นายจ้าง SME ที่มีลูกจ้างประจำมักเจอสถานการณ์กระแสเงินสดตึงมือจนนำส่งเงินสมทบประกันสังคมช้ากว่าวันที่ 15 ของทุกเดือน หรือบางเดือนกรอกยอดผิดจนนำส่งไม่ครบจำนวน

ทั้งสองกรณีนี้ทำให้เกิดเงินเพิ่มตามกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องรอคำเตือน

บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณเงินเพิ่มอัตรา 2% ต่อเดือนอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างคำนวณจริงทั้งกรณีนำส่งล่าช้าและนำส่งขาด และวิธีบันทึกบัญชีให้ถูกต้องสำหรับเจ้าของกิจการและฝ่ายบัญชี

สารบัญบทความ
  1. เงินเพิ่มประกันสังคมคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่
  2. สูตรคำนวณเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน และวิธีนับเศษของเดือน
  3. ตัวอย่างคำนวณจริง: นำส่งล่าช้าทั้งจำนวน และนำส่งขาด
  4. การบันทึกบัญชีเมื่อมีเงินเพิ่มประกันสังคม
  5. วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเงินเพิ่ม และควรทำอย่างไรหากพลาดไปแล้ว
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

เงินเพิ่มประกันสังคมคืออะไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เงินเพิ่มประกันสังคม คือ ภาระทางการเงินตามกฎหมายที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่ม เมื่อนำส่งเงินสมทบประกันสังคมล่าช้ากว่ากำหนด หรือนำส่งไม่ครบตามจำนวนที่ต้องจ่ายจริง ตามมาตรา 47

แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างจากค่าจ้างทุกครั้งที่จ่าย แล้วนำส่งเงินสมทบทั้งสองส่วน (ส่วนนายจ้างและส่วนลูกจ้าง) พร้อมยื่นแบบ สปส.1-10 ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน

วันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หากนายจ้างนำส่งไม่ครบหรือพ้นกำหนดนี้แม้เพียงวันเดียว มาตรา 49 กำหนดให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มทันทีโดยผลของกฎหมาย

โดยเจ้าหน้าที่หรือระบบของสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้คำนวณยอดเงินเพิ่มให้เมื่อนายจ้างเข้าไปยื่นแบบหรือชำระเงินย้อนหลัง

เงินเพิ่มเกิดขึ้นได้ 2 กรณีหลัก คือ (1) นำส่งเงินสมทบเลยกำหนดวันที่ 15 ทั้งจำนวน และ (2) นำส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวนที่คำนวณได้จริง แม้จะยื่นแบบ สปส.1-10 ทันเวลาก็ตาม เช่น

กรอกฐานค่าจ้างต่ำกว่าความเป็นจริง

หรือลืมรวมลูกจ้างบางคนเข้าไปในยอดนำส่ง ส่วนที่ขาดนั้นจะถูกคิดเงินเพิ่มแยกต่างหากนับจากวันครบกำหนดเดิม ไม่ใช่นับจากวันที่ตรวจพบข้อผิดพลาด สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ

เงินเพิ่มตามมาตรา 49

เป็นภาระที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายจากความล่าช้าเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องพิสูจน์เจตนา

และหากนายจ้างยังคงค้างชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มโดยไม่ชำระตามที่สำนักงานประกันสังคมแจ้งเตือนเป็นหนังสือ กฎหมายให้อำนาจเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมออกคำสั่งยึด

อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อบังคับชำระหนี้ที่ค้างได้ด้วย (มาตรา 50) นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกันสังคมยังกำหนดโทษทางอาญาแยกไว้เป็นรายกรณีสำหรับความผิดอื่น เช่น

การจงใจไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง/ลูกจ้างหรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเงินเพิ่มจากความล่าช้าและควรตรวจสอบรายละเอียดเป็นกรณีไป

สูตรคำนวณเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน และวิธีนับเศษของเดือน

สูตรคำนวณเงินเพิ่มตามมาตรา 49 คือ

เงินเพิ่ม = เงินสมทบที่ค้างชำระ x 2% x จำนวนเดือนที่ล่าช้า

ระยะเวลาที่ใช้คำนวณให้เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดนำส่ง (คือวันที่ 16 ของเดือนที่ต้องนำส่ง) ไปจนถึงวันที่นำส่งเงินสมทบจริง โดยกฎหมายกำหนดวิธีนับเศษของเดือนไว้ชัดเจนว่า

หากมีเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไป ให้นับเป็น 1 เดือนเต็ม

แต่หากเศษน้อยกว่า 15 วัน ให้ปัดทิ้งไม่นับเป็นเดือน จุดนี้มีผลต่อยอดเงินเพิ่มโดยตรง เพราะการยื่นช้ากว่ากำหนดแม้เพียงไม่กี่วันก็อาจถูกนับเป็นเดือนเต็มได้หากตกอยู่ในช่วงรอยต่อ

  • เงินสมทบที่ใช้เป็นฐานคำนวณ คือยอดที่นายจ้างมีหน้าที่นำส่งทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งส่วนของนายจ้างและส่วนที่หักจากลูกจ้าง เพราะนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบนำส่งทั้งสองส่วนให้สำนักงานประกันสังคม
  • ยิ่งค้างนาน ยิ่งเสียมาก เพราะเงินเพิ่มคำนวณสะสมทุกเดือนจนกว่าจะชำระครบ อัตรา 2% ต่อเดือนหากคิดแบบไม่ทบต้นจะเทียบเท่าประมาณ 24% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าต้นทุนสินเชื่อธุรกิจทั่วไปมาก
  • ไม่มีขั้นต่ำหรือเพดานสูงสุดตามตัวบทกฎหมาย เงินเพิ่มจะคำนวณตามยอดค้างจริงและระยะเวลาที่ล่าช้าจริง

ตัวอย่างคำนวณจริง: นำส่งล่าช้าทั้งจำนวน และนำส่งขาด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สมมติกิจการแห่งหนึ่งมีลูกจ้าง 5 คน ฐานค่าจ้างรวมที่ใช้คำนวณเงินสมทบ 75,000 บาทต่อเดือน (เฉลี่ยคนละ 15,000 บาท) อัตราเงินสมทบฝ่ายละ 5%

ทำให้เงินสมทบส่วนนายจ้าง 3,750 บาท และส่วนลูกจ้าง 3,750 บาท

รวมยอดที่ต้องนำส่งทุกเดือน 7,500 บาท (หมายเหตุ: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป สำนักงานประกันสังคมได้ปรับเพดานฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับคำนวณเงินสมทบเป็น 17,500

บาทต่อคนต่อเดือน ทำให้เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่ายอยู่ที่ 875 บาทต่อคนต่อเดือน

ฐานค่าจ้าง 15,000 บาทในตัวอย่างนี้จึงยังต่ำกว่าเพดานใหม่ กิจการที่มีลูกจ้างค่าจ้างสูงกว่านี้ควรคำนวณตามฐานค่าจ้างจริงและเพดานปัจจุบัน)

กรณี A — นำส่งล่าช้าทั้งจำนวน: เงินสมทบเดือนมีนาคม 2569 ครบกำหนดนำส่งวันที่ 15 เมษายน 2569 แต่กิจการนำส่งจริงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นับจากวันที่ 16 เมษายน ถึง 15 พฤษภาคม เป็น 1

เดือนเต็ม ส่วนที่เหลือ 16-30 พฤษภาคม เป็นเศษ 15 วันพอดี

จึงนับเป็นอีก 1 เดือน รวมเป็น 2 เดือน

รายการจำนวน
เงินสมทบที่ต้องนำส่ง (นายจ้าง 3,750 + ลูกจ้าง 3,750)7,500 บาท
วันครบกำหนดนำส่ง15 เมษายน 2569
วันที่นำส่งจริง30 พฤษภาคม 2569
จำนวนเดือนที่ใช้คำนวณเงินเพิ่ม2 เดือน
เงินเพิ่ม (7,500 x 2% x 2)300 บาท
ยอดรวมที่ต้องชำระ7,800 บาท

กรณี B — นำส่งไม่ครบจำนวน (นำส่งขาด): เงินสมทบเดือนเมษายน 2569 ครบกำหนดวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กิจการยื่นแบบและนำส่งทันเวลาแต่กรอกยอดผิดพลาด นำส่งเพียง 5,000 บาท

จากที่ต้องนำส่งจริง 7,500 บาท ส่วนที่ขาด 2,500 บาท

ตรวจพบและนำส่งเพิ่มในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 นับจากวันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 15 มิถุนายน เป็น 1 เดือนเต็ม ส่วนที่เหลือ 16-20 มิถุนายน เป็นเศษ 5 วัน น้อยกว่า 15 วัน จึงปัดทิ้ง

รวมนับเป็น 1 เดือน เงินเพิ่มที่ต้องชำระคือ 2,500 x 2% x 1 = 50 บาท

จะเห็นว่าเงินเพิ่มคิดเฉพาะส่วนที่ขาดนำส่งเท่านั้น ไม่ใช่ยอดเต็มทั้งจำนวน

การบันทึกบัญชีเมื่อมีเงินเพิ่มประกันสังคม

ในการบันทึกบัญชีรอบปกติ เมื่อจ่ายเงินเดือนและหักเงินสมทบส่วนลูกจ้าง กิจการจะบันทึกเงินสมทบทั้งสองส่วนไว้ในบัญชีพักหนี้ก่อนนำส่งจริง เช่น

  • บันทึกตอนจ่ายเงินเดือน: เดบิต เงินเดือนและค่าแรง / เครดิต เงินสด-ธนาคาร (ยอดสุทธิ), เครดิต เงินสมทบประกันสังคมค้างจ่าย-ส่วนลูกจ้าง
  • บันทึกส่วนนายจ้าง: เดบิต เงินสมทบประกันสังคม (ค่าใช้จ่าย) / เครดิต เงินสมทบประกันสังคมค้างจ่าย-ส่วนนายจ้าง
  • บันทึกตอนนำส่งตรงเวลา: เดบิต เงินสมทบประกันสังคมค้างจ่าย (รวมทั้งสองส่วน) / เครดิต เงินสด-ธนาคาร

เมื่อนำส่งล่าช้าและมีเงินเพิ่มเกิดขึ้น ให้แยกบันทึกเงินเพิ่มออกจากยอดเงินสมทบปกติ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายและรองรับการปรับปรุงทางภาษี

  • เดบิต เงินสมทบประกันสังคมค้างจ่าย 7,500 บาท (ยอดเงินสมทบเดิม)
  • เดบิต เงินเพิ่มประกันสังคม (ค่าใช้จ่ายอื่น) 300 บาท
  • เครดิต เงินสด-ธนาคาร 7,800 บาท (ยอดที่จ่ายจริงรวมเงินเพิ่ม)

ควรเปิดผังบัญชีแยกเป็น "เงินเพิ่ม-ค่าปรับประกันสังคม" ต่างหากจากบัญชีเงินสมทบปกติ เพราะโดยหลักการทั่วไป รายจ่ายที่เกิดจากความบกพร่องหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกิจการเอง

มักไม่ถือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

จึงมีแนวโน้มเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร (คนละมาตรากับเบี้ยปรับ/เงินเพิ่มภาษีอากรตามมาตรา 65 ตรี (6)

ซึ่งใช้เฉพาะกรณีเงินเพิ่มและค่าปรับที่เกี่ยวกับภาษีอากรโดยตรง)

กิจการจึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อพิจารณาบวกกลับยอดเงินเพิ่มนี้ให้ถูกต้องตอนกรอกแบบ ภ.ง.ด.50 ปลายปี

การแยกบัญชีให้ชัดตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ฝ่ายบัญชีหรือผู้สอบบัญชีปรับปรุงกำไรสุทธิทางภาษีได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเงินเพิ่ม และควรทำอย่างไรหากพลาดไปแล้ว

เงินเพิ่มประกันสังคมเป็นต้นทุนที่ป้องกันได้เกือบทั้งหมดด้วยระบบงานที่รัดกุม แนวทางที่ SME ควรทำมีดังนี้

  • ตั้งปฏิทินแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 5-7 วันก่อนวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบยอดก่อนนำส่ง
  • กระทบยอดฐานค่าจ้างของลูกจ้างทุกคนกับ payroll ก่อนกรอกแบบ สปส.1-10 ทุกครั้ง โดยเฉพาะเดือนที่มีการปรับเงินเดือนหรือมีพนักงานเข้า-ออก
  • ใช้ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมยื่นแบบล่วงหน้า 2-3 วันก่อนกำหนด เผื่อเวลาแก้ไขหากระบบขัดข้องหรือพบข้อผิดพลาด
  • มอบหมายให้สำนักงานบัญชีหรือทีมบัญชีภายในตรวจสอบยอดนำส่งทุกเดือนแบบไขว้กัน (ให้คนละคนตรวจ) เพื่อลดความเสี่ยงกรอกยอดผิด

หากพลาดกำหนดไปแล้ว สิ่งที่ควรทำทันทีคือนำส่งเงินสมทบส่วนที่ค้างให้เร็วที่สุด ไม่ควรรอให้สำนักงานประกันสังคมทวงถาม เพราะเงินเพิ่มจะเดินสะสมไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะชำระจริง

จากนั้นให้บันทึกบัญชีแยกรายการเงินเพิ่มให้ถูกต้องตามตัวอย่างข้างต้น

และทบทวนขั้นตอนภายในเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ หากไม่แน่ใจยอดเงินเพิ่มที่ถูกต้อง สามารถติดต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือให้ทีมงาน

บริการรับทำบัญชีรายเดือน ของ A Plus Me

ช่วยตรวจสอบและวางระบบแจ้งเตือนควบคู่กับงานบัญชีประจำเดือนได้ในคราวเดียว

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง เงินเพิ่มประกันสังคม: วิธีคำนวณเมื่อส่งเงินสมทบล่าช้า ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินเพิ่มประกันสังคมคำนวณอย่างไร อัตราเท่าไหร่

เงินเพิ่มคำนวณจากเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือนำส่งขาด คูณด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดนำส่ง (วันที่ 16 ของเดือนถัดไป) จนถึงวันที่นำส่งจริง ตามมาตรา

49 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

(กำหนดนำส่งภายในวันที่ 15 ของทุกเดือนถัดไปตามมาตรา 47) หากมีเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปให้นับเป็น 1 เดือนเต็ม แต่ถ้าน้อยกว่า 15 วันให้ปัดทิ้ง

ถ้านำส่งเงินสมทบไม่ครบจำนวน เงินเพิ่มคิดจากยอดเท่าไหร่

เงินเพิ่มคิดเฉพาะจากส่วนที่ขาดนำส่งเท่านั้น ไม่ใช่ยอดเต็มทั้งหมด เช่น หากต้องนำส่ง 7,500 บาท แต่นำส่งจริงเพียง 5,000 บาท เงินเพิ่มจะคำนวณจากส่วนที่ขาด 2,500 บาท คูณ 2%

ต่อจำนวนเดือนที่ล่าช้า นับจากวันครบกำหนดเดิมของเดือนนั้น

เงินเพิ่มประกันสังคมนำไปเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่

โดยทั่วไปเงินเพิ่มที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกิจการเองมักถือเป็นรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหากำไรหรือกิจการโดยตรง มีแนวโน้มเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13)

แห่งประมวลรัษฎากร

กิจการจึงควรบันทึกแยกบัญชีต่างหากจากเงินสมทบปกติ และให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีตรวจสอบก่อนกรอกแบบ ภ.ง.ด.50 เพื่อพิจารณาบวกกลับให้ถูกต้อง

ถ้าพลาดกำหนดนำส่งไปแล้ว ควรทำอย่างไรเพื่อลดเงินเพิ่ม

ควรนำส่งเงินสมทบส่วนที่ค้างให้เร็วที่สุดทันทีที่รู้ตัว เพราะเงินเพิ่มจะสะสมนับจากวันครบกำหนดเดิมจนถึงวันที่ชำระจริง ไม่ใช่นับจากวันที่ตรวจพบข้อผิดพลาด

ยิ่งปล่อยไว้นานยอดยิ่งสูงขึ้น และหากยังคงค้างชำระโดยไม่ตอบสนองต่อหนังสือแจ้งเตือน

สำนักงานประกันสังคมมีอำนาจยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้างเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ จึงไม่ควรรอให้สำนักงานประกันสังคมทวงถามก่อน