บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการ SME และฝ่ายบุคคล-บัญชีที่กำลังพิจารณาหรือเพิ่งประกาศหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

โดยอธิบายว่าเมื่อจ่ายค่าจ้างลดลงเหลือไม่น้อยกว่า 75% ต้องปรับฐานคำนวณภาษีหัก ณ

ที่จ่ายและเงินสมทบประกันสังคมอย่างไร กระทบการยื่น ภ.ง.ด.1 และแบบนำส่งเงินสมทบประกันสังคมตรงไหนบ้าง

พร้อมเช็กลิสต์เอกสารที่ต้องเตรียมให้ครบเพื่อป้องกันปัญหาการตรวจสอบย้อนหลังจากกรมสรรพากรหรือสำนักงานประกันสังคม

สารบัญบทความ
  1. มาตรา 75 คืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และนายจ้างต้องทำอะไรก่อน
  2. หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงิน 75% อย่างไรให้ถูกต้อง
  3. ผลกระทบต่อการยื่น ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่หยุดกิจการ
  4. ฐานเงินสมทบประกันสังคมเปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างหยุดกิจการ
  5. เอกสารและเช็กลิสต์ที่นายจ้างต้องเตรียมให้ครบ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

มาตรา 75 คืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และนายจ้างต้องทำอะไรก่อน

มาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุอื่นที่ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เช่น

ยอดขายลดลงรุนแรง ขาดวัตถุดิบ หรือปรับปรุงสายการผลิต

ต่างจากกรณีเหตุสุดวิสัยที่มีแนวปฏิบัติแยกต่างหาก ก่อนหยุดกิจการ นายจ้างต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่เป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3

วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ ตามมาตรา 75 วรรคสอง

โดยระบุเหตุผลและช่วงเวลาที่คาดว่าจะหยุดให้ชัดเจน และตลอดระยะเวลาที่หยุดกิจการ นายจ้างต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75

ของค่าจ้างในวันทำงานปกติที่ลูกจ้างได้รับก่อนวันหยุดกิจการ ข้อสำคัญคือมาตรา 75 ไม่ใช่การเลิกจ้าง

สถานะความเป็นลูกจ้างและอายุงานยังคงต่อเนื่อง เพียงแต่ลูกจ้างไม่ได้มาทำงานและได้รับค่าจ้างลดลงชั่วคราว

รายการก่อนหยุดกิจการ (ค่าจ้างเต็ม)ระหว่างหยุดกิจการตาม ม.75
ฐานคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนยอดที่จ่ายจริง (ไม่น้อยกว่า 75%)
ฐานเงินสมทบประกันสังคมเงินเดือนเต็มจำนวน (ไม่เกินฐานขั้นสูง)ยอดที่จ่ายจริง (ไม่ต่ำกว่าฐานขั้นต่ำ)
สถานะการจ้างงาน/อายุงานทำงานปกติต่อเนื่อง ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง

หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงิน 75% อย่างไรให้ถูกต้อง

เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างระหว่างหยุดกิจการตามมาตรา 75 ยังถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะเป็นเงินที่จ่ายเนื่องจากความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง

นายจ้างจึงยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) เหมือนเดิม

แต่จุดที่ต้องระวังคือฐานที่ใช้คำนวณเปลี่ยนไป เพราะการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนใช้หลักประมาณการรายได้ทั้งปีจากอัตราค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนนั้น

หากยังหักภาษีโดยอิงเงินเดือนเต็มจำนวนก่อนหยุดกิจการ

จะทำให้หักภาษีเกินความเป็นจริงและลูกจ้างได้รับเงินสุทธิน้อยกว่าที่ควร

ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือนปกติ 30,000 บาท คำนวณเต็มปี (30,000×12 = 360,000 บาท) หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 200,000 บาท เสียภาษี

(200,000-150,000)×5% = 2,500 บาทต่อปี หรือประมาณ 208

บาทต่อเดือน แต่เมื่อประกาศหยุดกิจการตามมาตรา 75 และจ่าย 75% คือ 22,500 บาทต่อเดือน หากประมาณการรายได้ทั้งปีใหม่ตามอัตรานี้ (22,500×12 = 270,000 บาท)

หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแบบเดียวกัน เหลือเงินได้สุทธิ 110,000 บาท

ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี (150,000 บาท) เดือนนั้นจึงอาจไม่ต้องหักภาษีเลย ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างหลักคิดแบบง่าย ในทางปฏิบัติต้องนำรายได้สะสมตั้งแต่ต้นปีมาประกอบด้วย

ควรให้นักบัญชีคำนวณตามยอดจริงของพนักงานแต่ละคน และเมื่อกลับมาจ่ายเต็มจำนวน

ต้องคำนวณประมาณการรายได้ทั้งปีใหม่อีกครั้ง

ผลกระทบต่อการยื่น ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่หยุดกิจการ

ภ.ง.ด.1 ของเดือนที่หยุดกิจการตามมาตรา 75 ยังต้องยื่นตามกำหนดปกติ คือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นภายในวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร)

โดยรายงานยอดเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามยอดที่จ่ายจริง คือ 75%

หรือมากกว่า ไม่ใช่ยอดเงินเดือนเต็มจำนวนก่อนหยุดกิจการ หากตัวเลขในระบบเงินเดือนยังตั้งค่าไว้ที่อัตราเดิม อาจทำให้ยอดใน ภ.ง.ด.1 ผิดพลาดและกระทบใบ 50 ทวิ ปลายปีของพนักงานด้วย

ควรเก็บหนังสือแจ้งหยุดกิจการตามมาตรา 75

และเอกสารคำนวณเงินเดือนของเดือนนั้นไว้เป็นหลักฐานประกอบ เผื่อกรมสรรพากรตรวจสอบว่าเหตุใดยอดเงินได้ของพนักงานจึงลดลงกะทันหันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ฐานเงินสมทบประกันสังคมเปลี่ยนไปอย่างไรระหว่างหยุดกิจการ

ระหว่างหยุดกิจการตามมาตรา 75 ลูกจ้างยังคงมีสถานะเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อย่างต่อเนื่อง เพราะยังไม่ใช่การเลิกจ้าง นายจ้างจึงยังมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบทุกเดือนตามปกติ

โดยฐานที่ใช้คำนวณคือค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนนั้น คือยอด 75%

(หรือมากกว่า) ไม่ใช่ฐานเงินเดือนเต็มจำนวนก่อนหยุดกิจการ ภายใต้ฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาทต่อเดือน และฐานค่าจ้างขั้นสูง 17,500 บาทต่อเดือน

(ปรับใหม่ตามกฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571

เพิ่มขึ้นจากเดิม 15,000 บาท และจะทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดอีกในปีถัดไป ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของสำนักงานประกันสังคมก่อนคำนวณทุกครั้ง) อัตราเงินสมทบยังคงอยู่ที่ฝ่ายละ 5%

ของค่าจ้าง คือนายจ้าง 5% และลูกจ้าง 5%

นายจ้างต้องยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ตามปกติทุกเดือน โดยกรอกค่าจ้างของพนักงานแต่ละคนตามยอดที่จ่ายจริง หากลืมปรับฐานและยังกรอกเงินเดือนเต็มจำนวน

จะทำให้นำส่งเงินสมทบเกินความเป็นจริงทั้งสองฝ่าย

ข้อควรระวังอีกจุดคือมาตรา 75 เป็นคนละเรื่องกับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยที่ลูกจ้างขอรับเงินทดแทนจากกองทุนประกันสังคมโดยตรง มาตรา 75

เป็นกรณีที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินให้ลูกจ้างเองไม่น้อยกว่า 75%

จึงไม่มีการเบิกจ่ายจากกองทุนประกันสังคมมาช่วยเหลือส่วนนี้ หากกิจการเข้าเงื่อนไขที่อาจใช้สิทธิ์อื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อนดำเนินการ

เอกสารและเช็กลิสต์ที่นายจ้างต้องเตรียมให้ครบ

เพื่อไม่ให้การหยุดกิจการตามมาตรา 75 สร้างปัญหาย้อนหลังทั้งด้านแรงงาน ภาษี และประกันสังคม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้ให้ครบก่อนและระหว่างช่วงหยุดกิจการ

  • หนังสือแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการก่อนวันเริ่มหยุดกิจการ ระบุเหตุผลและช่วงเวลาให้ชัดเจน
  • ปรับฐานเงินเดือนในระบบ payroll เป็นยอด 75% หรือมากกว่าก่อนคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของรอบเดือนนั้น
  • แจ้งฝ่ายบัญชีปรับยอดเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ตรงกับยอดจ่ายจริงก่อนยื่น ภ.ง.ด.1
  • ปรับฐานค่าจ้างในแบบ สปส. 1-10 ให้ตรงกับยอดจ่ายจริงก่อนนำส่งเงินสมทบ
  • เก็บหลักฐานการโอนเงินและหนังสือแจ้งมาตรา 75 ไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อถูกตรวจสอบย้อนหลัง
  • เมื่อกลับมาจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน ต้องคำนวณประมาณการภาษีทั้งปีของพนักงานแต่ละคนใหม่ทันที

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง มาตรา 75 หยุดกิจการชั่วคราว จ่าย 75% คำนวณภาษี-ประกันสังคม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

มาตรา 75 ต่างจากการเลิกจ้างอย่างไร ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่

มาตรา 75 ไม่ใช่การเลิกจ้าง สถานะความเป็นลูกจ้างและอายุงานยังคงต่อเนื่อง นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 เพียงแต่ต้องจ่ายเงินไม่น้อยกว่า 75%

ของค่าจ้างตลอดช่วงที่หยุดกิจการ และต้องแจ้งลูกจ้าง/พนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า

3 วันทำการ

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงิน 75% ที่จ่ายให้ลูกจ้างหรือไม่

ต้องหัก เพราะเงินนี้ยังถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร เพียงแต่ฐานที่ใช้คำนวณต้องเปลี่ยนไปตามยอดที่จ่ายจริงในเดือนนั้น ไม่ใช่ฐานเงินเดือนเต็มจำนวนก่อนหยุดกิจการ

ซึ่งมักทำให้ยอดภาษีที่ต้องหักลดลงกว่าปกติ

เงินสมทบประกันสังคมของเดือนที่หยุดกิจการคำนวณจากฐานไหน

คำนวณจากค่าจ้างที่จ่ายจริงในเดือนนั้น (75% หรือมากกว่า) ภายใต้ฐานขั้นต่ำ 1,650 บาท และฐานขั้นสูง 17,500 บาทต่อเดือน (มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569

ตามประกาศล่าสุดของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะปรับขึ้นเป็นขั้นบันไดอีกในปีถัดไป)

โดยลูกจ้างยังคงสถานะผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตามปกติ ไม่ถือว่าหลุดออกจากระบบประกันสังคม

หากหยุดกิจการนานกว่าที่แจ้งไว้ในตอนแรก ต้องแจ้งเพิ่มหรือไม่

ควรแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานเป็นหนังสือเพิ่มเติมทุกครั้งที่มีการขยายระยะเวลาหยุดกิจการออกไป โดยแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการเช่นเดียวกับการแจ้งครั้งแรก

เพื่อให้มีหลักฐานรองรับช่วงเวลาที่จ่ายค่าจ้างไม่เต็มจำนวนให้ตรงกับข้อเท็จจริง

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีให้พร้อมบริหารมากขึ้น สามารถติดต่อขอคำปรึกษาบริการเสริมของ A Plus Me ได้ตามความเหมาะสม