การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Carbon Emissions เป็นหัวใจของการทำรายงาน ESG ด้านสิ่งแวดล้อม SME ไทยหลายแห่งไม่รู้ว่าต้องเริ่มนับจากอะไร Scope 1, 2 และ 3 คืออะไร และต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง บทความนี้อธิบายอย่างละเอียดพร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ไทย
ทำไม SME ต้องวัดการปล่อยคาร์บอน
การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions หรือ GHG Emissions) เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน หากไม่รู้ว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร ก็ไม่สามารถวางแผนลดได้
สำหรับ SME ไทย แรงกดดันในการวัดคาร์บอนมาจากหลายทิศทาง ได้แก่ คู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการข้อมูล Supply Chain Emissions ธนาคารที่ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่อาจกระทบ SME ที่ส่งออก และความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลไทยภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุน SME ในการคำนวณและรับรอง Carbon Footprint
Scope 1, 2, 3 คืออะไร: นิยามและตัวอย่าง
กรอบการจำแนกการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้กันทั่วโลกคือ GHG Protocol ซึ่งแบ่งการปล่อยออกเป็น 3 ขอบเขต (Scope)
Scope 1 — การปล่อยโดยตรง (Direct Emissions)
Scope 1 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากแหล่งที่องค์กรควบคุมโดยตรง ได้แก่
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงในรถยนต์ของบริษัท (น้ำมันเบนซิน ดีเซล)
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักรหรือหม้อไอน้ำของโรงงาน
- การใช้ก๊าซ LPG ในกระบวนการผลิตหรือครัวอาหาร (กรณีร้านอาหาร)
- การรั่วไหลของสารทำความเย็นในระบบปรับอากาศ (Refrigerant Leakage)
- การเผาขยะในสถานที่
ตัวอย่าง: ร้านอาหาร SME ที่ใช้ก๊าซ LPG ในการปรุงอาหาร 100 กิโลกรัมต่อเดือน นั้นเกิดการปล่อย Scope 1 ทุกเดือน
Scope 2 — การปล่อยทางอ้อมจากพลังงาน (Indirect Energy Emissions)
Scope 2 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือความร้อนที่องค์กรซื้อมาใช้
- การใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
- การซื้อไอน้ำหรือความร้อนจากผู้ผลิตภายนอก
ตัวอย่าง: สำนักงาน SME ที่ใช้ไฟฟ้า 1,000 kWh ต่อเดือน เกิด Scope 2 Emissions ทั้งหมด เพราะโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้านั้นปล่อย CO2 ออกมา
Scope 3 — การปล่อยทางอ้อมอื่นๆ (Other Indirect Emissions)
Scope 3 ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดในห่วงโซ่อุปทานทั้ง Upstream และ Downstream ซึ่งองค์กรไม่ได้ควบคุมโดยตรง ตัวอย่างเช่น
- การขนส่งวัตถุดิบจาก Supplier มายังโรงงาน
- การเดินทางของพนักงานเพื่อทำธุรกิจ (Business Travel)
- การเดินทางของพนักงานไป-กลับที่ทำงาน (Employee Commuting)
- การปล่อยจากการใช้สินค้าของลูกค้า (Use of Sold Products)
- การจัดการขยะที่ส่งไปกำจัดภายนอก
- การปล่อยจากกระบวนการผลิตของ Supplier (Purchased Goods and Services)
ตัวอย่าง: SME ที่ส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยบริษัทขนส่งภายนอก การปล่อยคาร์บอนจากรถบรรทุกขนส่งนั้นถือเป็น Scope 3 ของ SME
ค่า Emission Factor สำหรับไทย: ใช้ตัวเลขอะไร
Emission Factor คือค่าที่ใช้แปลงปริมาณกิจกรรม (เช่น kWh ไฟฟ้าที่ใช้) เป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (tCO2e) ค่า Emission Factor ที่ SME ไทยควรใช้มีดังนี้
| ประเภทกิจกรรม | ค่า Emission Factor (โดยประมาณ) | แหล่งข้อมูล |
|---|---|---|
| ไฟฟ้าจาก MEA/PEA | ~0.5781 kgCO2e/kWh (ปี 2565) | TGO / กระทรวงพลังงาน |
| น้ำมันเบนซิน 91/95 | ~2.19 kgCO2/ลิตร | IPCC / TGO |
| น้ำมันดีเซล | ~2.68 kgCO2/ลิตร | IPCC / TGO |
| ก๊าซ LPG | ~2.98 kgCO2/กก. | IPCC / TGO |
| ก๊าซธรรมชาติ (NGV) | ~2.20 kgCO2/กก. | IPCC / TGO |
หมายเหตุ: ค่าข้างต้นเป็นค่าโดยประมาณ SME ควรดาวน์โหลดค่า Emission Factor ล่าสุดจากเว็บไซต์ TGO (tgo.or.th) เพื่อให้ได้ตัวเลขที่อัปเดตและถูกต้องตามปีที่รายงาน
ขั้นตอนคำนวณ Carbon Footprint สำหรับ SME ไทย
ขั้นที่ 1: กำหนดขอบเขตและปีฐาน
เลือกว่าจะรายงาน Scope ใดบ้าง SME ที่เพิ่งเริ่มต้นควรเริ่มจาก Scope 1 และ Scope 2 ก่อน เพราะข้อมูลมีอยู่แล้วในใบเสร็จ และคำนวณได้ง่าย จากนั้นค่อยขยายไปยัง Scope 3 ที่สำคัญในปีถัดไปเมื่อมีทรัพยากรเพียงพอ
ขั้นที่ 2: รวบรวมข้อมูลกิจกรรม
เก็บข้อมูลดิบสำหรับแต่ละแหล่งการปล่อย เช่น
- ใบเสร็จค่าไฟฟ้าทุกเดือนตลอดปี (หน่วย kWh)
- ใบเสร็จน้ำมันรถยนต์ของบริษัท (ลิตร)
- ปริมาณการใช้ก๊าซ LPG (กิโลกรัมหรือถัง)
- บันทึกการเดินทางเพื่อธุรกิจ (กิโลเมตรหรือชั่วโมงบิน)
ขั้นที่ 3: คำนวณปริมาณ GHG
ใช้สูตร: ปริมาณ GHG (tCO2e) = ปริมาณกิจกรรม x ค่า Emission Factor
ตัวอย่าง: สำนักงาน SME ใช้ไฟฟ้า 12,000 kWh ต่อปี
GHG = 12,000 kWh x 0.5781 kgCO2e/kWh = 6,937 kgCO2e หรือ 6.94 tCO2e ต่อปี
ขั้นที่ 4: รวมทุก Scope และสรุปผล
รวมปริมาณ GHG จากทุกแหล่งใน Scope ที่เลือกรายงาน เพื่อได้ตัวเลข Carbon Footprint รวม จากนั้นสรุปในรูปแบบตารางหรือกราฟที่อ่านง่าย
ขั้นที่ 5: ตั้งเป้าหมายลดการปล่อย
เมื่อรู้ฐานข้อมูลแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อย GHG ที่วัดได้และเป็นจริง เช่น ลด 5% ในปีถัดไปโดยการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ทั้งสำนักงาน หรือลดการเดินทางโดยใช้ Video Conference แทน
เครื่องมือและทรัพยากรฟรีสำหรับ SME ไทย
- Thailand Carbon Footprint for Organization (CFO) Tool โดย TGO — เครื่องมือคำนวณคาร์บอนสำหรับองค์กร ดาวน์โหลดได้ที่ tgo.or.th
- Emission Factor Database ของ TGO — ฐานข้อมูลค่า Emission Factor สำหรับประเทศไทย อัปเดตเป็นประจำ
- Carbon Footprint Label โดย TGO — สำหรับ SME ที่ต้องการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์
- GHG Protocol (ghgprotocol.org) — มาตรฐานสากลสำหรับการคำนวณ GHG มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษฟรี
ข้อผิดพลาดที่ SME มักเจอเมื่อเริ่มนับคาร์บอน
SME ที่เพิ่งเริ่มต้นมักเจอปัญหาดังนี้
- ใช้ค่า Emission Factor สากล (IPCC) แทนค่าไทย ซึ่งทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าซึ่งแต่ละประเทศมีค่าต่างกันมาก
- ลืมนับ Scope 1 จากสารทำความเย็น (Refrigerant) ซึ่งมักมีค่า Global Warming Potential (GWP) สูงมาก
- นับเฉพาะสำนักงานหลัก ไม่รวมสาขาหรือโกดัง ทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง
- ไม่เก็บหลักฐานดิบ เมื่อคู่ค้าตรวจสอบจึงไม่มีเอกสารสนับสนุน
การเริ่มต้นอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกย่อมดีกว่าการแก้ไขภายหลัง SME สามารถขอรับคำแนะนำจาก TGO หรือสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง วัดการปล่อยคาร์บอน Scope 1, 2, 3: SME เริ่มนับอย่างไรให้ถูกต้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
SME ต้องรายงาน Scope ไหนก่อน 1, 2 หรือ 3
SME ที่เพิ่งเริ่มต้นควรรายงาน Scope 1 (การปล่อยโดยตรงจากน้ำมัน ก๊าซ) และ Scope 2 (ไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้) ก่อน เพราะข้อมูลมีอยู่แล้วในใบเสร็จ และคำนวณได้ง่าย Scope 3 มีความซับซ้อนกว่าและมักทำในขั้นถัดไปเมื่อมีทรัพยากรเพียงพอ
ค่า Emission Factor ของไฟฟ้าในไทยคือเท่าไร และหาได้จากที่ไหน
ค่า Emission Factor ไฟฟ้าของไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 0.5781 kgCO2e ต่อ kWh แต่ค่านี้เปลี่ยนแปลงทุกปีตามสัดส่วน Renewable Energy ในระบบ ควรดาวน์โหลดค่าล่าสุดจากเว็บไซต์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่ tgo.or.th โดยตรง
การเดินทางของพนักงานไป-กลับที่ทำงานนับเป็น Scope อะไร
การเดินทางของพนักงานระหว่างบ้านและที่ทำงาน (Employee Commuting) จัดอยู่ใน Scope 3 หมวด Employee Commuting ซึ่งเป็น Scope 3 ประเภทหนึ่งที่นิยมรายงานกัน แต่ต้องการข้อมูลการเดินทางของพนักงานแต่ละคน ซึ่งอาจสำรวจผ่านแบบสอบถาม
สารทำความเย็นในแอร์สำนักงาน ต้องนับเป็นการปล่อย GHG ไหม
ใช่ การรั่วไหลของสารทำความเย็น เช่น R-22 หรือ R-410A ถือเป็น Scope 1 Emissions และมีค่า Global Warming Potential (GWP) สูงมากเมื่อเทียบกับ CO2 SME ควรบันทึกการเติมสารทำความเย็นทุกครั้งและนำมาคำนวณ GHG ตามค่า GWP ของสารนั้นๆ
TGO คืออะไร และ SME จะขอความช่วยเหลือจาก TGO ได้อย่างไร
TGO ย่อมาจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization) เป็นหน่วยงานรัฐภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ทำหน้าที่พัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานการวัด GHG ของไทย SME สามารถดาวน์โหลดเครื่องมือคำนวณฟรีและขอรับการอบรมได้ที่เว็บไซต์ tgo.or.th
SME ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบตัวเลขคาร์บอนก่อนส่งให้คู่ค้าหรือไม่
ไม่จำเป็นสำหรับการรายงานเบื้องต้น แต่ต้องมีหลักฐานดิบสนับสนุนทุกตัวเลข หากคู่ค้าหรือธนาคารต้องการการรับรองจากภายนอก (Third-Party Verification) ค่อยพิจารณาจ้างผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ TGO หรือ ISO 14064-3
ถ้า SME ใช้ Solar Panel ผลิตไฟฟ้าเอง จะลด Scope 2 ได้อย่างไร
การผลิตและใช้ไฟฟ้าจาก Solar Panel บนหลังคาของตัวเองถือเป็นการลด Scope 2 Emissions ได้โดยตรง เพราะไม่ได้ซื้อไฟจาก Grid แต่ต้องบันทึกปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงจากมิเตอร์ Solar และนำมาหักออกจากการใช้ไฟฟ้ารวม เพื่อให้ได้ตัวเลข Scope 2 ที่ถูกต้อง