เจ้าของ SME ที่มีลูกจ้างมักสับสนว่าค่าตอบแทนแบบไหนต้องนำไปรวมคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โดยเฉพาะเมื่อพนักงานได้รับทั้งเงินเดือนประจำ ค่าคอมมิชชั่น ค่ากะ เบี้ยขยัน
หรือเบี้ยเลี้ยงเดินทาง เพราะแต่ละรายการมีผลต่อฐานคำนวณเงินสมทบไม่เหมือนกัน
หากนำส่งขาดจะมีเงินเพิ่มและความเสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้สรุปหลักเกณฑ์ว่าค่าตอบแทนประเภทใดต้องนับเป็น "ค่าจ้าง" ตามกฎหมายประกันสังคม รายการใดไม่ต้องนับรวม
พร้อมตัวอย่างคำนวณที่นำไปตรวจสอบระบบเงินเดือนของกิจการได้ทันที
สารบัญบทความ
"ค่าจ้าง" ตามกฎหมายประกันสังคมหมายถึงอะไร
ก่อนแยกว่าเงินก้อนไหนต้องรวมฐานเงินสมทบ ต้องเข้าใจนิยามคำว่า "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 ก่อน
กฎหมายกำหนดว่าค่าจ้างคือเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลา เช่น รายเดือน
รายวัน รายชั่วโมง หรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ เช่น ค่าคอมมิชชั่นตามยอดขาย
หลักที่ใช้แยกในทางปฏิบัติมีอยู่ข้อเดียวคือถามว่าเงินก้อนนั้น "จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน" หรือ "จ่ายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการไปทำงาน" ถ้าเป็นค่าตอบแทนการทำงาน
ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไรหรือจ่ายเป็นสัดส่วนเท่าไร
ต้องนำไปรวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบ แต่ถ้าเป็นเงินที่จ่ายคืนค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานรองรับ ไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายฉบับนี้
ค่าตอบแทนที่ต้องนำไปรวมเป็นฐานเงินสมทบ
ค่าตอบแทนต่อไปนี้เข้าเกณฑ์ "จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน" จึงต้องนำมารวมกับเงินเดือนก่อนคำนวณเงินสมทบทุกเดือน
- เงินเดือนหรือค่าจ้างประจำ: ฐานหลักที่ต้องรวมเสมอ ไม่ว่าจะจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายวัน
- ค่าคอมมิชชั่น: แม้จ่ายตามผลงานและมูลค่าไม่แน่นอนในแต่ละเดือน แต่ยังถือเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามผลงานที่ทำได้ จึงต้องนำมารวม
- ค่ากะ (Shift Allowance): เงินที่จ่ายเพิ่มจากการทำงานในกะที่กำหนด เช่น กะดึก โดยทั่วไปถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของกะนั้น จึงต้องรวมฐาน
- เบี้ยขยัน: แม้มีเงื่อนไขผูกกับการมาทำงานสม่ำเสมอ แต่จ่ายเป็นประจำทุกเดือนในลักษณะตอบแทนการทำงาน จึงถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมารวมฐานคำนวณ
นอกจากสี่รายการหลักนี้ ยังมีรายการที่ลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เช่น ค่าตำแหน่งที่จ่ายประจำทุกเดือน หรือค่าครองชีพที่จ่ายคงที่โดยไม่ผูกกับค่าใช้จ่ายจริง
มักถูกตีความว่าเป็นค่าจ้างเช่นกัน
เพราะเป็นเงินที่จ่ายสม่ำเสมอโดยไม่ต้องพิสูจน์ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมฐานเงินสมทบ
ในทางกลับกัน เงินที่จ่ายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจริงจากการปฏิบัติงาน ไม่ถือเป็นค่าจ้าง จึงไม่ต้องนำมารวมฐานคำนวณเงินสมทบ
โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องจ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานรองรับ
| รายการ | เงื่อนไขที่ทำให้ไม่นับเป็นค่าจ้าง | ความเสี่ยงหากทำไม่ครบเงื่อนไข |
|---|---|---|
| เบี้ยเลี้ยงเดินทาง | จ่ายเฉพาะช่วงที่มีการเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่จริง มีใบอนุมัติเดินทางและอัตราที่สมเหตุสมผล | หากจ่ายเหมาจ่ายทุกเดือนโดยไม่มีการเดินทางจริง อาจถูกตีความเป็นค่าจ้างแฝง ต้องนำมารวมฐานย้อนหลัง |
| ค่าที่พักเบิกตามจริง | เบิกตามใบเสร็จจริงพร้อมใบอนุมัติเดินทางประกอบ และเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน | หากจ่ายเป็นวงเงินคงที่ทุกเดือนโดยไม่มีใบเสร็จ อาจถูกมองว่าเป็นสวัสดิการเงินสดที่ต้องรวมฐาน |
นอกจากสองรายการตามหัวข้อของบทความนี้ ยังมีรายการอื่นที่มักไม่ถือเป็นค่าจ้างเช่นกัน เช่น เงินโบนัสประจำปีที่จ่ายครั้งเดียวและไม่ผูกกับผลงานรายเดือน
หรือเงินช่วยเหลืองานศพและเงินสงเคราะห์ที่เป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน
แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขการจ่ายของแต่ละบริษัทเป็นรายกรณี เพราะหากจ่ายในลักษณะสม่ำเสมอจนดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน อาจถูกประเมินว่าเป็นค่าจ้างได้เช่นกัน
ตัวอย่างคำนวณฐานเงินสมทบเมื่อพนักงานมีรายได้หลายรายการ
สมมติพนักงานขายคนหนึ่งได้รับในเดือนหนึ่งดังนี้ เงินเดือนพื้นฐาน 16,000 บาท ค่ากะ 1,200 บาท เบี้ยขยัน 800 บาท ค่าคอมมิชชั่นเดือนนั้น 3,000 บาท
และเบี้ยเลี้ยงเดินทางที่เบิกตามจริงพร้อมใบอนุมัติ 1,500 บาท
ขั้นตอนคำนวณคือนำรายการที่เป็นค่าจ้างมารวมกันก่อน ได้แก่ 16,000 บวก 1,200 บวก 800 บวก 3,000 รวมเป็น 21,000 บาท ส่วนเบี้ยเลี้ยงเดินทาง 1,500
บาทไม่ต้องนำมารวมเพราะเป็นการชดเชยค่าใช้จ่ายจริง
เมื่อฐานค่าจ้างรวม 21,000 บาทสูงกว่าเพดานฐานเงินสมทบตามกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กฎกระทรวงฉบับใหม่ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568)
ได้ปรับเพดานฐานค่าจ้างสูงสุดสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 15,000
บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน (ใช้ในช่วงปี 2569-2571 ก่อนจะปรับขั้นบันไดสูงขึ้นอีกในปีต่อ ๆ ไป) จึงต้องคำนวณเงินสมทบจากฐาน 17,500 บาท ไม่ใช่ฐานเต็ม 21,000 บาท คือ 17,500 คูณ 5%
เท่ากับ 875 บาท ทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้าง รวมนำส่ง 1,750
บาทต่อเดือนสำหรับพนักงานคนนี้ (สำหรับรอบเงินเดือนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 ยังต้องใช้เพดานเดิม 15,000 บาทในการคำนวณ ควรตรวจสอบว่ารอบที่กำลังคำนวณอยู่ใช้เพดานใด)
จุดที่ผิดพลาดบ่อยคือกิจการนำเบี้ยเลี้ยงเดินทางหรือค่าที่พักไปรวมฐานทั้งที่ไม่ต้องรวม ทำให้หักเงินสมทบจากพนักงานเกินความจำเป็น หรือในทางกลับกัน
ลืมรวมค่ากะและเบี้ยขยันเข้าไปในฐาน ทำให้นำส่งเงินสมทบขาดโดยไม่รู้ตัว
เอกสารและการควบคุมที่ควรมีเพื่อป้องกันความเสี่ยงนำส่งขาดหรือเกิน
เพื่อให้ฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีคำนวณฐานเงินสมทบตรงกันทุกเดือน ควรมีเอกสารและระบบควบคุมดังนี้
- นโยบายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุชัดว่ารายการใดเป็นค่าจ้างและรายการใดเป็นเงินชดเชยค่าใช้จ่าย
- ใบอนุมัติเดินทางและใบเสร็จรับเงินตัวจริงประกอบทุกครั้งที่เบิกเบี้ยเลี้ยงหรือค่าที่พัก เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายตามจริง ไม่ใช่ค่าจ้างแฝง
- รายงานสรุปค่าคอมมิชชั่น ค่ากะ และเบี้ยขยันรายพนักงานทุกรอบเงินเดือน เพื่อกระทบยอดกับฐานที่นำส่งในแบบ สปส. 1-10
- ทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับสวัสดิการ เพิ่มเงินเหมาจ่ายรายเดือนใหม่ หรือเมื่อมีการปรับเพดานฐานเงินสมทบตามกฎกระทรวง เพื่อไม่ให้ระบบเงินเดือนคำนวณด้วยฐานที่ล้าสมัย
หากตรวจพบว่านำส่งเงินสมทบขาดในเดือนที่ผ่านมา ควรรีบยื่นปรับปรุงและชำระเงินสมทบส่วนที่ขาดโดยเร็ว เพราะตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม
การนำส่งเงินสมทบขาดหรือล่าช้าต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดเงินสมทบที่ค้างชำระ
นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่ง ยิ่งปล่อยไว้นาน เงินเพิ่มยิ่งสะสมและมีความเสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลังมากขึ้น
ข้อมูลในบทความนี้เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น เพดานฐานเงินสมทบและอัตราเงินสมทบอาจมีการปรับเปลี่ยนหรือมีมาตรการบรรเทาชั่วคราวจากภาครัฐเป็นครั้งคราว
กิจการควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม (sso.go.th)
หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี-ภาษีก่อนนำไปใช้กับกรณีเฉพาะของกิจการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ค่าจ้างแบบไหนต้องรวมฐานคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้พนักงานขายต้องนำมารวมฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่
ต้องรวม เพราะค่าคอมมิชชั่นถือเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ ซึ่งเข้านิยาม "ค่าจ้าง" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5
แม้จำนวนเงินจะไม่คงที่ในแต่ละเดือนก็ตาม
เบี้ยเลี้ยงเดินทางที่จ่ายเหมาจ่ายทุกเดือน ยังถือว่าไม่ต้องรวมฐานเงินสมทบหรือไม่
หากจ่ายเหมาจ่ายทุกเดือนโดยไม่มีการเดินทางไปปฏิบัติงานนอกสถานที่จริงหรือไม่มีใบอนุมัติเดินทางประกอบ อาจถูกตีความว่าเป็นค่าจ้างแฝงและต้องนำมารวมฐานคำนวณเงินสมทบย้อนหลัง
เบี้ยเลี้ยงที่ไม่ต้องรวมฐานต้องจ่ายเมื่อมีการเดินทางจริงและมีหลักฐานรองรับเท่านั้น
ถ้าพนักงานมีค่าจ้างรวมเกินเพดานฐานเงินสมทบ ต้องคำนวณเงินสมทบจากยอดเต็มหรือไม่
ไม่ต้อง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กฎกระทรวงฉบับใหม่ได้ปรับเพดานฐานค่าจ้างสูงสุดของผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทต่อเดือน (ใช้ในช่วงปี
2569-2571) แม้พนักงานจะมีค่าจ้างรวมสูงกว่านี้ ก็คำนวณเงินสมทบจากฐาน
17,500 บาทเท่านั้น คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อฝ่ายต่อเดือน (รวมทั้งสองฝ่าย 1,750 บาทต่อเดือน) ส่วนรอบเงินเดือนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2569 ยังใช้เพดานเดิม 15,000 บาท
หากนำส่งเงินสมทบขาดเพราะคำนวณฐานผิด ต้องทำอย่างไร
ควรรีบตรวจสอบผลต่างและยื่นปรับปรุงพร้อมชำระเงินสมทบส่วนที่ขาดกับสำนักงานประกันสังคมโดยเร็วที่สุด เพราะตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม
การนำส่งเงินสมทบขาดหรือล่าช้าจะมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดเงินสมทบที่ค้างชำระ
นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดนำส่ง
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มแก้ปัญหาจากจุดไหนก่อน ลองศึกษาแนวทางบริการเสริมสำหรับ SME ที่ครอบคลุมทั้งงานค้างและระบบบัญชี