บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และเจ้าหน้าที่บัญชีที่เคยเจอสถานการณ์ยื่นแบบภาษีผ่านระบบ e-Filing สำเร็จตรงเวลา

แต่การตัดเงินหรือโอนชำระผ่านธนาคารกลับไม่สำเร็จภายในวันครบกำหนด

จะพาไปทำความเข้าใจว่ากรณีนี้ต้องเสียเงินเพิ่มจากการจ่ายช้าอย่างไร ต่างจากค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริงและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

(ข้อมูลอ้างอิงตามประมวลรัษฎากรและประกาศกรมสรรพากรที่มีผลบังคับใช้ในปี

2568-2569 โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนดำเนินการทุกครั้ง เนื่องจากกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้)

สารบัญบทความ
  1. ยื่นแบบกับชำระภาษี คือคนละขั้นตอนที่กฎหมายแยกออกจากกัน
  2. เงินเพิ่มกับเบี้ยปรับ สองคำที่มักถูกเข้าใจปนกัน
  3. กรณี "ยื่นทันแต่จ่ายผ่าน e-Filing ไม่ทัน" เกิดอะไรขึ้นจริง
  4. สาเหตุที่พบบ่อยของการ "จ่ายผ่าน e-Filing ไม่ทัน" ทั้งที่ยื่นแบบทัน
  5. ป้องกันและแก้ไขอย่างไรเมื่อจ่ายภาษีผ่าน e-Filing ไม่ทัน
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ยื่นแบบกับชำระภาษี คือคนละขั้นตอนที่กฎหมายแยกออกจากกัน

หลายคนเข้าใจว่าพอกด "ยื่นแบบ" ในระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) สำเร็จ ได้เลขที่อ้างอิงและใบเสร็จรับรองการยื่นแล้ว ก็ถือว่าจบภาระภาษีของงวดนั้นแล้ว

แต่ในทางกฎหมาย การยื่นแบบแสดงรายการภาษี กับ การชำระภาษี เป็นคนละขั้นตอนกัน

ระบบ e-Filing เพียงบันทึกว่าคุณได้ส่งข้อมูลรายการภาษีเข้าสู่ระบบแล้ว แต่เงินภาษียังต้องถูกโอนหรือหักบัญชีให้สำเร็จผ่านช่องทางที่เลือกไว้ ไม่ว่าจะเป็นใบแจ้งชำระ (Pay-in Slip)

ไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคาร/ตู้ ATM/แอปธนาคาร

หรือคำสั่งหักบัญชีอัตโนมัติ

กำหนดเวลาที่กรมสรรพากรขยายให้สำหรับผู้ที่ยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต ครอบคลุมทั้งสองขั้นตอนนี้ในวันเดียวกัน

กล่าวคือทั้งการยื่นแบบและการชำระเงินต้องเสร็จสมบูรณ์ภายในวันครบกำหนดที่ขยายให้ ไม่ใช่แค่การกดส่งแบบเท่านั้น

แบบภาษีกำหนดยื่น/ชำระตามปกติกำหนดเมื่อยื่นผ่าน e-Filing
ภ.ง.ด.1 / ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 (หัก ณ ที่จ่ายรายเดือน)วันที่ 7 ของเดือนถัดไปวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ภ.พ.30 (VAT รายเดือน)วันที่ 15 ของเดือนถัดไปวันที่ 23 ของเดือนถัดไป
ภ.ง.ด.51 (ประมาณการกำไรครึ่งปี)ภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบบัญชีขยายเพิ่มอีก 8 วันตามประกาศกรมสรรพากร
ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี)ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชีขยายเพิ่มอีก 8 วันตามประกาศกรมสรรพากร

ข้อควรทราบ: การขยายเวลาอีก 8 วันสำหรับผู้ยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นไปตามประกาศกรมสรรพากรฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีผลบังคับใช้สำหรับการยื่นแบบระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงวันที่

31 มกราคม 2570

และใช้สิทธิได้เฉพาะกรณีที่ยื่นแบบทั้งฉบับปกติและฉบับเพิ่มเติมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น หากยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่จะไม่ได้รับสิทธิขยายเวลานี้

และเนื่องจากเป็นประกาศที่ต้องต่ออายุเป็นระยะ

ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบทุกครั้ง

สังเกตว่าไม่ว่าจะยื่นแบบไหน กำหนดที่ขยายให้ยังเป็น "เส้นตายเดียว" สำหรับทั้งยื่นแบบและจ่ายเงิน หากยื่นแบบทันแต่เงินยังไม่ถึงระบบภายในวันนั้น กฎหมายจะถือว่าคุณ "ชำระภาษีล่าช้า"

แยกต่างหากจากเรื่องยื่นแบบ

เงินเพิ่มกับเบี้ยปรับ สองคำที่มักถูกเข้าใจปนกัน

เงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร มีลักษณะเหมือนดอกเบี้ยของภาษีที่จ่ายช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ

นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระจริง

เงินเพิ่มเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายทันทีที่จ่ายช้า ไม่เกี่ยวกับเจตนา และไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ แต่มีเพดานอยู่ที่ ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ คือสูงสุดไม่เกิน 100% ของภาษี

เบี้ยปรับ/ค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบ ในทางกลับกัน ผูกอยู่กับพฤติกรรม "ไม่ยื่นแบบ" หรือ "ยื่นแบบไว้ไม่ถูกต้อง" ไม่ใช่เรื่องจ่ายช้า สำหรับแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1/3/53)

และแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลาเลย

(เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย) มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่า "ค่าปรับ" มากกว่า "เบี้ยปรับ"

และเป็นคนละกรณีกับการยื่นแบบไว้ถูกต้องแล้วแต่จ่ายเงินไม่ทัน ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)

มีระบบเบี้ยปรับของตัวเองตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคำนวณเป็นสัดส่วนของภาษีที่ต้องชำระ (สูงสุดถึง 2 เท่า กรณีไม่ยื่นแบบเลย) แยกต่างหากจากกรณีนี้และมีรายละเอียดซับซ้อนกว่า

จึงควรตรวจสอบเป็นการเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับ VAT

สรุปสั้น ๆ คือ ถ้า "แบบ" ที่คุณยื่นมีข้อมูลถูกต้องและส่งทันเวลา ความเสี่ยงเรื่องค่าปรับหรือโทษกรณีไม่ยื่นแบบจะไม่เกิดขึ้น เหลือแต่ความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่มจากการจ่ายช้าเท่านั้น

ซึ่งเบากว่ากันมากในทางปฏิบัติ

กรณี "ยื่นทันแต่จ่ายผ่าน e-Filing ไม่ทัน" เกิดอะไรขึ้นจริง

ลองดูตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่งยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับค่าบริการที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ในเดือนก่อนหน้า ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องนำส่ง 15,000 บาท เจ้าหน้าที่บัญชีเข้าระบบ e-Filing

และกดยื่นแบบสำเร็จในวันที่ 15 (ตรงกำหนดเวลาขยาย)

แล้วเลือกชำระด้วยการหักบัญชีอัตโนมัติ แต่ยอดเงินในบัญชีที่ผูกไว้ไม่พอ ธนาคารจึงปฏิเสธการตัดเงินในรอบนั้น กว่าจะแก้ไขและชำระสำเร็จจริงก็ล่วงเข้าวันที่ 17 ซึ่งช้าไป 2 วัน

ผลที่เกิดขึ้นคือ การยื่นแบบถือว่าทันเวลา ไม่มีค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบ แต่การชำระเงินล่าช้าไป 2 วัน (ซึ่งถือเป็นเศษของเดือน นับเป็น 1 เดือนเต็มตามกฎหมาย) ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่ม =

15,000 x 1.5% x 1 เดือน = 225 บาท เท่านั้น

ไม่ใช่ค่าปรับหลายเท่าตัวแบบที่เกิดกับกรณีไม่ยื่นแบบเลย

ประเด็นที่ต้องเข้าใจเพิ่มคือ ระบบ e-Filing สำหรับแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

แต่โดยทั่วไปเปิดให้ยื่นแบบและชำระเงินได้เฉพาะช่วงเวลาทำการของระบบและของแต่ละช่องทางชำระเงิน (หักบัญชีอัตโนมัติ โมบายแบงก์กิ้ง เคาน์เตอร์ธนาคาร) ซึ่งแต่ละช่องทางมีเวลาปิดรับชำระ

(cut-off time) ของตัวเอง และมักจะเร็วกว่าที่หลายคนเข้าใจมาก

ไม่ใช่เที่ยงคืนของวันครบกำหนดอย่างที่มักเข้าใจผิดกัน ส่วนวันใดจะนับเป็น "วันชำระภาษี" อย่างเป็นทางการนั้นอาจแตกต่างกันไปตามช่องทางและธนาคารที่ใช้

จึงไม่ควรผัดการทำรายการไปไว้ในช่วงดึกของวันครบกำหนด

และควรสอบถามเงื่อนไข/เวลาปิดรับชำระที่แน่นอนกับธนาคารหรือช่องทางที่ใช้ล่วงหน้าเสมอ

สาเหตุที่พบบ่อยของการ "จ่ายผ่าน e-Filing ไม่ทัน" ทั้งที่ยื่นแบบทัน

  • เลือกหักบัญชีอัตโนมัติแต่ยอดเงินในบัญชีไม่พอ ธนาคารปฏิเสธรายการ
  • พิมพ์ใบแจ้งชำระ (Pay-in Slip) ไว้ตอนดึกของวันสุดท้าย แล้วไปจ่ายที่ธนาคารในเช้าวันถัดไปซึ่งเลยกำหนดไปแล้ว
  • แอปธนาคารหรือระบบชำระเงินขัดข้อง/ปิดปรับปรุงในช่วงเวลาที่พยายามทำรายการ
  • ชำระผ่าน QR หรือ Bill Payment ในช่วงดึกของวันสุดท้าย แต่ระบบ e-Filing หรือช่องทางชำระของธนาคารปิดให้บริการก่อนเวลาที่คาดไว้ (ระบบสำหรับภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT มักไม่ได้เปิดถึงเที่ยงคืน) ทำให้ทำรายการไม่สำเร็จหรือรายการถูกบันทึกเป็นวันถัดไป
  • บัตรหรือบัญชีที่ผูกไว้กับระบบชำระเงินหมดอายุหรือถูกระงับชั่วคราว

ป้องกันและแก้ไขอย่างไรเมื่อจ่ายภาษีผ่าน e-Filing ไม่ทัน

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่าให้ทั้งการยื่นแบบและการชำระเงินไปกระจุกอยู่ในวันสุดท้าย ควรวางแผนดังนี้

  • ยื่นแบบและชำระเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 วันทำการก่อนกำหนด เผื่อเวลาสำหรับปัญหาทางเทคนิค
  • ตรวจสอบยอดเงินในบัญชีที่ผูกไว้กับระบบหักบัญชีอัตโนมัติล่วงหน้าเสมอ
  • เก็บหลักฐานการทำรายการทุกครั้ง ทั้งภาพหน้าจอ เลขอ้างอิง และเวลาที่ทำรายการ ไว้อ้างอิงหากต้องชี้แจง
  • หากพบว่าจ่ายไม่ทันแล้ว ให้รีบชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มทันทีที่ทำได้ เพราะเงินเพิ่มคิดเป็นรายเดือน ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งเพิ่มขึ้น
  • หากคาดล่วงหน้าว่าธุรกิจจะมีปัญหาสภาพคล่องและอาจชำระภาษีไม่ทันกำหนด สามารถยื่นคำร้องขอขยายเวลาชำระภาษีต่อกรมสรรพากรล่วงหน้าได้ หากได้รับอนุมัติและชำระภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ อัตราเงินเพิ่มจะลดลงเหลือ 0.75% ต่อเดือน (จากอัตราปกติ 1.5% ต่อเดือน) ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งดีกว่าปล่อยให้จ่ายช้าโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
  • หากสาเหตุมาจากความผิดพลาดของระบบธนาคารหรือระบบกรมสรรพากรเอง ไม่ใช่ความผิดของกิจการ กิจการอาจทำหนังสือชี้แจงพร้อมหลักฐาน (ภาพหน้าจอ ข้อความแจ้งข้อผิดพลาด เวลาที่ทำรายการ) ยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อขอให้พิจารณางดหรือลดเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษได้ แต่ควรทราบว่าหลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับ/เงินเพิ่มที่กรมสรรพากรประกาศไว้ชัดเจนนั้นครอบคลุมหลักๆ กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะบางกรณี ส่วนเงินเพิ่มจากการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่าช้าตามมาตรา 27 ไม่มีหลักเกณฑ์การลด/งดที่ตายตัว การพิจารณาจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานเป็นรายกรณีเท่านั้น ไม่ใช่สิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ จึงไม่ควรวางแผนธุรกิจโดยคาดหวังว่าจะได้รับการงด/ลดเสมอไป
  • หากธุรกิจมีรายการยื่นภาษีหลายประเภทในแต่ละเดือน การให้สำนักงานบัญชีช่วยติดตามกำหนดยื่นและชำระอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการทำเองในนาทีสุดท้ายได้มาก

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ยื่นภาษีทันแต่จ่ายผ่าน e-Filing ไม่ทัน เสียค่าปรับไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ยื่นแบบภาษีผ่าน e-Filing ทันเวลาแต่ธนาคารตัดเงินหรือโอนชำระไม่สำเร็จภายในกำหนด ถือว่ายื่นแบบล่าช้าด้วยไหม

ไม่ครับ การยื่นแบบ (ส่งข้อมูลในระบบ) กับการชำระภาษี (โอนเงิน) เป็นคนละขั้นตอนที่กฎหมายแยกออกจากกัน ถ้าคุณส่งแบบสำเร็จและได้เลขอ้างอิงภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้ เช่น ภ.ง.ด.3/53

ภายในวันที่ 15 หรือ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป

ถือว่ายื่นแบบทันเวลาแล้ว ไม่ต้องรับผิดฐานไม่ยื่นแบบ แต่ถ้าเงินยังไม่เข้าระบบภายในวันเดียวกัน จะถือว่าชำระภาษีล่าช้าซึ่งมีภาระแยกต่างหาก (สิทธิขยายเวลา 8

วันนี้เป็นไปตามประกาศกรมสรรพากรที่มีผลถึงวันที่ 31 มกราคม 2570

และใช้ได้เฉพาะกรณียื่นผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น)

กรณีนี้ต้องเสียเงินเพิ่มหรือเบี้ยปรับ และคำนวณอย่างไร

ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร อัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ นับจากวันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่ชำระจริง แม้ช้าเพียง 1-2

วันก็ถูกคิดเต็มเดือน แต่มีเพดานสูงสุดไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ

ส่วนค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบ (ไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ ตามมาตรา 35) จะไม่เกิดขึ้นในกรณีนี้ เพราะยื่นแบบไว้ถูกต้องและทันเวลาแล้ว

การชำระเงินนับว่าทันเวลาเมื่อไหร่ ยึดวันที่ทำรายการหรือวันที่เงินเข้าบัญชีกรมสรรพากร

หลักเกณฑ์ว่าวันใดถือเป็น "วันชำระภาษี" อาจแตกต่างกันไปตามช่องทางและธนาคารที่ใช้ ข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรรู้คือระบบ e-Filing สำหรับภาษีหัก ณ

ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

แต่ละช่องทางชำระเงิน (หักบัญชีอัตโนมัติ โมบายแบงก์กิ้ง เคาน์เตอร์ธนาคาร) ก็มีเวลาปิดรับชำระของตัวเองซึ่งมักเร็วกว่าเที่ยงคืนมาก จึงไม่ควรรอทำรายการในช่วงดึกของวันครบกำหนด

และควรสอบถามเวลาปิดรับชำระที่แน่นอนกับธนาคารหรือช่องทางที่ใช้ล่วงหน้าเสมอ

ถ้าจ่ายช้าเพราะระบบธนาคารหรือระบบกรมสรรพากรขัดข้อง ไม่ใช่ความผิดของเรา ขอยกเว้นเงินเพิ่มได้ไหม

สามารถทำหนังสือชี้แจงพร้อมหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอข้อผิดพลาดและสลิปที่มีวันเวลาทำรายการ ยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อขอให้พิจารณางดหรือลดเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษได้

แต่หลักเกณฑ์การงดหรือลดที่กรมสรรพากรประกาศไว้ชัดเจนครอบคลุมหลักๆ

กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะบางกรณี ส่วนเงินเพิ่มจากการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่าช้าตามมาตรา 27 ไม่มีหลักเกณฑ์การลด/งดที่ตายตัว

จึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานเป็นรายกรณี

ไม่ใช่สิทธิที่ได้รับโดยอัตโนมัติ ควรเก็บหลักฐานทุกครั้งที่พยายามชำระเงิน และรีบชำระทันทีที่ทำได้เพื่อลดเงินเพิ่มที่จะเกิดขึ้น

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน