บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของ SME และผู้ก่อตั้ง Startup ที่กำลังจะร่วมธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ หรือรับนักลงทุนเข้ามาถือหุ้น คุณจะได้เข้าใจว่าสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders'

Agreement) คืออะไร ควรระบุข้อสัญญาสำคัญอะไรบ้าง

และข้อผิดพลาดใดที่เจ้าของธุรกิจมักพลาดจนเกิดปัญหาในภายหลัง

สารบัญบทความ
  1. สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นคืออะไร และต่างจากข้อบังคับบริษัทอย่างไร
  2. ทำไม SME และ Startup ถึงควรมีสัญญานี้
  3. ข้อสัญญาสำคัญที่ควรมีใน Shareholders' Agreement
  4. ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ก่อตั้ง 3 คน ถือหุ้นเท่ากัน แล้วเกิดความขัดแย้ง
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME และ Startup
  6. Checklist ก่อนทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
  7. สัญญาผู้ถือหุ้นกับมิติด้านบัญชีและภาษีที่ควรรู้
  8. ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
  9. แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นคืออะไร และต่างจากข้อบังคับบริษัทอย่างไร

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Shareholders' Agreement คือสัญญาเอกชนที่ผู้ถือหุ้นทุกคน (หรือบางกลุ่ม) ตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่

และกติกาในการบริหารบริษัทที่ละเอียดกว่าที่กฎหมายบริษัทบัญญัติไว้

คนมักสับสนระหว่างสองสิ่งนี้ ข้อบังคับบริษัท (Articles of Association หรือ บอจ.2) คือเอกสารที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใครก็ตรวจสอบได้ แต่ Shareholders' Agreement

คือสัญญาลับระหว่างผู้ถือหุ้น ไม่ต้องจดทะเบียน

และกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นชอบร่วมกัน

สรุปง่าย ๆ: ข้อบังคับบริษัทเป็นกรอบกว้าง Shareholders' Agreement เป็นกติกาเฉพาะที่ผู้ถือหุ้นช่วยกันร่างขึ้น

ทำไม SME และ Startup ถึงควรมีสัญญานี้

หลายบริษัทเริ่มต้นด้วยความไว้ใจกัน ไม่มีสัญญาอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรนอกจากเอกสารจดทะเบียน แล้วก็พบปัญหาเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน เช่น ใครจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องใหญ่

จะทำอย่างไรถ้าผู้ก่อตั้งคนหนึ่งอยากขายหุ้นออกไป

หรือถ้ามีข้อพิพาทกันจะยุติอย่างไร

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นที่ดีช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และยังสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหรือพาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามาร่วมในภายหลังด้วย

ข้อสัญญาสำคัญที่ควรมีใน Shareholders' Agreement

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ข้อสัญญาต่อไปนี้คือสิ่งที่นักกฎหมายและที่ปรึกษาธุรกิจมักแนะนำให้ครอบคลุม ทั้งนี้รายละเอียดควรร่างโดยทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบริษัท

1. สัดส่วนหุ้นและสิทธิออกเสียง

ระบุให้ชัดว่าใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และเรื่องใดบ้างที่ต้องใช้เสียงข้างมากธรรมดา (เกิน 50%) เทียบกับเรื่องที่ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษ (เช่น สามในสี่ของผู้ถือหุ้น) เช่น

การเพิ่มทุน การเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท หรือการอนุมัติงบลงทุนขนาดใหญ่

2. Vesting Schedule — กันหุ้นไม่ให้โอนออกก่อนถึงเวลา

Vesting คือข้อกำหนดที่บอกว่าผู้ก่อตั้งจะ "ได้" หุ้นจริง ๆ ก็ต่อเมื่อทำงานในบริษัทครบระยะเวลาที่กำหนด เช่น ตกลงว่าถือหุ้น 30% แต่หุ้นจะ vest ทยอยในระยะ 4 ปี

ถ้าออกก่อนกำหนดก็ต้องคืนหุ้นส่วนที่ยังไม่ vest กลับมา

ข้อนี้สำคัญมากเพื่อกันไม่ให้ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งออกไปเร็ว ๆ แต่ยังถือหุ้นก้อนใหญ่ค้างอยู่

3. Right of First Refusal — สิทธิปฏิเสธก่อน

ถ้าผู้ถือหุ้นคนหนึ่งอยากขายหุ้นออกไป ผู้ถือหุ้นคนอื่นต้องมีสิทธิ์ซื้อหุ้นนั้นก่อน ในราคาและเงื่อนไขเดียวกันกับที่ผู้ซื้อภายนอกเสนอ

ข้อนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาถือหุ้นในบริษัทโดยที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ทันตั้งตัว

4. Drag-Along และ Tag-Along

Drag-Along คือสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จะ "ลากพา" ผู้ถือหุ้นรายย่อยไปขายหุ้นพร้อมกัน เมื่อมีผู้ซื้อรายใหญ่เข้ามาซื้อกิจการทั้งหมด เพื่อไม่ให้รายย่อยขัดขวางดีลใหญ่

Tag-Along คือสิทธิฝั่งตรงข้าม ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถ "ติดตาม" ไปขายหุ้นในราคาเดียวกับรายใหญ่ได้ ป้องกันไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

5. การระงับข้อพิพาท

ระบุล่วงหน้าว่าถ้าเกิดความขัดแย้งจะใช้วิธีใด เช่น เจรจาโดยตรงภายในกี่วัน หากไม่สำเร็จจะนำเรื่องเข้าสู่การไกล่เกลี่ย (Mediation) หรืออนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ก่อนฟ้องศาล

กระบวนการนี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากหากทุกฝ่ายยอมรับกันไว้ก่อน

6. ทางออกเมื่อผู้ก่อตั้งออกจากบริษัท (Good Leaver / Bad Leaver)

กำหนดให้ชัดว่าถ้าผู้ก่อตั้งออกไป "ด้วยดี" (Good Leaver) เช่น เจ็บป่วย ครบสัญญา เทียบกับออกไปด้วยสาเหตุลบ (Bad Leaver) เช่น ละทิ้งหน้าที่ ทำผิดสัญญา

จะมีสิทธิ์ในหุ้นต่างกันอย่างไร โดยทั่วไป Bad Leaver มักต้องขายหุ้นคืนในราคาที่ต่ำกว่า Fair

Value

7. ข้อห้ามแข่งขัน (Non-Compete) และการรักษาความลับ

กำหนดว่าในระหว่างที่เป็นผู้ถือหุ้น และภายในระยะเวลาหนึ่งหลังจากออกไป ห้ามไปทำธุรกิจแข่งขัน หรือนำข้อมูลความลับทางธุรกิจออกไปใช้ ระยะเวลาและขอบเขตที่เหมาะสมควรปรึกษาทนายความ

เพราะถ้ากำหนดกว้างเกินไปอาจใช้บังคับได้ยาก

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ก่อตั้ง 3 คน ถือหุ้นเท่ากัน แล้วเกิดความขัดแย้ง

กรณีศึกษา: Deadlock ในบริษัท 3 คนถือ 33% เท่ากัน

สมมติว่าบริษัท A มีผู้ก่อตั้ง 3 คน ถือหุ้นคนละ 33.33% ไม่มี Shareholders' Agreement ใด ๆ ครบ 2 ปี ผู้ก่อตั้งคนที่สองอยากเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ แต่อีกสองคนไม่เห็นด้วย

เมื่อโหวตทุกครั้งก็เสมอกัน (2 ต่อ 1) แต่ไม่มีกลไกตัดสินขั้นสุดท้าย

บริษัทจึงตัดสินใจอะไรไม่ได้ สภาวะนี้เรียกว่า Deadlock

ถ้ามีสัญญาที่กำหนดกลไก Deadlock ไว้ เช่น ให้กรรมการอิสระคนที่สี่เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด หรือกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ซื้อหุ้นของอีกฝ่ายในราคาที่ยุติธรรม (Buy-Sell หรือ "Shotgun

Clause") สถานการณ์นี้ก็สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME และ Startup

  • ไม่มีสัญญาเลย เชื่อใจกันโดยไม่มีลายลักษณ์อักษร พอเกิดปัญหาจริงไม่มีกรอบอ้างอิง
  • คัดลอก Template จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ปรับ สัญญาที่ดีต้องสะท้อนโครงสร้างและความตกลงเฉพาะของธุรกิจนั้น ๆ ไม่ใช่ Template กลาง
  • ลืมระบุ Vesting ผู้ก่อตั้งออกไปในปีแรก แต่ยังถือหุ้น 30% โดยไม่ได้มีส่วนร่วมสร้างบริษัทอีกต่อไป ส่งผลต่อการระดมทุนในอนาคต
  • ไม่กำหนดกลไก Deadlock โดยเฉพาะบริษัทที่แบ่งหุ้น 50-50 หรือ 33-33-33 ซึ่งโหวตเสมอได้ง่าย
  • ไม่อัปเดตสัญญาเมื่อรับนักลงทุนใหม่ สัญญาเดิมอาจขัดแย้งกับเงื่อนไขที่นักลงทุนใหม่ต้องการ ทำให้ดีลซับซ้อนขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ไม่ปรึกษาทนายความ สัญญาที่เขียนเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจทาน อาจมีช่องโหว่ หรือบังคับใช้ได้ยากตามกฎหมายไทย

Checklist ก่อนทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น

สิ่งที่ต้องตกลงกันให้ชัดก่อนเข้าหาทนายความ

  • ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์
  • ใครเป็นกรรมการ และใครมีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท
  • เรื่องสำคัญใดบ้างที่ต้องใช้เสียง 3 ใน 4 หรือ unanimous consent
  • จะมี Vesting Schedule ไหม ระยะเวลากี่ปี และ Cliff (ระยะเวลาก่อนที่หุ้นจะเริ่ม vest) กี่เดือน
  • ถ้าผู้ถือหุ้นอยากขายหุ้น กระบวนการเป็นอย่างไร ใครมีสิทธิ์ซื้อก่อน
  • ถ้าเกิด Deadlock จะแก้ด้วยกลไกใด
  • Non-Compete ครอบคลุมขอบเขตงานใด และมีผลกี่ปีหลังออก
  • กฎหมายที่ใช้บังคับและสถานที่ระงับข้อพิพาทคือที่ใด

สัญญาผู้ถือหุ้นกับมิติด้านบัญชีและภาษีที่ควรรู้

แม้ Shareholders' Agreement จะเป็นเรื่องกฎหมายเป็นหลัก แต่มีผลกระทบต่อด้านบัญชีและภาษีหลายประการที่เจ้าของ SME ควรรับรู้

  • การโอนหุ้น: อาจมีภาระภาษีและอากรแสตมป์ที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดขึ้นอยู่กับโครงสร้างการโอนและมูลค่าหุ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำธุรกรรม
  • เงินปันผล: สัญญาอาจกำหนดนโยบายปันผล เช่น สัดส่วนขั้นต่ำของกำไรที่ต้องจ่ายปันผล ซึ่งมีผลต่อการวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้รับ
  • การเพิ่มทุน: ราคาหุ้นที่ออกใหม่อาจส่งผลต่อโครงสร้างทุนในงบการเงิน และอาจมีนัยยะด้านภาษีหากราคาต่างจากมูลค่าที่ตราไว้มาก
  • การซื้อหุ้นคืน (Buy-Back): สำหรับบริษัทจำกัด กลไกการซื้อหุ้นคืนโดยบริษัท (corporate share buyback) ในลักษณะเดียวกับบริษัทมหาชนจำกัดนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิ่งที่สัญญาผู้ถือหุ้นมักกำหนดในทางปฏิบัติคือกลไกให้ผู้ถือหุ้นฝ่ายอื่นซื้อหุ้นกลับคืนจากฝ่ายที่ต้องการออก ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการโอนหุ้นตาม ป.พ.พ. และมีผลทางบัญชีที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง ควรปรึกษาทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก่อนกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา

ตัวเลขและอัตราที่เกี่ยวข้องกับภาษีในกรณีเหล่านี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและทนายความ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละบริษัท

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ

โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • จัดทำสมุดคุมทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นและออกใบหุ้นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • ยื่นแบบรายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี (บอจ.5) ตามรอบเวลากฎหมาย

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ละเลยไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่ออนุมัติงบการเงินในกำหนด 4 เดือน
  • มอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อกรรมการโดยไม่มีเอกสารมอบอำนาจเป็นระเบียบ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นคืออะไร และต่างจากข้อบังคับบริษัทอย่างไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ทำไม SME และ Startup ถึงควรมีสัญญานี้ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ข้อสัญญาสำคัญที่ควรมีใน Shareholders' Agreementตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

ผู้ก่อตั้งและถือหุ้นบริษัทจำกัดปัจจุบันกำหนดขั้นต่ำกี่คน?

ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้มีผู้ก่อตั้งขั้นต่ำอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล

หากกำลังวางแผนเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ทีมงานมีบริการจดทะเบียนบริษัทและจดบริษัทที่ช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารไปจนถึงการวางระบบบัญชีและภาษีหลังจดทะเบียน