ตั้งแต่ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 เปลี่ยนเป็น 17,500 บาท ทำให้ลูกจ้างและนายจ้างที่มีค่าจ้างตั้งแต่ฐานดังกล่าวมีเงินสมทบปกติสูงสุดฝ่ายละ 875

บาทต่อเดือน บทความนี้ช่วยฝ่ายบุคคล บัญชี และเจ้าของกิจการปรับ

payroll กระทบยอด และสื่อสารกับพนักงานโดยไม่สับสนกับมาตรการลดอัตราชั่วคราวเฉพาะพื้นที่

สารบัญบทความ
  1. ฐานค่าจ้าง 17,500 บาทกระทบใครบ้าง
  2. อย่าสับสนอัตราปกติกับมาตรการลดชั่วคราว
  3. วิธีกระทบยอด payroll กับบัญชีและแบบนำส่ง
  4. ตัวอย่างเงินสมทบอัตราปกติ 5% ปี 2569
  5. เช็กลิสต์ปรับ payroll ให้พร้อมใช้ฐานใหม่
  6. จุดเสี่ยงที่ควรตรวจทานก่อนยื่นหรือใช้ตัวเลข
  7. เชื่อมงานนี้เข้ากับระบบบัญชีและการตัดสินใจ
  8. อ่านต่อและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  9. แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ตรวจทาน
  10. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

หลักคำนวณทั่วไปคือค่าจ้างที่อยู่ในฐานประกันสังคมคูณอัตรา 5% แต่ไม่เกินฐานสูงสุด 17,500 บาท ดังนั้นเพดานปกติคือ 875 บาทต่อฝ่าย ตัวเลขนี้ต้องไหลตรงกันตั้งแต่สัญญาจ้าง

สลิปเงินเดือน รายการหัก บัญชีค่าแรง ไปจนถึงแบบนำส่ง

ฐานค่าจ้าง 17,500 บาทกระทบใครบ้าง

พนักงานที่ค่าจ้างอยู่ต่ำกว่าฐานสูงสุดยังคำนวณจากค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์จริง ส่วนผู้ที่ค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่า 17,500 บาทจะถูกจำกัดฐานที่จำนวนดังกล่าว ในอัตราปกติ 5%

เงินสมทบลูกจ้างและนายจ้างจึงไม่เกินฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน

การเปลี่ยนเพดานกระทบทั้งเงินรับสุทธิของพนักงานและต้นทุนนายจ้าง

ฝ่าย payroll ต้องแยกคำว่าเงินเดือนออกจากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐาน เพราะรายการจ่ายบางประเภทอาจมีการตีความต่างกันตามลักษณะและเงื่อนไข ไม่ควรตั้งสูตรจากยอดโอนสุทธิเพียงอย่างเดียว

ควรมีทะเบียนองค์ประกอบค่าจ้างและเหตุผลของการรวมแต่ละรายการ

อย่าสับสนอัตราปกติกับมาตรการลดชั่วคราว

ในบางช่วงอาจมีประกาศลดอัตราเงินสมทบชั่วคราวสำหรับพื้นที่หรือเหตุการณ์เฉพาะ การลดดังกล่าวมีวันเริ่ม วันสิ้นสุด และกลุ่มผู้มีสิทธิ์ ไม่ใช่อัตราใหม่ถาวรของทุกกิจการ

ก่อนเปลี่ยนสูตร payroll ต้องอ่านประกาศทางการและบันทึกเหตุผลพร้อมช่วงเวลาที่ใช้

เมื่อมาตรการสิ้นสุด ระบบต้องกลับสู่อัตราปกติโดยอัตโนมัติ ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือคัดลอกสูตรเดือนก่อนแล้วใช้อัตราลดต่อไป ทำให้เงินสมทบขาดทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง

จึงควรใส่วันที่มีผลในตารางอัตราแทนการแก้สูตรโดยตรงทุกเดือน

วิธีกระทบยอด payroll กับบัญชีและแบบนำส่ง

เริ่มจากรายชื่อผู้ประกันตนที่มีสถานะใช้งานในเดือนนั้น เทียบค่าจ้างฐาน เงินสมทบลูกจ้าง เงินสมทบนายจ้าง และยอดในแบบนำส่ง จากนั้นเทียบยอดหักในสลิปกับบัญชีเจ้าหนี้ประกันสังคม

ความต่างต้องมีเหตุผล เช่น เริ่มงาน ลาออก ขาดงาน หรือปรับย้อนหลัง

ยอดจ่ายจริงจากธนาคารควรล้างเจ้าหนี้ตามเดือนที่เกี่ยวข้อง หากชำระล่าช้าให้แยกเงินเพิ่มออกจากค่าใช้จ่ายเงินสมทบ เพื่อให้ผู้บริหารเห็นต้นทุนความผิดพลาด

ไม่ควรรวมยอดทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียวเพราะจะทำให้วิเคราะห์ต้นทุนแรงงานคลาดเคลื่อน

ตัวอย่างเงินสมทบอัตราปกติ 5% ปี 2569

ตารางเป็นตัวอย่างพื้นฐานสำหรับมาตรา 33 โดยยังต้องพิจารณาประเภทค่าจ้าง สถานะผู้ประกันตน และประกาศเฉพาะช่วง

ค่าจ้างฐานต่อเดือนลูกจ้าง 5%นายจ้าง 5%
10,000 บาท500 บาท500 บาท
15,000 บาท750 บาท750 บาท
17,500 บาท875 บาท875 บาท
25,000 บาท875 บาท875 บาท

เช็กลิสต์ปรับ payroll ให้พร้อมใช้ฐานใหม่

ควรทดสอบก่อนรันเงินจริงอย่างน้อยหนึ่งรอบ และเก็บผลเปรียบเทียบก่อนกับหลังการเปลี่ยนแปลง

  1. อัปเดตตารางฐานสูงสุดเป็น 17,500 บาทโดยกำหนดวันที่มีผล 1 มกราคม 2569
  2. ทดสอบพนักงานค่าจ้างต่ำกว่า เท่ากับ และสูงกว่าเพดาน รวมทั้งผู้เริ่มงานกลางเดือน
  3. ตรวจสลิปเงินเดือน รายการบันทึกบัญชี และไฟล์นำส่งให้ใช้ตัวเลขเดียวกัน
  4. สื่อสารผลต่างเงินรับสุทธิและเหตุผลให้พนักงานก่อนวันจ่าย
  5. กระทบยอดแบบนำส่งกับบัญชีเจ้าหนี้และหลักฐานชำระทุกเดือน

ผู้อนุมัติ payroll ควรได้รับรายงานผลต่างจากเดือนก่อนที่แยกเป็นผลจากจำนวนพนักงาน ฐานค่าจ้าง และอัตรา

วิธีนี้ทำให้ตรวจพบการใช้ฐานเก่าหรืออัตราชั่วคราวผิดช่วงได้รวดเร็วกว่าการดูยอดรวมเพียงบรรทัดเดียว

จุดเสี่ยงที่ควรตรวจทานก่อนยื่นหรือใช้ตัวเลข

  • ตั้งเพดานใหม่ในสลิปแต่ไฟล์นำส่งยังใช้เพดานเดิม
  • ใช้คำว่าเงินเดือนแทนค่าจ้างที่เข้าเกณฑ์โดยไม่ตรวจองค์ประกอบ
  • นำอัตราลดชั่วคราวมาใช้กับพนักงานหรือเดือนที่ไม่มีสิทธิ์
  • ไม่แยกเงินเพิ่มจากค่าใช้จ่ายเงินสมทบปกติ

ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ในอัตราปกติไม่ได้คำนวณ 5% จากทั้งหมด แต่จำกัดฐานที่ 17,500 บาท จึงหักลูกจ้าง 875 บาทและนายจ้างสมทบ 875 บาท หากระบบยังตั้งฐาน 15,000

บาทจะขาดฝ่ายละ 125 บาทต่อเดือนต่อคน

ซึ่งสะสมเป็นความเสี่ยงจำนวนมากเมื่อมีพนักงานหลายราย

เชื่อมงานนี้เข้ากับระบบบัญชีและการตัดสินใจ

ให้เก็บอัตราและฐานประกันสังคมในตารางกลางที่ payroll กับบัญชีอ้างอิงร่วมกัน พร้อมบันทึกวันที่มีผลและเลขประกาศ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ควบคุมระบบสามารถทดสอบเฉพาะตารางเดียว

และสร้างรายงานผลกระทบต่องบเงินสดได้ทันที

หากกิจการมีค่าตอบแทนหลายชนิดหรือพนักงานหลายสถานะ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจองค์ประกอบค่าจ้างและกรณีเฉพาะก่อนแก้สูตร บทความนี้เป็นแนวทางควบคุมทั่วไป

ไม่แทนคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงรายบุคคล

ต้องการให้ A Plus ตรวจข้อมูลและวางขั้นตอนให้เหมาะกับกิจการ? ดูรายละเอียด บริการบัญชีและ payroll รายเดือน แล้วส่งข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประเมินขอบเขตงานก่อนเริ่ม

อ่านต่อและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข้อมูลทางการที่ใช้ตรวจทาน

ข้อมูลกฎหมาย อัตรา และขั้นตอนอาจเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจประกาศและคู่มือฉบับล่าสุดก่อนดำเนินการจริง โดยบทความนี้ตรวจทานจากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ประกันสังคม 2569: ฐาน 17,500 และเพดาน 875 บาท ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง

เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ปี 2569 เงินสมทบประกันสังคมสูงสุดเท่าไร

สำหรับมาตรา 33 ในอัตราปกติ 5% และฐานสูงสุด 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดคือ 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย

เงินเดือนเกิน 17,500 บาทต้องคูณ 5% ทั้งหมดหรือไม่

ไม่ ในกรณีทั่วไปฐานคำนวณถูกจำกัดที่ 17,500 บาท แต่ต้องตรวจว่ารายการจ่ายใดเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย

อัตราลดชั่วคราวใช้กับทุกบริษัทหรือไม่

ไม่เสมอไป ต้องตรวจพื้นที่ กลุ่มผู้มีสิทธิ์ และช่วงเวลาตามประกาศแต่ละฉบับก่อนปรับระบบ

ควรกระทบยอดประกันสังคมกับบัญชีเมื่อไร

ควรกระทบยอดทุกเดือนก่อนชำระและอีกครั้งหลังชำระ เพื่อยืนยันว่าหนี้ถูกล้างตรงเดือนและเงินเพิ่มถูกแยกถูกต้อง