น TA ได้ด้วยหรือไม่?

ได้ในบางกรณี CPA ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีสามารถให้คำปรึกษาและตรวจสอบภาษีได้ แต่ต้องระวังเรื่องความเป็นอิสระ เพราะหาก CPA ทำบัญชีให้ด้วยจะไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินนั้นได้

ถ้ากรมสรรพากรมาตรวจ ควรให้ CPA หรือ TA ช่วย?

ควรใช้ที่ปรึกษาภาษีหรือ TA ที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากรโดยตรง เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านประมวลรัษฎากรและกระบวนการอุทธรณ์มากกว่า CPA ทั่วไป

ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจ้าง CPA ด้วยหรือไม่?

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนไม่บังคับต้องมี CPA แต่หากมีรายได้หรือทุนเกินเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด หรือเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ได้รับการยกเว้นตามกฎกระทรวง ให้ตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะกรณี

CPA มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลภาษีของกิจการได้แค่ไหน?

CPA มีสิทธิ์ขอตรวจเอกสารภาษีทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับงบการเงิน เช่น แบบ ภ.ง.ด. และ ภ.พ. 30 เพื่อยืนยันความสอดคล้องระหว่างรายการในงบการเงินกับที่รายงานต่อกรมสรรพากร

SME ที่ยังไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องใช้ CPA ไหม?

การจดทะเบียน VAT ไม่ได้เป็นเงื่อนไขของการต้องใช้ CPA ปัจจัยที่กำหนดคือรูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องมี CPA ไม่ว่าจะจด VAT หรือไม่ก็ตาม