ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 เปลี่ยนเป็น 17,500 บาท ทำให้ลูกจ้างและนายจ้างที่มีค่าจ้างตั้งแต่ฐานดังกล่าวมีเงินสมทบปกติสูงสุดฝ่ายละ 875
บาทต่อเดือน บทความนี้ช่วยฝ่ายบุคคล บัญชี และเจ้าของกิจการปรับ
payroll กระทบยอด และสื่อสารกับพนักงานโดยไม่สับสนกับมาตรการลดอัตราชั่วคราวเฉพาะพื้นที่
สารบัญบทความ
- ฐานค่าจ้าง 17,500 บาทกระทบใครบ้าง
- อย่าสับสนอัตราปกติกับมาตรการลดชั่วคราว
- วิธีกระทบยอด payroll กับบัญชีและแบบนำส่ง
- ตัวอย่างเงินสมทบอัตราปกติ 5% ปี 2569
- เช็กลิสต์ปรับ payroll ให้พร้อมใช้ฐานใหม่
- จุดเสี่ยงที่ควรตรวจทานก่อนยื่นหรือใช้ตัวเลข
- เชื่อมงานนี้เข้ากับระบบบัญชีและการตัดสินใจ
- อ่านต่อและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ตรวจทาน
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
หลักคำนวณทั่วไปคือค่าจ้างที่อยู่ในฐานประกันสังคมคูณอัตรา 5% แต่ไม่เกินฐานสูงสุด 17,500 บาท ดังนั้นเพดานปกติคือ 875 บาทต่อฝ่าย ตัวเลขนี้ต้องไหลตรงกันตั้งแต่สัญญาจ้าง
สลิปเงินเดือน รายการหัก บัญชีค่าแรง ไปจนถึงแบบนำส่ง
ฐานค่าจ้าง 17,500 บาทกระทบใครบ้าง
พนักงานที่ค่าจ้างอยู่ต่ำกว่าฐานสูงสุดยังคำนวณจากค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์จริง ส่วนผู้ที่ค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่า 17,500 บาทจะถูกจำกัดฐานที่จำนวนดังกล่าว ในอัตราปกติ 5%
เงินสมทบลูกจ้างและนายจ้างจึงไม่เกินฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน
การเปลี่ยนเพดานกระทบทั้งเงินรับสุทธิของพนักงานและต้นทุนนายจ้าง
ฝ่าย payroll ต้องแยกคำว่าเงินเดือนออกจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน เพราะรายการจ่ายบางประเภทอาจมีการตีความต่างกันตามลักษณะและเงื่อนไข ไม่ควรตั้งสูตรจากยอดโอนสุทธิเพียงอย่างเดียว
ควรมีทะเบียนองค์ประกอบค่าจ้างและเหตุผลของการรวมแต่ละรายการ
อย่าสับสนอัตราปกติกับมาตรการลดชั่วคราว
ในบางช่วงอาจมีประกาศลดอัตราเงินสมทบชั่วคราวสำหรับพื้นที่หรือเหตุการณ์เฉพาะ การลดดังกล่าวมีวันเริ่ม วันสิ้นสุด และกลุ่มผู้มีสิทธิ์ ไม่ใช่อัตราใหม่ถาวรของทุกกิจการ
ก่อนเปลี่ยนสูตร payroll ต้องอ่านประกาศทางการและบันทึกเหตุผลพร้อมช่วงเวลาที่ใช้
เมื่อมาตรการสิ้นสุด ระบบต้องกลับสู่อัตราปกติโดยอัตโนมัติ ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือคัดลอกสูตรเดือนก่อนแล้วใช้อัตราลดต่อไป ทำให้เงินสมทบขาดทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง
จึงควรใส่วันที่มีผลในตารางอัตราแทนการแก้สูตรโดยตรงทุกเดือน
วิธีกระทบยอด payroll กับบัญชีและแบบนำส่ง
เริ่มจากรายชื่อผู้ประกันตนที่มีสถานะใช้งานในเดือนนั้น เทียบค่าจ้างฐาน เงินสมทบลูกจ้าง เงินสมทบนายจ้าง และยอดในแบบนำส่ง จากนั้นเทียบยอดหักในสลิปกับบัญชีเจ้าหนี้ประกันสังคม
ความต่างต้องมีเหตุผล เช่น เริ่มงาน ลาออก ขาดงาน หรือปรับย้อนหลัง
ยอดจ่ายจริงจากธนาคารควรล้างเจ้าหนี้ตามเดือนที่เกี่ยวข้อง หากชำระล่าช้าให้แยกเงินเพิ่มออกจากค่าใช้จ่ายเงินสมทบ เพื่อให้ผู้บริหารเห็นต้นทุนความผิดพลาด
ไม่ควรรวมยอดทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียวเพราะจะทำให้วิเคราะห์ต้นทุนแรงงานคลาดเคลื่อน
ตัวอย่างเงินสมทบอัตราปกติ 5% ปี 2569
ตารางเป็นตัวอย่างพื้นฐานสำหรับมาตรา 33 โดยยังต้องพิจารณาประเภทค่าจ้าง สถานะผู้ประกันตน และประกาศเฉพาะช่วง
| ค่าจ้างฐานต่อเดือน | ลูกจ้าง 5% | นายจ้าง 5% |
|---|---|---|
| 10,000 บาท | 500 บาท | 500 บาท |
| 15,000 บาท | 750 บาท | 750 บาท |
| 17,500 บาท | 875 บาท | 875 บาท |
| 25,000 บาท | 875 บาท | 875 บาท |
เช็กลิสต์ปรับ payroll ให้พร้อมใช้ฐานใหม่
ควรทดสอบก่อนรันเงินจริงอย่างน้อยหนึ่งรอบ และเก็บผลเปรียบเทียบก่อนกับหลังการเปลี่ยนแปลง
- อัปเดตตารางฐานสูงสุดเป็น 17,500 บาทโดยกำหนดวันที่มีผล 1 มกราคม 2569
- ทดสอบพนักงานค่าจ้างต่ำกว่า เท่ากับ และสูงกว่าเพดาน รวมทั้งผู้เริ่มงานกลางเดือน
- ตรวจสลิปเงินเดือน รายการบันทึกบัญชี และไฟล์นำส่งให้ใช้ตัวเลขเดียวกัน
- สื่อสารผลต่างเงินรับสุทธิและเหตุผลให้พนักงานก่อนวันจ่าย
- กระทบยอดแบบนำส่งกับบัญชีเจ้าหนี้และหลักฐานชำระทุกเดือน
ผู้อนุมัติ payroll ควรได้รับรายงานผลต่างจากเดือนก่อนที่แยกเป็นผลจากจำนวนพนักงาน ฐานค่าจ้าง และอัตรา
วิธีนี้ทำให้ตรวจพบการใช้ฐานเก่าหรืออัตราชั่วคราวผิดช่วงได้รวดเร็วกว่าการดูยอดรวมเพียงบรรทัดเดียว
จุดเสี่ยงที่ควรตรวจทานก่อนยื่นหรือใช้ตัวเลข
- ตั้งเพดานใหม่ในสลิปแต่ไฟล์นำส่งยังใช้เพดานเดิม
- ใช้คำว่าเงินเดือนแทนค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์โดยไม่ตรวจองค์ประกอบ
- นำอัตราลดชั่วคราวมาใช้กับพนักงานหรือเดือนที่ไม่มีสิทธิ์
- ไม่แยกเงินเพิ่มจากค่าใช้จ่ายเงินสมทบปกติ
ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ในอัตราปกติไม่ได้คำนวณ 5% จากทั้งหมด แต่จำกัดฐานที่ 17,500 บาท จึงหักลูกจ้าง 875 บาทและนายจ้างสมทบ 875 บาท หากระบบยังตั้งฐาน 15,000
บาทจะขาดฝ่ายละ 125 บาทต่อเดือนต่อคน
ซึ่งสะสมเป็นความเสี่ยงจำนวนมากเมื่อมีพนักงานหลายราย
เชื่อมงานนี้เข้ากับระบบบัญชีและการตัดสินใจ
ให้เก็บอัตราและฐานประกันสังคมในตารางกลางที่ payroll กับบัญชีอ้างอิงร่วมกัน พร้อมบันทึกวันที่มีผลและเลขประกาศ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ควบคุมระบบสามารถทดสอบเฉพาะตารางเดียว
และสร้างรายงานผลกระทบต่องบเงินสดได้ทันที
หากกิจการมีค่าตอบแทนหลายชนิดหรือพนักงานหลายสถานะ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจองค์ประกอบค่าจ้างและกรณีเฉพาะก่อนแก้สูตร บทความนี้เป็นแนวทางควบคุมทั่วไป
ไม่แทนคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงรายบุคคล
ต้องการให้ A Plus ตรวจข้อมูลและวางขั้นตอนให้เหมาะกับกิจการ? ดูรายละเอียด บริการบัญชีและ payroll รายเดือน แล้วส่งข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประเมินขอบเขตงานก่อนเริ่ม
อ่านต่อและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ตรวจทาน
ข้อมูลกฎหมาย อัตรา และขั้นตอนอาจเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจประกาศและคู่มือฉบับล่าสุดก่อนดำเนินการจริง โดยบทความนี้ตรวจทานจากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
- กระทรวงแรงงาน — ประกาศและข่าวทางการเกี่ยวกับฐานค่าจ้างและเงินสมทบ
- สำนักงานประกันสังคม — บริการนายจ้าง แบบนำส่ง และข้อมูลผู้ประกันตน
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและข้อมูลภาครัฐ — ข้อมูลสรุปการปรับเพดานค่าจ้างปี 2569
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ประกันสังคม 2569: ฐาน 17,500 และเพดาน 875 บาท ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง
เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ปี 2569 เงินสมทบประกันสังคมสูงสุดเท่าไร
สำหรับมาตรา 33 ในอัตราปกติ 5% และฐานสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดคือ 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย
เงินเดือนเกิน 17,500 บาทต้องคูณ 5% ทั้งหมดหรือไม่
ไม่ ในกรณีทั่วไปฐานคำนวณถูกจำกัดที่ 17,500 บาท แต่ต้องตรวจว่ารายการจ่ายใดเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย
อัตราลดชั่วคราวใช้กับทุกบริษัทหรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องตรวจพื้นที่ กลุ่มผู้มีสิทธิ์ และช่วงเวลาตามประกาศแต่ละฉบับก่อนปรับระบบ
ควรกระทบยอดประกันสังคมกับบัญชีเมื่อไร
ควรกระทบยอดทุกเดือนก่อนชำระและอีกครั้งหลังชำระ เพื่อยืนยันว่าหนี้ถูกล้างตรงเดือนและเงินเพิ่มถูกแยกถูกต้อง