เมื่อพนักงานเริ่มงานหรือลาออกกลางเดือน เจ้าของธุรกิจและ HR มักสงสัยว่าเงินเดือนกับเงินสมทบประกันสังคมของเดือนนั้นต้องคำนวณแบบเดียวกันหรือไม่

บทความนี้อธิบายให้ชัดว่าเงินเดือนคิดตามสัดส่วนวันทำงานจริงได้ตามนโยบายบริษัท

แต่เงินสมทบประกันสังคมมีกติกาของตัวเองที่ไม่ได้ลดหลั่นตามจำนวนวันเสมอไป พร้อมตัวอย่างการคำนวณและกำหนดเวลาที่ต้องรู้ เหมาะสำหรับเจ้าของ SME และ HR

ที่ต้องปิดเงินเดือนให้ถูกต้องทุกเดือน

สารบัญบทความ
  1. เงินเดือนกับประกันสังคม ทำไมต้องคิดคนละหลักเกณฑ์
  2. วิธีคำนวณเงินเดือนตามสัดส่วนวันทำงานจริง (Proration)
  3. เงินสมทบประกันสังคม ทำไมไม่ได้หารตามสัดส่วนวันเสมอไป
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องเก็บให้ครบ
  5. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินเดือนกับประกันสังคม ทำไมต้องคิดคนละหลักเกณฑ์

หลายบริษัทเข้าใจไปเองว่าเงินเดือนกับเงินสมทบประกันสังคมของเดือนที่พนักงานเข้า-ออกกลางเดือนต้อง "ลดตามสัดส่วนวันทำงาน" เท่ากันทั้งคู่

ความจริงแล้วทั้งสองเรื่องอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับและมีหลักคิดต่างกัน

เงินเดือนเป็นเรื่องของสัญญาจ้าง กฎหมายคุ้มครองแรงงานไม่ได้กำหนดสูตรคำนวณตามสัดส่วนวันทำงานไว้ตายตัว บริษัทจึงกำหนดวิธีคิดเองได้

ขอเพียงเขียนไว้ชัดในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน และใช้อย่างสม่ำเสมอกับพนักงานทุกคน

ส่วนเงินสมทบประกันสังคมอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำ-ขั้นสูงและนับหน่วยเป็น "เดือน" ไว้ตายตัว ไม่ได้ขึ้นกับนโยบายภายในของแต่ละบริษัท

นี่คือจุดที่ทำให้ตัวเลขสองก้อนนี้มักไม่เท่ากัน

วิธีคำนวณเงินเดือนตามสัดส่วนวันทำงานจริง (Proration)

เมื่อพนักงานเข้างานหรือออกกลางเดือน บริษัทส่วนใหญ่ใช้วิธีคำนวณเงินเดือนตามสัดส่วนวันทำงานจริง 2 แบบหลัก ทั้งคู่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ให้ผลลัพธ์ต่างกันเล็กน้อย

จึงควรเลือกใช้วิธีเดียวแล้วยึดตามนั้นตลอด ไม่สลับไปมาตามความสะดวก

เพราะจะตรวจสอบย้อนหลังยากและทำให้พนักงานรู้สึกไม่เป็นธรรม

วิธีคำนวณ สูตร ตัวอย่าง (เงินเดือน 30,000 บาท เข้างาน 16 ก.ค. ทำงาน 16 วัน จาก 31 วันในเดือน) ข้อสังเกต
หารตามจำนวนวันจริงในปฏิทิน (Calendar Day) เงินเดือน ÷ จำนวนวันในเดือนนั้น × วันที่ทำงานจริง 30,000 ÷ 31 × 16 = 15,483.87 บาท ผลลัพธ์เปลี่ยนตามจำนวนวันของแต่ละเดือน (28-31 วัน)
หารด้วย 30 วันคงที่ (Fixed 30-Day) เงินเดือน ÷ 30 × วันที่ทำงานจริง 30,000 ÷ 30 × 16 = 16,000 บาท คำนวณง่าย ตัวเลขคงที่ทุกเดือน นิยมใช้ในระบบเงินเดือนสำเร็จรูป

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ควรระบุไว้ในนโยบายบริษัทหรือคู่มือพนักงานให้ชัดเจน และต้องรวมวันหยุดตามประเพณีหรือวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ตกในช่วงจ้างงานนั้นด้วย

เพราะพนักงานยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามกฎหมายแรงงานตามปกติ

เงินสมทบประกันสังคม ทำไมไม่ได้หารตามสัดส่วนวันเสมอไป

ข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) นับหน่วยความเป็นผู้ประกันตนเป็น "เดือน" ไม่ใช่ "วัน" หากลูกจ้างมีสถานะเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33

อยู่ในเดือนนั้นแม้เพียงวันเดียว นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบของเดือนนั้นเต็มจำนวน

ไม่มีการหารเงินสมทบเป็นรายวันหรือนำส่งครึ่งเดือน

ฐานที่ใช้คำนวณเงินสมทบคือ "ค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนนั้น" ซึ่งก็คือยอดเงินเดือนตามสัดส่วนวันทำงานจากหัวข้อก่อนหน้า แต่กฎหมายประกันสังคมกำหนดกรอบฐานค่าจ้างตายตัวไว้ที่ไม่ต่ำกว่า

1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน

ซึ่งเป็นเพดานใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 พ.ศ. 2568

(ก่อนหน้านี้เพดานเดิมอยู่ที่ 15,000 บาท ใช้มาตั้งแต่ปี 2538)

และหลังปี 2571 เพดานจะปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดต่อเนื่องอีก คือ 20,000 บาท ในช่วงปี 2572-2574 และ 23,000 บาท ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป อัตราเงินสมทบฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเท่ากันที่

5% เพดานสูงสุดในปัจจุบันจึงอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย

นี่คือจุดที่ทำให้ยอดเงินสมทบ "ไม่ได้ลดตามสัดส่วนวันทำงาน" เสมอไป เพราะกรอบขั้นต่ำ-ขั้นสูงไม่ได้ปรับตามจำนวนวันที่ทำงานจริง

ทั้งนี้ควรตรวจสอบเพดานฐานค่าจ้างล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมทุกครั้งก่อนคำนวณ

เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนตามกฎกระทรวงเป็นระยะ

  • ค่าจ้างจริงสูงกว่า 17,500 บาท (เช่น เงินเดือนสูง ทำงานเกินครึ่งเดือน) เงินสมทบยังคิดจากฐานสูงสุด 17,500 บาท เท่ากับพนักงานที่ทำงานเต็มเดือน ไม่ลดหย่อนตามวันที่ขาดไป
  • ค่าจ้างจริงต่ำกว่า 1,650 บาท (เช่น เข้างานแค่ 1-2 วันสุดท้ายของเดือน) นายจ้างยังต้องนำส่งโดยใช้ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาท คิดเป็นเงินสมทบ 82.50 บาทต่อฝ่าย (1,650 บาท × 5%) แม้ค่าจ้างจริงจะน้อยกว่านี้มากก็ตาม

อีกเรื่องที่ต้องทำให้ทันเวลาคือกำหนดการแจ้ง สปส. นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ด้วยแบบ สปส. 1-03 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับเข้าทำงาน

และเมื่อลูกจ้างลาออกต้องแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนด้วยแบบ สปส. 6-09 ภายในวันที่ 15

ของเดือนถัดจากเดือนที่ลูกจ้างออกจากงาน ส่วนการนำส่งเงินสมทบทุกเดือนต้องยื่นแบบ สปส. 1-10 พร้อมชำระเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปเช่นกัน

ยื่นช้าจะมีเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และอาจมีโทษทางอาญาหากไม่แจ้งขึ้นทะเบียน-แจ้งออกตามกำหนด

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเอกสารที่ต้องเก็บให้ครบ

เดือนที่พนักงานเข้าหรือออกกลางเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 ยังคำนวณด้วยวิธีเดิมคือประมาณการเงินได้พึงประเมินทั้งปีจากฐานเงินเดือนที่จ่ายจริง ไม่มีสูตรพิเศษแยกต่างหาก

แต่พนักงานที่เพิ่งเริ่มงานระหว่างปีอาจมีเงินได้จากนายจ้างเดิมมาก่อน ควรขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากที่เดิมมาแสดง เพื่อให้พนักงานนำไปรวมยื่น ภ.ง.ด.91

ตอนสิ้นปีได้ครบถ้วน เอกสารที่ควรเก็บให้ครบสำหรับเดือนนี้ ได้แก่

  • สัญญาจ้างหรือหนังสือรับเข้าทำงานที่ระบุวันเริ่มงานและฐานเงินเดือนชัดเจน
  • ใบลาออกหรือหนังสือเลิกจ้างที่ระบุวันทำงานสุดท้าย
  • สลิปเงินเดือนที่แสดงวิธีคำนวณตามสัดส่วนวันทำงานอย่างชัดเจน (สูตรและจำนวนวัน)
  • สำเนาแบบ สปส. 1-03 หรือ สปส. 6-09 พร้อมหลักฐานการยื่นแบบ
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ของเดือนนั้น

เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่แค่ไว้ตรวจสอบภายใน แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญหากถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรหรือสำนักงานประกันสังคมย้อนหลัง การจัดเก็บอย่างเป็นระบบตั้งแต่เดือนแรกที่พนักงานเข้า-ออก

ช่วยลดเวลาตอบคำถามและลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับหรือเงินเพิ่มได้มาก ทั้งนี้ ตัวเลขอัตราและฐานที่กล่าวถึงในบทความนี้อ้างอิงกฎหมายและประกาศที่มีผลบังคับใช้ ณ ปัจจุบัน

ซึ่งอาจมีการปรับปรุงได้ในอนาคต

ควรตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคมหรือที่ปรึกษาบัญชี-ภาษีก่อนนำไปใช้กับกรณีเฉพาะของกิจการ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง คำนวณเงินเดือนพนักงานเข้าออกกลางเดือน กับฐานประกันสังคม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินเดือนพนักงานเข้า-ออกกลางเดือน ต้องหารด้วย 30 วันเสมอไปไหม

ไม่จำเป็น กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดสูตรตายตัว บริษัทเลือกได้ระหว่างหารด้วยจำนวนวันตามปฏิทินของเดือนนั้น หรือหารด้วย 30 วันคงที่ แต่ต้องกำหนดไว้ในนโยบายหรือสัญญาจ้างให้ชัดเจน

และใช้วิธีเดียวกันกับพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ

พนักงานทำงานแค่ 2-3 วันในเดือนนั้น ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมเต็มเดือนหรือไม่

ต้องนำส่ง เพราะ สปส. นับหน่วยเป็น "เดือน" ไม่ใช่รายวัน หากลูกจ้างมีสถานะเป็นผู้ประกันตนในเดือนนั้นแม้เพียงไม่กี่วัน

นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบของเดือนนั้นเต็มจำนวน

โดยใช้ค่าจ้างที่จ่ายจริงเป็นฐานแต่ต้องไม่ต่ำกว่าฐานขั้นต่ำ 1,650 บาท

เงินเดือนตามสัดส่วนวันทำงานต่ำกว่า 1,650 บาท ต้องนำส่งเงินสมทบเท่าไร

ต้องใช้ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาทในการคำนวณ คิดเป็นเงินสมทบฝ่ายละ 82.50 บาท (5%) แม้ค่าจ้างจริงจะน้อยกว่านั้น เพราะฐานขั้นต่ำเป็นตัวเลขคงที่ตามกฎหมาย ไม่ได้ปรับลดตามสัดส่วนวันทำงาน

ขึ้นทะเบียนและแจ้งออกพนักงานจากประกันสังคมต้องทำภายในกี่วัน

ขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ด้วยแบบ สปส. 1-03 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับเข้าทำงาน ส่วนแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนด้วยแบบ สปส. 6-09 ต้องแจ้งภายในวันที่ 15

ของเดือนถัดจากเดือนที่ลูกจ้างออกจากงาน

เพื่อไม่ให้งานเฉพาะเรื่องต่าง ๆ กลายเป็นภาระสะสม ทีมงานแนะนำให้ศึกษาหน้าบริการเสริมสำหรับธุรกิจไว้เป็นแนวทางเริ่มต้น