ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน
ทำให้เงินสมทบสูงสุดของนายจ้างและลูกจ้างแต่ละฝ่ายเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน
ซึ่งเป็นเพียงระยะแรกของแผนขั้นบันได 3 ระยะ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกฎหมาย แต่กระทบโดยตรงกับพารามิเตอร์ในระบบ payroll และงบประมาณต้นทุนแรงงานของ SME
ที่มีพนักงานเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทขึ้นไป
บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการและฝ่ายบุคคลที่ต้องตรวจสอบว่าระบบเงินเดือนตั้งค่าเพดานใหม่ถูกต้องหรือยัง
พร้อมวิธีคำนวณผลกระทบต่องบต้นทุนแรงงานทั้งปีและสิ่งที่ต้องเตรียมล่วงหน้าสำหรับระยะถัดไป
สารบัญบทความ
เพดานประกันสังคมใหม่ 17,500 บาท: อัตราและกำหนดการ 3 ระยะ
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สำนักงานประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบตามมาตรา 33 จากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน อัตราเงินสมทบยังเดิมที่ฝ่ายละ 5%
ทำให้เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่ายเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875
บาทต่อเดือน ฐานค่าจ้างขั้นต่ำยังอยู่ที่ 1,650 บาท พนักงานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทไม่ได้รับผลกระทบ เพราะฐานคำนวณเดิมก็คำนวณจากเงินเดือนจริงอยู่แล้ว
แต่พนักงานที่เงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทขึ้นไปจะมีเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนจริง
เนื่องจากไม่ถูกตัดเพดานที่ 15,000 บาทอีกต่อไป และพนักงานที่เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะจ่ายเต็มเพดานใหม่ที่ 875 บาทต่อเดือนทั้งสองฝ่าย
การปรับครั้งนี้เป็นระยะแรกของแผนขั้นบันได 3 ระยะที่สำนักงานประกันสังคมประกาศไว้ ดังนี้
| ระยะ | ช่วงเวลาที่มีผล | เพดานค่าจ้างสูงสุด | เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่าย/เดือน |
|---|---|---|---|
| ก่อนปรับ | ถึง 31 ธ.ค. 2568 | 15,000 บาท | 750 บาท |
| ระยะที่ 1 | 1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571 | 17,500 บาท | 875 บาท |
| ระยะที่ 2 | 1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574 (ตามแผนที่ประกาศไว้) | 20,000 บาท | 1,000 บาท |
| ระยะที่ 3 | ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 (ควรติดตามประกาศทางการอีกครั้ง) | 23,000 บาท | 1,150 บาท |
ควรบันทึกกำหนดการนี้ไว้ในปฏิทินวางแผนงบประมาณระยะยาว เพราะทุกประมาณ 3 ปีเพดานจะขยับขึ้นอีกครั้ง เป็นต้นทุนแรงงานฝั่งนายจ้างที่เพิ่มแบบถาวร ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายชั่วคราว
ทำไมเรื่องนี้คือปัญหา "การตั้งค่า" ในระบบ Payroll ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ
ปัญหาที่พบบ่อยไม่ใช่การไม่รู้ว่าเพดานเปลี่ยน แต่คือระบบ payroll หรือไฟล์ Excel ที่คำนวณเงินเดือนมาหลายปียังคง "ล็อกค่า" เพดานไว้ที่ 15,000 บาทในสูตร
โดยไม่มีใครแก้ไขพารามิเตอร์นี้ตั้งแต่ต้นปี แม้ผ่านมาแล้วครึ่งปี
บริษัทจำนวนไม่น้อยยังนำส่งเงินสมทบขาดอยู่โดยไม่รู้ตัว จุดที่ต้องตรวจสอบมีอย่างน้อย 3 จุด
- สูตรคำนวณฐานเงินสมทบ: เปลี่ยนจากเพดาน 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งที่หักจากลูกจ้าง
- รายงานที่ใช้ยื่นแบบ สปส.1-10: ตรวจว่ายอดรวมที่ระบบสร้างตรงกับยอดคำนวณมือหรือไม่ในเดือนแรกหลังปรับระบบ
- สลิปเงินเดือนพนักงาน: ต้องแสดงยอดหักประกันสังคมใหม่ให้ตรงความเป็นจริง ป้องกันข้อโต้แย้งจากพนักงานภายหลัง
หากใช้ซอฟต์แวร์ payroll สำเร็จรูป ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการว่าอัปเดตเพดานใหม่ให้อัตโนมัติหรือไม่ บางเจ้าอัปเดตเฉพาะเมื่อมีประกาศราชกิจจานุเบกษา และบางกรณีต้องกดอัปเดตเวอร์ชันเอง
คำนวณผลกระทบต่องบประมาณต้นทุนแรงงาน SME
ต้นทุนเงินสมทบฝั่งนายจ้างเพิ่มขึ้นสูงสุด 125 บาทต่อคนต่อเดือน (จาก 750 เป็น 875 บาท) สำหรับพนักงานเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป ส่วนพนักงานที่เงินเดือนอยู่ระหว่าง
15,000-17,499 บาท ก็จะมีเงินสมทบเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ในสัดส่วนที่น้อยกว่า
เพราะฐานคำนวณเปลี่ยนจาก 15,000 บาท เป็นเงินเดือนจริงของแต่ละคน ดูเล็กรายบุคคล แต่คูณจำนวนพนักงานทั้งปีจะกลายเป็นรายจ่ายก้อนที่ต้องวางแผนล่วงหน้า
ตัวอย่าง บริษัทที่มีพนักงานเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป 20 คน ต้นทุนฝั่งนายจ้างเพิ่มขึ้น 125 x 20 = 2,500 บาทต่อเดือน หรือราว 30,000 บาทต่อปี
เป็นรายจ่ายที่นำไปหักภาษีนิติบุคคลได้ แต่ยังเป็นเงินสดจริงที่ต้องจ่ายทุกเดือน
ฝ่ายบัญชีควรปรับปรุงตัวเลขนี้ในงบต้นทุนบุคลากรและกระแสเงินสดปี 2569 และประเมินผลกระทบล่วงหน้าถึงระยะที่ 2 ปี 2572 ที่เพดานมีแผนขยับเป็น 20,000 บาท เพื่อรวมไว้ในแผนธุรกิจ 3-5
ปีข้างหน้า
เช็กลิสต์ปรับระบบและแก้ไขให้ทันก่อนตรวจสอบย้อนหลัง
สำหรับธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่าปรับระบบทันหรือไม่ ควรทำตามลำดับนี้
- ดึงรายงานเงินสมทบตั้งแต่มกราคม 2569: เทียบฐานค่าจ้างที่ระบบใช้จริงกับเพดาน 17,500 บาท ทีละเดือน
- คำนวณส่วนต่างที่นำส่งขาด (ถ้ามี): หากยังคำนวณที่ฐาน 15,000 บาทมาตลอด ต้องนำส่งส่วนต่างเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 2% ต่อเดือนของยอดค้างชำระ นับจากวันครบกำหนดเดิม
- แก้ไขพารามิเตอร์ในระบบทันที: ทดสอบด้วยข้อมูลพนักงานตัวอย่าง 2-3 ราย ก่อนรันจริงในรอบถัดไป
- แจ้งพนักงานล่วงหน้า: พนักงานที่เงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทขึ้นไปจะถูกหักเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนจริง โดยผู้ที่เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะถูกหักเพิ่มสูงสุด 125 บาทต่อเดือน ควรสื่อสารก่อนเห็นในสลิปเงินเดือน
- เก็บเอกสารอ้างอิงไว้เป็นหลักฐาน: ประกาศและตารางคำนวณใหม่ ประกอบการตรวจสอบภายในและการตรวจของสำนักงานประกันสังคม
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงมักมาจากการ "ลืมปรับระบบ" มากกว่าความไม่รู้กฎหมาย ควรนัดทบทวนพารามิเตอร์นี้ทุกครั้งที่มีประกาศเพดานใหม่และทุกครั้งที่ปรับเงินเดือนพนักงาน
เพื่อไม่ให้เกิดผลต่างสะสม
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง เพดานประกันสังคม 2569: 17,500 บาท กระทบ Payroll SME ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เพดานประกันสังคมใหม่ 17,500 บาท กระทบพนักงานเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทหรือไม่
พนักงานเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทไม่ได้รับผลกระทบ เพราะฐานคำนวณเดิมก็คำนวณจากเงินเดือนจริงของแต่ละคนอยู่แล้ว แต่พนักงานที่เงินเดือนสูงกว่า 15,000
บาทขึ้นไปจะมีเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนจริง เพราะไม่ถูกตัดเพดานที่ 15,000 บาทเหมือนเดิม
และพนักงานที่เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะจ่ายเต็มเพดานใหม่ 875 บาทต่อเดือนทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งที่หักจากพนักงาน
ถ้าระบบ payroll ยังตั้งเพดานที่ 15,000 บาทมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ต้องทำอย่างไร
ต้องคำนวณส่วนต่างเงินสมทบที่นำส่งขาดในแต่ละเดือนย้อนหลัง แล้วนำส่งเพิ่มเติมให้สำนักงานประกันสังคมพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 2% ต่อเดือนของยอดที่ค้างชำระ นับจากวันครบกำหนดเดิม
จากนั้นแก้ไขพารามิเตอร์ในระบบให้ถูกต้องทันที
เพดานประกันสังคมจะปรับขึ้นอีกเมื่อไหร่
ตามแผนขั้นบันไดที่ประกาศไว้ ระยะที่ 2 คาดว่าจะปรับเป็น 20,000 บาทในช่วงปี 2572-2574 ส่วนระยะที่ 3 อยู่ที่กรอบ 23,000 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป
ตัวเลขระยะหลังยังเป็นแผนที่เผยแพร่ไว้
ควรติดตามประกาศทางการจากสำนักงานประกันสังคมอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงกำหนด
เจ้าของธุรกิจควรปรับงบประมาณต้นทุนแรงงานตอนไหน
ควรปรับทันทีที่ทราบจำนวนพนักงานที่เงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทขึ้นไป โดยกลุ่มที่เงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปจะมีต้นทุนฝั่งนายจ้างเพิ่มสูงสุด 125 บาทต่อคนต่อเดือน
ส่วนกลุ่มเงินเดือน 15,000-17,499 บาทจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่า
ควรรวมตัวเลขทั้งสองกลุ่มนี้ไปปรับปรุงงบต้นทุนบุคลากรและกระแสเงินสดของปีนั้นให้ตรงกับความเป็นจริง
สำหรับกิจการที่ต้องปิดงบย้อนหลังหรือขอคืนภาษี สามารถดูรายละเอียดบริการเสริมของ A Plus Me เพื่อประเมินขอบเขตงานเบื้องต้น