ขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งทั้งไทยและต่างประเทศ ต้องแยกให้ชัดว่ารายได้นั้นเป็น "ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty)" หรือ "ค่าบริการ"

เพราะมีผลต่ออัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการนำส่ง VAT ที่แตกต่างกันมาก

ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ขายให้แพลตฟอร์มต่างประเทศยังต้องเข้าใจเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากต่างประเทศด้วย

สารบัญบทความ
  1. ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) คืออะไร ต่างจากค่าบริการอย่างไร
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าลิขสิทธิ์ในประเทศ
  3. เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศ (Netflix, YouTube ฯลฯ)
  4. VAT สำหรับรายได้ค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตารางสรุปแนวทางภาษีตามประเภทผู้ซื้อลิขสิทธิ์
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) คืออะไร ต่างจากค่าบริการอย่างไร

ผู้ผลิตคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเพลง โปรดักชั่นเฮาส์ ผู้ผลิตสารคดี หรือครีเอเตอร์ที่ทำคอนเทนต์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, YouTube, Viu หรือ WeTV มักได้รับเงินในรูปแบบ

"ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty)"

ซึ่งหมายถึงค่าตอบแทนจากการอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิเผยแพร่ภาพยนตร์ เพลง หรือรายการที่ผลิตไว้แล้ว

โดยเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องทำงานเพิ่มเติมหลังส่งมอบงาน แตกต่างจาก "ค่าบริการ"

ซึ่งเป็นการรับจ้างผลิตงานใหม่ตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง (Work for Hire) ที่ผู้ผลิตยังมีภาระต้องทำงานต่อเนื่องจนกว่าจะส่งมอบ

ความแตกต่างนี้สำคัญมากในทางภาษี เพราะสรรพากรกำหนดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าลิขสิทธิ์แตกต่างจากค่าบริการ และในกรณีที่ผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทต่างประเทศ

การจัดประเภทรายได้ยังมีผลต่อการใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement)

ที่อาจช่วยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายในต่างประเทศได้อีกด้วย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าลิขสิทธิ์ในประเทศ

เมื่อแพลตฟอร์มหรือผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่เป็นนิติบุคคลไทย จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ค่าลิขสิทธิ์

อัตราที่ใช้จริงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนทุกครั้ง

เพราะอาจแตกต่างกันตามประเภทลิขสิทธิ์ (เช่น ลิขสิทธิ์งานวรรณกรรม เพลง ภาพยนตร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์) และสถานะของผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

  • ผู้จ่ายเงินในประเทศ ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับทุกครั้งที่จ่ายเงิน
  • ผู้ผลิตคอนเทนต์ นำภาษีที่ถูกหักไปเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50)
  • หากขายผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายในไทยที่รับช่วงต่อจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายที่แท้จริง

เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศ (Netflix, YouTube ฯลฯ)

กรณีนี้มีความซับซ้อนกว่า เพราะแพลตฟอร์มต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทย

แต่ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยที่ได้รับเงินค่าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศยังมีภาระภาษีในไทยตามปกติ คือต้องนำรายได้มารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

และในบางกรณีประเทศปลายทางอาจหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนโอนเงินเข้ามา (Withholding at Source)

ซึ่งผู้ผลิตอาจใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นเพื่อขอเครดิตภาษีหรือขอลดอัตราได้

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเพื่อตรวจสอบสิทธิที่เกี่ยวข้องกับประเทศคู่สัญญาแต่ละแห่งโดยเฉพาะ

VAT สำหรับรายได้ค่าลิขสิทธิ์คอนเทนต์

ประเด็น VAT ที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องพิจารณาแบ่งเป็น 2 กรณีหลัก:

  • ขายลิขสิทธิ์ให้ผู้ซื้อในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสีย VAT 7% (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) หากนิติบุคคลจดทะเบียน VAT แล้ว หรือมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT
  • ขายลิขสิทธิ์ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศ เช่น แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างชาติที่นำคอนเทนต์ไปใช้นอกราชอาณาจักรทั้งหมด อาจเข้าเงื่อนไข VAT อัตรา 0% ในลักษณะบริการที่ใช้ในต่างประเทศ แต่ต้องมีหลักฐานสัญญาและหลักฐานการใช้บริการนอกประเทศชัดเจน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเงื่อนไขเป็นรายกรณี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติค่ายเพลงแห่งหนึ่งขายลิขสิทธิ์เพลงประกอบละครให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในประเทศ 500,000 บาท และขายลิขสิทธิ์เพลงเดียวกันให้แพลตฟอร์มต่างประเทศเพื่อใช้เผยแพร่นอกไทยอีก 300,000 บาท

ค่ายเพลงต้องบันทึกรายได้ทั้งสองรายการแยกกัน ตรวจสอบเอกสารหัก ณ

ที่จ่ายจากผู้ซื้อในประเทศ และตรวจสอบเงื่อนไข VAT 0% สำหรับรายได้จากต่างประเทศ พร้อมเก็บสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (License Agreement)

ที่ระบุขอบเขตการใช้งานไว้เป็นหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นภาษีทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ปนรายได้ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการผลิตงาน — ทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดอัตราและสรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมภายหลัง
  • ไม่มีสัญญาอนุญาตใช้สิทธิที่ชัดเจน — ทำให้พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการขายลิขสิทธิ์แบบใด ระยะเวลาเท่าไร และขอบเขตพื้นที่ใช้งานคือที่ใด
  • ลืมยื่นภาษีรายได้จากต่างประเทศ — คิดว่าเงินที่ได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีในไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะนิติบุคคลไทยต้องนำรายได้ทั่วโลกมารวมคำนวณภาษี
  • ไม่เก็บหลักฐานการใช้บริการนอกประเทศ — ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิ VAT 0% ได้แม้เข้าเงื่อนไข

ตารางสรุปแนวทางภาษีตามประเภทผู้ซื้อลิขสิทธิ์

ประเภทผู้ซื้อภาษีหัก ณ ที่จ่ายVATเอกสารสำคัญ
แพลตฟอร์ม/ผู้จัดจำหน่ายในประเทศตามอัตราค่าลิขสิทธิ์ (ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ)7% (หากจด VAT)สัญญาอนุญาตใช้สิทธิ, หนังสือรับรอง 50 ทวิ
แพลตฟอร์มต่างประเทศ (ใช้งานนอกไทย)อาจถูกหักในต่างประเทศ ตรวจสิทธิ DTAอาจเข้าเงื่อนไข 0% หากมีหลักฐานครบสัญญาระบุขอบเขตการใช้งาน, หลักฐานการโอนเงินระหว่างประเทศ
ตัวแทนจัดจำหน่ายในไทย (Sub-license)ตรวจสอบผู้มีหน้าที่หักที่แท้จริง7% ตามรายได้ที่เกิดในไทยสัญญาช่วง (Sub-license Agreement), รายงานยอดขายจากแพลตฟอร์ม

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ผลิตคอนเทนต์ควรเริ่มต้นด้วยการทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (License Agreement) ที่ระบุประเภทรายได้ ขอบเขตการใช้งาน ระยะเวลา และพื้นที่ให้ชัดเจนที่สุด

เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการ

จากนั้นควรวางระบบบัญชีแยกรายได้ตามประเภทผู้ซื้อ (ในประเทศ/ต่างประเทศ) และเก็บเอกสารหัก ณ ที่จ่ายพร้อมหลักฐานการโอนเงินทุกรายการ หากมีรายได้จากหลายประเทศ

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศเพื่อวางแผนใช้สิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนให้ถูกต้อง

ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อนและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าลิขสิทธิ์ (Royalty) กับค่าบริการผลิตงาน ต่างกันอย่างไรทางภาษี

ค่าลิขสิทธิ์คือค่าตอบแทนจากการอนุญาตใช้สิทธิในงานที่ผลิตเสร็จแล้ว ส่วนค่าบริการคือการรับจ้างผลิตงานใหม่ตามคำสั่ง ทั้งสองมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน

จึงต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเป็นประเภทใด และควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ

ขายลิขสิทธิ์ให้แพลตฟอร์มต่างประเทศต้องเสียภาษีในไทยหรือไม่

ต้องเสีย เพราะนิติบุคคลไทยต้องนำรายได้ทั่วโลกมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล แม้เงินจะมาจากแพลตฟอร์มต่างประเทศก็ตาม

และอาจต้องตรวจสอบสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนหากถูกหักภาษีในต่างประเทศด้วย

ขายลิขสิทธิ์ให้ต่างประเทศได้สิทธิ VAT 0% เสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป ต้องเข้าเงื่อนไขว่าบริการหรือสิทธิที่ขายถูกใช้งานนอกประเทศไทยทั้งหมด และมีหลักฐานสัญญาที่ระบุขอบเขตการใช้งานชัดเจน

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเงื่อนไขเป็นรายกรณีก่อนยื่นภาษี

ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไรสำหรับธุรกิจขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์

เมื่อรายได้จากการให้บริการหรือขายลิขสิทธิ์เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรและยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนตามกำหนด

ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างเพื่อรองรับการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์

ควรเก็บสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (License Agreement) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) หลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศ และรายงานยอดขายจากแพลตฟอร์มทุกรอบบัญชี

เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้

หากขายผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายในไทยที่รับช่วงจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ต้องดูอะไรเป็นพิเศษ

ต้องตรวจสอบสัญญาช่วง (Sub-license Agreement) ให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายที่แท้จริง และตรวจสอบรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในไทยเพื่อคำนวณ VAT ให้ถูกต้อง

ค่ายเพลงหรือโปรดักชั่นเฮาส์ขนาดเล็กควรเริ่มวางระบบภาษีลิขสิทธิ์อย่างไร

ควรเริ่มจากทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิที่ระบุประเภทรายได้ชัดเจน วางระบบบัญชีแยกรายได้ตามประเภทผู้ซื้อ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนเริ่มขายให้แพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นครั้งแรก

การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบภาระภาษีและวางระบบบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ จะช่วยให้วางแผนงานได้แม่นยำขึ้น สามารถดูรายละเอียดบริการบัญชีและภาษีทั้งหมดของ A Plus Me

เพิ่มเติมได้